กรมชลประทาน ไขข้อข้องใจ ทำไม “น้ำเหนือเริ่มลด” แต่เขื่อนเจ้าพระยายังต้องเพิ่มการระบาย เผยสาเหตุทยอยเพิ่มการระบาย เตือนท้ายเขื่อนยังต้องระวัง
วันที่ 2 ต.ค.2569 กรมชลประทาน ชี้แจงถึงสาเหตุ “ทำไม “น้ำเหนือเริ่มลด” แต่เขื่อนเจ้าพระยายังต้องเพิ่มการระบาย” โดยระบุว่า
- น้ำแต่ละจุดไม่ได้ขึ้น-ลงพร้อมกัน
ฝนที่ตกในพื้นที่ตอนบนทำให้น้ำในแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่าน ซึ่งรับน้ำจากแม่น้ำยม เพิ่มขึ้น ก่อนมารวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดนครสวรรค์ แล้วไหลลงมายังเขื่อนเจ้าพระยา
แม้ขณะนี้น้ำตอนบนบางจุดเริ่มลดลง แต่มวลน้ำที่ไหลลงมาก่อนหน้านั้นยังต้องใช้เวลาเดินทาง จึงไม่ได้หมายความว่าน้ำที่มาถึงเขื่อนเจ้าพระยาจะลดลงทันที
- กรมชลฯ หน่วงน้ำและกระจายน้ำตามศักยภาพ
กรมชลประทานบริหารระดับน้ำเหนือเขื่อนเพื่อช่วยหน่วงน้ำ ควบคู่กับการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกตามศักยภาพ เพื่อลดปริมาณน้ำที่ต้องไหลผ่านเขื่อนลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน โดยต้องเฝ้าระวังผลกระทบต่อพื้นที่เหนือเขื่อนควบคู่กัน
- สองฝั่งมีข้อจำกัดในการรับน้ำ
การรับน้ำเข้าระบบชลประทานต้องพิจารณาทั้งฝน น้ำที่มีอยู่ในระบบ และความสามารถในการระบายของแต่ละพื้นที่ จึงไม่สามารถเพิ่มการรับน้ำได้โดยไม่มีข้อจำกัด
- เหตุใดจึงยังต้องทยอยเพิ่มการระบาย?
แม้น้ำตอนบนบางจุดเริ่มลด แต่น้ำที่มาถึงเขื่อนยังมีปริมาณมาก และมีน้ำสะสมด้านเหนือเขื่อน กรมชลประทานจำเป็นต้องทยอยปรับเพิ่มการระบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อควบคุมระดับน้ำและลดความเสี่ยงต่อพื้นที่เหนือเขื่อน
โดยปรับอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อลดความรวดเร็วของการเพิ่มระดับน้ำและลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน
- ด้านท้ายเขื่อนก็ยังต้องระวัง
การปรับระบายต้องพิจารณาระดับน้ำในแม่น้ำสายหลัก น้ำจากลำน้ำสาขา ฝนในพื้นที่ และอิทธิพลน้ำทะเลหนุนร่วมกัน เพราะทั้งหมดมีผลต่อระดับน้ำและการระบายน้ำในพื้นที่ตอนล่าง
- สรุปง่าย ๆ
น้ำตอนบนบางจุดลดแล้ว แต่น้ำที่ไหลลงมาก่อนหน้านั้นยังทยอยมาถึงเขื่อน และยังมีน้ำสะสมเหนือเขื่อน จึงต้องบริหารทั้งการหน่วงน้ำ การรับน้ำเข้าระบบสองฝั่ง และการทยอยระบายให้สมดุลกัน
ประชาชนในพื้นที่เหนือและท้ายเขื่อน โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำและนอกคันกั้นน้ำ ควรติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ
