เปิดเกณฑ์ควบคุม ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ยึด 5 หลักสำคัญ ย้ำชัด ครอบครัวต้องตรวจสอบได้ การป้องกันโรคต้องไม่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
จากกรณีข้อร้องเรียนและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเกี่ยวกับสถานดูแลผู้สูงอายุบางแห่งที่ปรากฏพฤติกรรมเข้าข่ายกักขังหน่วงเหนี่ยว จำกัดอิสรภาพ ปิดกั้นการติดต่อจากญาติ และปล่อยปละละเลยสุขอนามัย จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้สูงวัย ทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า เส้นแบ่งระหว่าง “มาตรการป้องกันโรคที่เคร่งครัด” กับ “การละเมิดสิทธิและดูแลต่ำกว่ามาตรฐาน” อยู่ตรงไหน และสถานประกอบการที่ถูกต้องควรดำเนินกิจการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างไร
ในปัจจุบัน ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ความต้องการบริการดูแล จึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างของการแสวงหาผลประโยชน์หรือการกระทำที่ลิดรอนสิทธิ
กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และกรมอนามัย (ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรการควบคุมกำกับดูแลการประกอบกิจการให้บริการดูแลผู้สูงอายุฯ พ.ศ. 2564) จึงได้วางกรอบเกณฑ์ควบคุมทั้งในระดับสถานประกอบการและร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไว้อย่างชัดเจน โดยมีสาระสำคัญที่ต้องยึดถือร่วมกัน ดังนี้
- การคัดกรองโรคต้องไม่กลายเป็นการตัดขาดครอบครัว : การจำกัดเวลาเข้าเยี่ยมหรือการจัดพื้นที่เยี่ยมแยกสัดส่วน เป็นมาตรการควบคุมโรคระบาดเพื่อลดความเสี่ยงของผู้สูงอายุที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและมีโรคประจำตัว แต่สถานประกอบการต้องไม่ใช้เป็นข้ออ้างในการ “ปิดกั้นการติดต่อ” หรือกักขังผู้สูงอายุไว้เพียงลำพัง ญาติต้องสามารถเข้าถึง ติดตามสภาพความเป็นอยู่ และตรวจสอบแผนการดูแลได้อย่างต่อเนื่องตามสิทธิของผู้รับบริการ
- คุณสมบัติและจริยธรรมของผู้ดูแล : บุคลากรผู้ดูแลต้องผ่านการคัดกรองประวัติ สุขภาพ และผ่านการฝึกอบรมตามเกณฑ์มาตรฐาน มีทะเบียนประวัติสุขภาพรายบุคคล และต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อกำหนดของกฎหมายสาธารณสุข การบริบาลต้องดำเนินตามหลักวิชาชีพ ทั้งการจัดโภชนาการ การจัดการยา และการฟื้นฟูกายภาพ การละเลยสุขอนามัย อุปกรณ์ที่ไม่สะอาด หรือการปล่อยให้เกิดแผลกดทับและภาวะแทรกซ้อน ถือเป็นความผิดฐานละเลยและไม่ได้มาตรฐาน
- สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน : แม้ศูนย์ฯ จะมีนโยบายงดพาผู้สูงอายุออกนอกสถานที่เพื่อลดความเสี่ยงต่อการรับเชื้อภายนอก แต่กรณีจำเป็นต้องพบแพทย์ตามนัดหรือมีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ศูนย์ดูแลมีหน้าที่ส่งต่อและอำนวยความสะดวกในการรักษาทันที การหน่วงเหนี่ยว ไม่แจ้งญาติ หรือไม่นำส่งโรงพยาบาลอย่างทันท่วงที ถือเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิและเป็นความผิดทางกฎหมาย
- สิ่งแวดล้อมถูกสุขลักษณะและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ : การควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรค เช่น การแยกพื้นที่ การทำความสะอาดจุดสัมผัสร่วม และการกำจัดขยะติดเชื้อ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานสุขาภิบาล ขณะเดียวกันต้องจัดกิจกรรมฟื้นฟูจิตใจและสันทนาการที่ปลอดภัย เพื่อไม่ให้ผู้สูงอายุเผชิญภาวะเครียด โดดเดี่ยว หรือถดถอยทางอารมณ์
- การทำสัญญาบริการที่โปร่งใสและการกำกับโดยท้องถิ่น : กิจการดูแลผู้สูงอายุต้องมีข้อตกลงและขอบเขตการให้บริการที่ชัดเจน โปร่งใส และเปิดเผยต่อครอบครัว โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ทำหน้าที่ตรวจประเมิน สุ่มตรวจมาตรฐาน และกำกับดูแลไม่ให้เกิดสถานดูแลเถื่อนที่ไร้การตรวจสอบ

กรณีปัญหาการดูแลที่ไม่ได้มาตรฐานที่เกิดขึ้นในสังคม เป็นบทเรียนสำคัญที่กระตุ้นเตือนว่า การดูแลผู้สูงวัยต้องตั้งอยู่บนฐานของ “ความปลอดภัยคู่ขนานไปกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ทั้งภาครัฐ อปท. และครอบครัวต้องร่วมกันตรวจสอบอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าการส่งคนที่รักเข้าสู่สถานดูแลหรือการจ้างผู้บริบาล คือการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง ไม่ใช่การผลักผู้สูงวัยไปสู่การถูกกักขังหรือละเลยภายใต้หน้ากากของคำว่ามาตรการป้องกันโรค
ที่มา : กระทรวงสาธารณสุข