สสส. แจงปมเงินลงทุน ย้ำ บริหารเงินสำรองไม่ใช่เพื่อหากำไร ชี้เป็นโครงการผูกพันต่อเนื่อง 1-3 ปี ไม่ใช่เงินเหลือลงทุนใหม่ทุกปี ยัน โปร่งใสตามกฎหมาย ไม่ได้ให้ทุนเฉพาะ NGO หน้าเดิม

เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2569 ดร.ประกาศิต กายะสิทธิ์ รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชี้แจงการบริหารเงินสำรอง ความคุ้มค่าของงบประมาณ และการจัดสรรทุนให้ภาคีเครือข่ายว่า สสส. ได้รับเงินสนับสนุนปีละประมาณ 4,000 ล้านบาท เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะ และจัดทำงบประมาณแบบสมดุลมาโดยตลอด

โครงการที่ สสส. สนับสนุนมีทั้งระยะเวลา 1 ปี และต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี โดยหลายโครงการใช้เงินประมาณ 40% ในปีแรก ส่วนอีก 60% ใช้ในปีที่ 2 หรือปีที่ 3 เงินส่วนนี้ สสส. ต้องเตรียมเงินสำรองไว้ให้ภาคีทำงานได้ต่อเนื่อง มีประมาณ 1,500-1,700 ล้านบาท สสส. ไม่สามารถใช้เงินจนเหลือศูนย์แล้วรอเงินสนับสนุนปีถัดไปได้ และไม่ใช้เงินเหลือลงทุนใหม่ทุกปี

“ขอยืนยันว่า สสส. บริหารเงินสำรองถูกต้องตามกฎหมาย ดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ร.บ.การบริหารทุนหมุนเวียน และพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง

และได้หารือคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนแล้วว่า คณะกรรมการกองทุน สสส. มีอำนาจในการกำหนดนโยบายและมีมติเห็นชอบกรอบนโยบายการลงทุน ซึ่งเป็นการบริหารเงินสำรอง สามารถลงทุนได้ แต่ไม่ใช่เพื่อหากำไร เป็นการบริหารเงินที่ยังไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมั่นคงและต่อเนื่อง” รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ดร.ประกาศิต กล่าวต่อว่า ขณะนี้คณะกรรมการกองทุน สสส. ชุดปัจจุบัน ต้องการทบทวนความถูกเกี่ยวกับกฎหมายของการลงทุน จึงให้ สสส. ส่งเรื่องไปยังสำนักงานกฤษฎีกา ประกอบกับเป็นช่วงสิ้นสุดสัญญาบริหารเงินสำรอง ซึ่งเงินส่วนใหญ่ฝากไว้ในบัญชีธนาคารหรือบริหารผ่านตราสารภาครัฐ

ส่วนที่นำไปซื้อหุ้นมีสัดส่วนไม่เกินประมาณร้อยละ 10-12 ในระหว่างนี้ สสส. จึงได้นำเงินสำรองทั้งหมดนำไปฝากไว้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตามคำแนะนำ

ดร.ประกาศิต กล่าวอีกว่า การบริหารงบประมาณสสส. ส่วนใหญ่ 40-50% สนับสนุนกลไกภาครัฐ ส่วนสนับสนุนเอ็นจีโอ ประมาณ 30% และส่วนที่เหลือกระจายไปยังชุมชน กลุ่มประชาชน คนตัวเล็กตัวน้อย และภาคส่วนอื่น ทั้งนี้ การทำงานกับภาครัฐยังมีช่องว่างบางด้านที่ต้องอาศัยภาคประชาสังคมร่วมดำเนินงาน

ส่วนกรณีการให้ทุนภาคีเดิมบางส่วนเป็นไปเพื่อความต่อเนื่อง เพราะงานสร้างเสริมสุขภาพหลายเรื่องไม่อาจเห็นผลภายในโครงการเดียว หากมีผลลัพธ์และเกิดประโยชน์ต่อสังคม การได้รับทุนต่อก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นความผิดเพียงเพราะเป็นผู้รับทุนรายเดิม ทั้งนี้ ขอให้ระบุข้อวิจารณ์ให้ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มใด เพื่อชี้แจงได้ตรงประเด็น โดยพิจารณาจากผลของงานและประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ

“บทบาทของ สสส. มุ่งเน้นการสนับสนุนงานวิชาการ ขับเคลื่อนนโยบาย และเปลี่ยนบรรทัดฐานทางสังคม เช่น พื้นที่ปลอดบุหรี่ การงดเหล้าเข้าพรรษา การรณรงค์ให้เหล้าเท่ากับแช่ง และกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี เพื่อสร้างทางเลือกและสภาพแวดล้อมที่ลดความเสี่ยงทางสุขภาพ

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ไม่ใช่ผลงานของ สสส. ทั้งหมด เพราะ สสส. เป็นกองทุนสนับสนุน ไม่มีหน่วยให้บริการโดยตรงหรืออำนาจบังคับใช้กฎหมาย แต่สนับสนุนกลไกหลักและภาคีเครือข่ายให้ร่วมกันดำเนินงาน

ที่สำคัญงานสร้างเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บางเรื่องอาจใช้เวลามากกว่า 20 ปี จึงจะสะท้อนเป็นจำนวนผู้ป่วยและค่าใช้จ่ายภาครัฐที่ลดลง การประเมินความสำเร็จจึงไม่อาจดูเฉพาะผลระยะสั้นเพียงอย่างเดียว” ดร.ประกาศิต กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน