‘เจแปน’ ลูกป้าแมว เผยอัดคลิปเสียง ‘เบนซ์’ ลูกแม่ภัทร เคลียร์ดราม่ากรง-เตียงปลาปิ้ง น้อมรับผิด ยันไม่เคยเก็บเงิน 5,000 บาท
เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2569 ที่อาคารมาลีนนท์ หลังจบรายการโหนกระแส เจแปน วัย 22 ปี ลูกชายป้าแมว เจ้าของศูนย์พักพิงผู้สูงอายุใน จ.กาญจนบุรี ชี้แจงถึงประเด็นดราม่าทั้งหมด พร้อมเปิดใจรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นต่อ แม่ภัทร หรือนางนภัทร อายุ 63 ปี หลังถูกอุ้มขังที่ศูนย์พักพิง เป็นเวลากว่า 2 ปี
เจแปน เปิดเผยว่า หลังศูนย์โดนสั่งปิดเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้ดำเนินภารกิจรีเฟอร์คนไข้ ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ยาวนานจนถึงช่วงเที่ยงคืน จนปัจจุบันคนไข้ออกจากศูนย์หมดเรียบแล้ว ส่วนเหตุผลที่คุณแม่ไม่ได้เดินทางมาด้วย เนื่องจากเหนื่อยล้าจากการทำงานติดต่อกัน 2-3 วัน ตนจึงอยากให้พักผ่อน และตั้งใจออกมาชี้แจงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
สำหรับประเด็นการใช้กรง และการล็อกขาผู้ป่วย เจแปน อธิบายว่า การดูแลผู้ป่วยกลุ่มจิตเวชติดยาระยะยาว จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการความปลอดภัย ยอมรับว่าต้องนำเรื่องกรงไปทบทวน เพื่อไม่ให้ดูอันตรายเกินไป พร้อมระบุว่า ในช่วงที่ สสจ.เข้ามาตรวจสอบ เคยมีการพูดเตือนว่ากรงดูเกินไป แต่ก็ยังคงให้อนุมัติดำเนินงานต่อ โดยไม่ได้มีสั่งไม่อนุมัติหรือสั่งห้าม
ส่วนอุปกรณ์ที่ถูกเรียกในสื่อว่า “เตาปลาปิ้ง” นั้น เจแปน ปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นนวัตกรผู้คิดค้น แต่ยอมรับว่าคุณแม่คิดขึ้นมาใช้เอง เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว แม้จะทราบว่าไม่สมควร แต่เข้าใจว่ามีคำยืนยันว่าสามารถใช้ได้ และเข้าใจว่าเป็นบรรทัดฐานในไทย พร้อมขอโทษคนไข้ ญาติ และสังคมที่ทำให้รู้สึกหดหู่กับภาพที่ปรากฏ
ในส่วนของกรณีการเรียกเก็บเงิน ยืนยันไม่มีการเรียกเก็บเงิน 5,000 บาท จากเจ้าหน้าที่หรือผู้ที่นำส่งตัวผู้ป่วยอย่างแน่นอน แต่ยอมรับว่าหน้างานมีความท้าทาย และเป็นช่องโหว่ทางกฎหมาย ในการรับมือกับผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวอาละวาด
นอกจากนี้ ยังยอมรับข้อผิดพลาดในเคสผู้ป่วยอย่าง “คุณเบนซ์” ที่ไม่มีใบรับรองแพทย์ ซึ่งการตรวจสอบของศูนย์ขาดความละเอียดรอบคอบ และประสานส่งต่อล่าช้า ซึ่งในศูนย์มีเพียงเคส “คุณนภัทร” เคสเดียวที่ไม่มีใบรับรองแพทย์
เจแปน เล่าอีกว่า แนวทางการทำงานที่ขัดแย้งกับคุณแม่ว่า ตนเองต้องการนำหลักจิตวิทยา และการให้คำปรึกษาที่เรียนมาจากนิวซีแลนด์มาใช้เป็นหลัก แต่ติดปัญหาเรื่องการหาบุคลากรนักจิตวิทยาในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ประกอบกับคุณแม่มีต้นทุนทางความคิดจากคนละยุคสมัย ซึ่งอาจไม่เข้ากับแบบแผนการดูแลผู้ป่วยในปัจจุบันแบบ 100%
ทั้งนี้ “ความผิดพลาด 20% ที่ศูนย์ทำหนักหน่วง มันมีผลตามมาแล้ว ซึ่งสมควรโดน แต่ผมก็เชื่อว่าอีก 80% ที่ทำ ได้สร้างชีวิตใหม่ให้คนไข้เก่าจำนวนมาก”
เจแปน กล่าวถึงเปิดเผยเรื่อง “ดีลลับ” และการนำคลิปเสียงคุณเบนซ์มาเผยแพร่ว่า ที่กล้าทำเช่นนั้น เพราะมองว่าเรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว ถือเป็นโอกาสที่จะได้พูดความจริงเพื่อสร้างประโยชน์ และสิ่งใหม่ๆ ให้กับสังคม
อย่างไรก็ตามสำหรับทิศทางในอนาคต เจแปน ระบุว่า คุณแม่เตรียมวางมือจากการทำศูนย์ ขณะนี้ยังไม่มีแผนจะเปิดศูนย์ใหม่เร็วๆ นี้ เนื่องจากต้องใช้เวลาทบทวนตัวเอง และเรียนรู้เพิ่มเติม ส่วนกรณีการโดนปิดศูนย์กะทันหัน ส่งผลให้ต้องทยอยคืนเงินมัดจำแก่เคสต่างๆ เป็นสองเท่า โดยพร้อมยื่นอกรับผิดชอบทั้งผิด และชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด