ผู้ป่วยบ้านเสริมสุข แฉ เหมือนนรกบนดิน ซ้ำยังให้กินน้ำก๊อก บ้านสกปรกจนเป็นโรคผิวหนัง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรับไม่ไหว เกือบทิ้งชีวิต
วันที่ 8 ต.ค.69 ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ คุณเอ (นามสมมุติ) อายุ 33 ปี เล่าว่า ตนถูกพ่อแม่จ้างคนให้มาจับเข้าไปอยู่ที่บ้านเสริมสุขตั้งแต่ปี 2565 เพราะตัวเองมีอาการไบโพลาร์ โดยอยู่ที่บ้านเสริมสุขประมาณ 6 เดือน ซึ่งมาทราบในภายหลังว่าคนที่จับมาจะได้หัวคิวรายละ 5,000 บาท
คุณเอ เล่าต่อว่า หลังจากมาอยู่มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งมักจะใช้ความรุนแรงกับคนไข้ ตอนที่พูดยังก็มีความสะเทือนใจเพราะว่าตนโดนบ่อย ไม่ว่าจะโดนด่าบ้าง โดนทุบตี โดยทางศูนย์มีผู้ดูแลอยู่ 3 คนซึ่งไม่ใช่พยาบาลโดยตรงเป็นบุคคลธรรมดา
ส่วนการเข้าห้องน้ำก็ไม่มีประตู เวลาอาบน้ำก็ต้องอาบน้ำแบบโป๊ๆ ส่วนผู้ป่วยที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ เราก็ต้องมาช่วยอาบน้ำเอง คนดูแลไม่มาช่วยอะไรเราเลย ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าเมื่อได้เงินเดือนไปแล้ว 20,000 -22,000 บาททำไมกลับให้เราดูแลกันเอง
ทั้งนี้หากผู้ป่วยไม่เชื่อฟังก็จะถูกล่ามโซ่ ถูกทุบตี บางทีหากคนไข้คลุ้มคลั่งหรือทำร้ายกันเอง ก็จะล่ามโซ่ทั้งคู่ แล้วก็ปล่อยให้คนไข้ทำร้ายกันเอง ส่วนเรื่องอาหาร คุณเอ ระบุว่า กินไม่ได้เลย เหมือนเป็นเศษวิญญาณ วิญญาณไก่ วิญญาณหมู น้ำหนักลดลงมาเยอะมาก ไม่ได้รับสารอาหาร รวมถึงภายในบ้านสกปรกมาก จนทำให้ตนเป็นโรคผิวหนังทั้งตัว
ทั้งนี้ตนยังต้องไปรักษาโรคผิวหนังโดยแต่ละครั้งที่ออกไป ก็ต้องเสียค่าคนดูแลพาไป ครั้งละ 2,000 บาท สำหรับห้องที่ตนนอน เป็นห้องปกติที่หากนอนห้องธรรมดาจะไม่เสียตังค์อะไรเพิ่มเติม แต่ว่าถ้านอนห้องแอร์ ต้องเสียเพิ่มอีก 5,000 บาท
คุณเอ เล่าต่อว่า ทางศูนย์ยังให้ผู้ป่วยกินน้ำจากก๊อกน้ำ จนมีผู้ป่วยต้องประท้วงกันว่าขอเป็นตู้กดน้ำแต่ทางศูนย์ก็ไม่ให้ ขอน้ำเย็นศูนย์ก็ไม่ให้ สำหรับบ้านที่ตนอยู่ เป็นบ้านโซนหญิงหลังเก่าๆ แต่อยู่ในซอยเรวดีเช่นกัน อยู่กันประมาณ 40 คน มีคนแก่ประมาณ 15 คน ส่วนที่เหลือเป็นวัยรุ่น
คุณเอ เล่าต่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนเองรับไม่ไหว เหมือนอยู่ในนรกจึงตัดสินใจคิดจบชีวิตในห้อง แต่มีเจ้าหน้าที่พังประตูเข้ามาช่วยก่อน จากนั้นปั๊มหัวใจขึ้นมา ตนรู้ตัวอีกทีคือตื่นมาที่รพ.ศรีธัญญา จากนั้นก็รักษาตัวจนหาย จนถึงปัจจุบันอาการเป็นปกติแล้ว แต่ยังคงสะเทือนใจเมื่อพูดถึงเรื่องนี้
คุณเอ ยืนยันว่า สถานที่นี้ไม่ใช่การฟื้นฟู แต่เป็นการกักขังหน่วงเหนี่ยวคนที่เป็นปกติ และไม่ปกติร่วมกัน ทำให้มีป่วยเยอะขึ้น นอกจากนี้บางคนที่อยู่ในศูนย์ก็มีอาการปกติดี ตนมองว่าพวกเขาถูกขังลืม และศูนย์มักบอกว่าผู้ป่วยเหล่านี้อาการไม่ดีขึ้น เพื่อให้ยังอยู่ต่อและกินเงินไปเรื่อยๆ
ทั้งนี้ในขณะที่ตัวเองอยู่ที่นี่ก็ถูกให้กินยานอนหลับอยู่เสมอ ตนยังมีเพื่อนอยู่ในนี้อีกเยอะ รู้สึกสงสารเพื่อนมาก อยากให้เข้าตรวจสอบและให้เพื่อนได้ออกมาใช้ชีวิตตามปกติ
