บุหรี่ไฟฟ้า ระบาดหนักจนน่าตกใจ! เด็กไทยสูบเพิ่มสูงขึ้น ชี้ นิโคติน ทำลายสมอง เสี่ยงเป็น 6 ร้ายก่อนวัยอันควร แนะนำวิธีเลิกก่อนสาย

‘บุหรี่ไฟฟ้า’ เข้าถึงเด็กและเยาวชนได้ง่ายขึ้นโดยผ่านทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจนี้ ด้วยภาพลักษณ์แปลกใหม่ทันสมัย รูปทรงสวย มีขนาดเล็ก สามารถพกซ่อนติดตัวได้ง่าย และแตกต่างจากบุหรี่ทั่วไป รวมถึงการใส่สารปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติในบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อดึงดูดความสนใจเยาวชนให้อยากทดลองใช้บุหรี่ไฟฟ้า

จากรายงานของกรมการปกครอง มีการจับกุมผู้ขายบุหรี่ไฟฟ้าให้แก่วัยรุ่นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา นั่นหมายความว่าเกิดการใช้งานบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มวัยรุ่นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้เห็นว่า ปัญหานี้กำลังก่อให้เกิดอันตรายต่อสังคมและสุขภาพของเด็ก ๆ

รวมถึงผลสำรวจการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ Global Youth Tobacco Survey : GYTS ปี พ.ศ.2565 ของประเทศไทย ในกลุ่มนักเรียนที่มีอายุระหว่าง 13-15 ปี พบว่า เด็กและเยาวชนสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นถึง 5.3 เท่า เพิ่มจากร้อยละ 3.3 ในปี 2558 เป็นร้อยละ 17.6 ในปี 2565 และข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบคนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 11.44 เท่า จาก 78,742 คนในปี 2564 เพิ่มเป็น 900,459 ในปี 2567

ผลกระทบต่อร่างกายและการพัฒนาของวัยรุ่น

เด็กและเยาวชนหรือวัยรุ่นที่สมองยังเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ พิษของสารนิโคตินที่มีอยู่มากในน้ำยาพอตนั้นเป็นอันตรายต่อพัฒนาการของสมอง ส่งผลกระทบต่อสมองส่วนที่รับรู้ในด้านของความสนใจ การเรียนรู้ และการควบคุมแรงกระตุ้น ทำให้เด็กหรือวัยรุ่นที่สูบพอตหรือบุหรี่ไฟฟ้ามักมีอาการดังต่อไปนี้

  • หงุดหงิดง่าย
  • ความจำแย่ลง
  • อารมณ์แปรปรวน
  • ปวดศีรษะ
  • สมาธิสั้น
  • เกิดภาวะซึมเศร้า

ทั้งนี้ นิโคติน ยังมีผลต่อสารสื่อประสาท “โดปามีน” (dopamine) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสมองที่นำไปสู่การเสพติดนิโคติน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการใช้สารเสพติดชนิดอื่นอีกได้

ก่อให้เกิด 6 โรคร้ายก่อนวัยอันควร

  1. โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและปอด : การสูบบุหรี่ไฟฟ้าก่อให้เกิดความผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ เช่น หายใจไม่สะดวก มีอาการไอเรื้อรัง หายใจมีเสียงหวีด ในระยะยาวอาจนำไปสู่การเกิดโรคหอบหืดหรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)
  2. โรคมะเร็ง : สารเคมีบางชนิดมีสารก่อมะเร็ง อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งเมื่อใช้ในระยะยาว โดยเฉพาะมะเร็งปอด และมะเร็งช่องปาก
  3. โรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน : ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ทั้งร่างกายยังฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยได้ช้ากว่าปกติ
  4. โรคเกี่ยวกับระบบหลอดเลือดและหัวใจ : ภาวะหลอดเลือดแข็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น
  5. โรคเกี่ยวกับระบบประสาทและสมอง : เซลล์สมองถูกทำลาย ทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ความจำลดลง เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง
  6. โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร : ทำให้เกิดแผลในกระเพาะ คลื่นไส้ อาหารไม่ย่อยกรดไหลย้อนและอาจนำไปสู่โรคมะเร็ง

วิธีช่วยเลิกบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเห็นผล

  1. หาแรงจูงใจ ลองมองหาแรงจูงใจที่ทำให้อยากจะเลิก เช่น เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น หรือเพื่อคนที่รักจะได้ไม่ต้องคอยรับผลกระทบจากควันที่เกิดจากการสูบพอตของตนเอง หรือเพื่อประหยัดมากขึ้น
  2. กำหนดวันที่จะเลิกสูบอย่างชัดเจน เลือกวันที่สำคัญหรือวันที่มีความหมายกับตนเอง เช่น วันเกิดของตนเอง วันเกิดของคนที่รัก เพื่อเป็นของขวัญให้ตนเองและคนที่รัก หรือเทศกาลสำคัญ เช่น วันขึ้นปีใหม่ เพื่ออยากเห็นตัวเองเปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเดิม
  3. สามารถเลือกวิธีหยุดสูบทันที หรือค่อยๆ ลดปริมาณลงได้ ควรเลือกวิธีเลิกที่เหมาะกับตนเอง เพราะการเลิกแบบหักดิบ อาจทำให้บางคนมีอาการขาดนิโคตินตามมา เช่น หงุดหงิด นอนไม่หลับ วิตกกังวล อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ อาการดังกล่าวจะค่อยๆ ดีขึ้น อาจหากิจกรรมทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
  4. หาสาเหตุที่ทำให้หันมาทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยต้องทำความเข้าใจกับต้นเหตุ สาเหตุ ความเครียด สังคม ครอบครัว
  5. พูดคุยกับบุคคลที่ไว้ใจ อาจเป็นวิธีที่จะช่วยในการเลิกพอตหรือบุหรี่ไฟฟ้านั้นเป็นไปได้ง่ายขึ้น การได้กำลังใจ การเตือนสติ หรือได้รับความช่วยเหลือ
  6. ปรึกษาสายด่วนเลิกบุหรี่ ปัจจุบันนี้มีหน่วยงานที่ช่วยในเรื่องของการเลิกบุหรี่รวมไปถึงบุหรี่ไฟฟ้า สามารถติดต่อสายด่วนเลิกบุหรี่ได้ที่ 1600
  7. ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ แพทย์อาจแนะนำวิธีเลิกที่เหมาะสมของแต่ละบุคคล รวมถึงการใช้สารนิโคตินทดแทน เช่น แผ่นแปะนิโคติน หรือหมากฝรั่งนิโคติน

ที่มา : โรงพยาบาลวิภาวดี , กระทรวงสารธารณสุข , ภูฟ้าเรสท์โฮม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน