เปิดใจ หนุ่มเจ้าของบ้าน ปมศึกบ้านเช่า โอดถูกแจ้งบุกรุก2คดี บ้านเละจนจำไม่ได้ ลั่นขอแค่ได้บ้านคืนพร้อมถอนคดีหากทำตามข้อตกลง
จากกรณีมหากาพย์ข้อพิพาทระหว่างเจ้าของบ้านและผู้เช่าในพื้นที่ จ.นครปฐม หลังเจ้าของบ้านออกมาร้องเรียนว่าผู้เช่าค้างชำระเงินตามสัญญา และยังมีการต่อเติมและเปลี่ยนแปลงสภาพบ้าน ก่อนเรื่องราวจะบานปลายจนเจ้าของบ้านถูกผู้เช่าแจ้งความดำเนินคดีข้อหาบุกรุก และทั้งสองฝ่ายได้เดินทางมาร่วมพูดคุยเพื่อหาทางออกในรายการเปิดปากกับภาคภูมิ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดเมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 20 ต.ค.69 ภายหลังจบรายการเปิดปากกับภาคภูมิ นายพัชรภณ เจ้าของบ้าน เปิดใจกับ“ข่าวสดออนไลน์” ว่า ก่อนหน้านี้ตนไม่เคยสามารถติดต่อพูดคุยกับผู้เช่าได้เลย แม้จะเดินทางไปเรียกที่บ้านก็ไม่มีใครลงมา ก็อยากขอบคุณพื้นที่ของรายการที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายได้มีโอกาสมาเจอกันและทำข้อตกลงร่วมกันเป็นครั้งแรก
นายพัชรภณ เล่าว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดจากการติดต่อกันผ่านเพจเช่าบ้านในพื้นที่ จ.นครปฐม โดยช่วงแรกไม่ได้พบกับผู้เช่าตัวจริง เนื่องจากตนติดภารกิจงานประจำและทำงานอยู่ต่างจังหวัด กระทั่งมีการทำสัญญากันเรียบร้อยแล้ว เมื่อได้พบกับผู้เช่าครั้งแรกกลับรู้สึกตกใจ เพราะหลายอย่างไม่ตรงกับข้อมูลที่ได้รับ ทั้งเรื่องบุคคลและธุรกิจ ตนจึงนำสำเนาบัตรประชาชนไปตรวจสอบประวัติภายหลังพบข้อมูลบางอย่างที่ทำให้ตนเกิดความกังวล แต่ขณะนั้นได้เซ็นสัญญาไปแล้ว
สำหรับข้อตกลงระหว่างกัน โดยกำหนดชำระเงินเดือนละ 22,000 บาท แต่ตั้งแต่เดือนแรกจนถึงเดือนที่ 4 ผู้เช่าจ่ายเงินล่าช้ามาโดยตลอด ประมาณวันที่ 5 ของเดือน ซึ่งเลยกำหนดชำระจะต้องชำระทุกวันที่ 1 พอถึงวันที่ 1 ยังไม่ได้รับเงิน ตนจึงตัดสินใจเดินทางไปติดตามที่บ้าน ก่อนพบว่าสภาพกำแพงบ้านมีการเปลี่ยนแปลง จึงสอบถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่หลังจากวันดังกล่าวกลับไม่สามารถเข้าไปภายในบ้านของตัวเองได้อีกเลย
เมื่อถามถึงสภาพบ้านที่เปลี่ยนแปลงไปตนเผยว่าภายในบ้าน แทบไม่มีอะไรเหมือนเดิม จำสภาพบ้านเดิมไม่ได้แล้ว จากบ้านที่เคยใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว มีโซฟาและพื้นที่ใช้สอยตามปกติ ปัจจุบันกลับมีสภาพเละเทะอย่างมาก
ส่วนกรณีที่ถูกผู้เช่าแจ้งความดำเนินคดีกับตนนั้น ขณะนี้ตนถูกแจ้งความข้อหาบุกรุกแล้ว 2 คดี โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งมีการนัดหมายเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเข้าไปตรวจสอบบ้าน แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับไม่สามารถเข้าบ้านได้ ก่อนเกิดการโต้เถียงกับผู้เช่าและถูกแจ้งความข้อหาบุกรุก
ส่วนครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ต.ค. ตามเหตุการณ์ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอซึ่งเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ตนยอมรับว่าที่ผ่านมาอาจมีความประมาทในเรื่องการทำสัญญา เนื่องจากบางส่วนอาศัยความไว้วางใจและสัญญาใจ แม้จะมีข้อตกลงเกี่ยวกับการตรวจสอบบ้านอยู่แล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าจะต้องมาเผชิญปัญหาเช่นนี้
นายพัชรภณ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันบ้านหลังดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระกับธนาคาร โดยเดิมตั้งใจนำเงินที่ได้รับจากผู้เช่าไปชำระค่างวดบ้าน แต่เมื่อผู้เช่าเลื่อนจ่ายหรือไม่จ่ายเงิน กลับกลายเป็นว่าตนต้องนำเงินส่วนตัวมารับภาระแทน หากท้ายที่สุดไม่ได้รับการเยียวยา ตนอาจจำเป็นต้องปล่อยให้ธนาคารดำเนินการตามขั้นตอน เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม หากผู้เช่าย้ายออกและบ้านยังสามารถดำเนินการต่อได้ ตนก็มีความตั้งใจจะปล่อยบ้านต่อ เพื่อไม่ให้กระทบต่อประวัติเครดิตทางการเงินของตัวเอง เพราะยังมีความหวังว่าจะสามารถกลับมาตั้งหลักในอนาคต และอยากรับลูก ๆ กลับมาเลี้ยงดูอีกครั้ง
นอกจากนี้ในส่วนของปัญหาค่าไฟฟ้าภายในบ้าน ล่าสุด บ้านถูกระงับการใช้ไฟฟ้าแล้ว แม้ผู้เช่าจะยืนยันว่าได้ชำระค่าไฟเรียบร้อยแล้วก็ตาม ซึ่งประเด็นนี้คงต้องให้การไฟฟ้าเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยปัจจุบันมียอดค่าไฟค้างชำระประมาณ 8,500 บาท
และยังมีบิลรอบใหม่ที่กำลังจะตามมา ซึ่งคาดว่ายอดรวมอาจเพิ่มขึ้นเป็นหลักหมื่นกลาง ๆ และก่อนหน้านี้ ตนเคยพบความผิดปกติเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า จึงเข้าแจ้งการไฟฟ้าให้ตรวจสอบ เนื่องจากสงสัยว่าอาจมีการลักลอบใช้ไฟฟ้าหรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบภายในบ้านได้
ส่วนข้อกล่าวอ้างเรื่องไม่ได้รับบิลค่าไฟนั้น ตน ชี้แจงว่า ตนทำงานอยู่ต่างจังหวัด ไม่ได้มีเวลามาเก็บบิลค่าไฟที่บ้าน โดยปกติพนักงานจะนำบิลมาเสียบไว้บริเวณหน้าบ้าน อีกทั้งปัจจุบันสามารถชำระค่าไฟผ่านช่องทางอื่นได้ แม้ไม่มีบิลก็ตาม และที่ผ่านมาตนได้แจ้งยอดค่าไฟให้ผู้เช่าทราบผ่านทางแชทแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการชำระเงิน
เมื่อถามถึงแนวทางหลังจากนี้ นายพัชรภณ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือการให้ผู้เช่าย้ายออกจากบ้าน ส่วนเงินมัดจำนั้น ตนยินดีคืนให้ตามข้อตกลง พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ต้องการให้เรื่องราวยืดเยื้อไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวบ้าน รวมถึงการต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงสภาพบ้านโดยที่ตนไม่ได้ยินยอม ผู้เช่าจะต้องรับผิดชอบและดำเนินการให้บ้านกลับมาอยู่ในสภาพเดิม
ในส่วนคดีความที่ตนเคยแจ้งดำเนินคดีไว้ประมาณ 4-5 คดี หากคู่กรณีสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้ ตนก็ยินดีถอนแจ้งความ เพราะต้องการกลับไปใช้ชีวิตและทำงานตามปกติ ไม่อยากให้เรื่องราวยืดเยื้ออีกต่อไป
อีกทั้ง วันนี้ที่มีการพูดคุยภายในรายการ ตนไม่ได้รับคำขอโทษจากคู่กรณี พร้อมมองว่าอีกฝ่ายยังคงกล่าวโทษบุคคลอื่นเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยหลังจากนี้ตนและคู่กรณีมีกำหนดเดินทางไปพูดคุยกันต่อที่สำนักงานอัยการ ในวันที่ 21 ต.ค. เวลา 10.00 น. เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับข้อตกลงร่วมกัน
ทั้งนี้ นายพัชรภณ ฝากถึงผู้ที่คิดจะปล่อยบ้านให้เช่าว่า การปล่อยเช่าบ้านไม่ใช่ธุรกิจที่ไม่ดี แต่สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบบุคคลที่จะเข้ามาเช่า รวมถึงการทำสัญญาให้รัดกุมและครอบคลุมทุกประเด็น เพื่อให้สามารถใช้สิทธิตามกฎหมายได้เมื่อเกิดปัญหา
“อย่าไปใช้คำว่าสัญญาใจ หรือว่าไว้ใจกันมากเกินไป พอมันมีปัญหาขึ้นมา มันก็จะเป็นแบบผมที่เห็นครับ รอบคอบกันให้มากกว่านี้” นายพัชรภณ กล่าวทิ้งท้าย
