เช็กด่วน สัญญาณเตือน โรคนิ่วในถุงน้ำดี เผย พฤติกรรมเสี่ยง-อาหารควรเลี่ยง ใครชอบกินของทอด-อาหารมันๆ ต้องระวัง
กินของทอดทุกวัน เสี่ยงโรค “นิ่วในถุงน้ำดี” จริงหรือไม่? ใครที่ชอบกินเมนูทอดเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด ลูกชิ้นทอด หรือเฟรนช์ฟรายส์ ควรอ่านให้จบ เพราะพฤติกรรมการกินที่ตามใจปากอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูงบ่อย ๆ
พฤติกรรมการกินที่กินตามใจปาก คิดว่าเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ มันอาจจะกำลังสะสมทำร้ายร่างกายเราโดยไม่รู้ตัว หากหลังกินอาหารมัน ๆ แล้วมีอาการ เช่น จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด บ่อย ๆ นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคนิ่วในถุงน้ำดี ได้

โรคนิ่วในถุงน้ำดี เกิดจากภาวะการตกตะกอนของคอเลสเตอรอลหรือสารในน้ำดีจนกลายเป็นก้อนแข็ง ถุงน้ำดีมีหน้าที่กักเก็บน้ำดีที่สร้างจากตับเพื่อปล่อยออกมาย่อยไขมัน เมื่อเกิดการอุดตันจะทำให้การย่อยไขมันบกพร่องและเกิดอาการท้องอืด จุกเสียด หรือปวดท้องรุนแรงหลังมื้ออาหาร
สัญญาณเตือน 4 อาการ โรคนิ่วในถุงน้ำดี
-
แน่นท้อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย โดยเฉพาะหลังกินอาหารไขมันสูง
-
ปวดจุกเสียดรุนแรง โดยเฉพาะลิ้นปี่ หรือ ใต้ชายโครงขวา
-
ปวดร้าวไปที่หลัง หัวไหล่ ลามไปบริเวณสะบักขวา
-
ตัวเหลือง ตาเหลือง มีภาวะดีซ่าน ทั้งนี้ หากมีอาการรุนแรง ได้แก่ ปวดท้องหนักมาก มีไข้สูง หนาวสั่น ตัวเหลือง ตาเหลือง มีภาวะดีซ่าน ควรรีบพบแพทย์ทันที
ใครบ้างเสี่ยงเป็นนิ่วในถุงน้ำดี?
-
Fat : ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ หรือโรคอ้วน
-
Female : เพศหญิงมีความเสี่ยงมากกว่าเพศชาย (ฮอร์โมนเอสโตรเจนส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในน้ำดี)
-
Forty : ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ระบบเผาผลาญเริ่มทำงานช้าลง
- Fertile : ผู้หญิงที่มีบุตรแล้ว หรือกินยาคุมกำเนิด
อาหารที่ควรรับประทานเมื่อเป็นนิ่วในถุงน้ำดี เพื่อสุขภาพที่ดี
-
โปรตีนสูงไขมันต่ำ การรับประทานแหล่งโปรตีนที่ย่อยง่ายและมีกรดไขมันแฝงตัวอยู่น้อยจะช่วยลดภาระการหลั่งน้ำดี ควรเลือกเนื้อสัตว์สีขาว เช่น อกไก่ เนื้อปลา ไข่ขาว รวมถึงโปรตีนจากพืชอย่างเต้าหู้ ถั่วเหลือง และถั่วเลนทิล การเน้นโปรตีนกลุ่มนี้ทดแทนเนื้อสัตว์ติดมันจะช่วยบำรุงร่างกาย ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ โดยไม่กระตุ้นให้เกิดอาการจุกเสียดหรือปวดเกร็งบริเวณหน้าท้องหลังมื้ออาหาร
-
ธัญพืชไม่ขัดสีและใยอาหารสูง ช่วยลดการสะสมนิ่ว กลุ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ลูกเดือย และขนมปังโฮลวีต อุดมไปด้วยกากใยที่จำเป็นต่อระบบทางเดินอาหาร ใยอาหารเหล่านี้มีส่วนช่วยดักจับคอเลสเตอรอลส่วนเกินในลำไส้ และขับออกจากร่างกายผ่านระบบขับถ่าย ทำให้ปริมาณคอเลสเตอรอลในน้ำดีลดลง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการก่อตัวของตะกอนใหม่
-
ผักและผลไม้กากใยสูง รสหวานน้อย การเพิ่มสัดส่วนพืชผักในมื้ออาหารช่วยเสริมวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อกระบวนการฟื้นฟูร่างกาย ควรเลือกผักใบเขียว บรอกโคลี แครอท และผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น แอปเปิล ฝรั่ง ชมพู่ กากใยจากผักผลไม้จะทำงานร่วมกับระบบย่อยอาหารในการกำจัดไขมันตกค้าง ทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดกระบวนการอักเสบภายในระบบทางเดินอาหารและถุงน้ำดี
-
ไขมันดีชนิดไม่อิ่มตัวในปริมาณที่เหมาะสม แม้จะต้องจำกัดไขมัน แต่ร่างกายยังคงต้องการกรดไขมันจำเป็นเพื่อการดูดซึมวิตามินบางชนิด ควรเลือกบริโภคไขมันดีจากแหล่งธรรมชาติในปริมาณเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดแฟลกซ์ ไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเหล่านี้ช่วยรักษาสมดุลของระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และไม่กระตุ้นการหดรัดตัวของถุงน้ำดีอย่างรุนแรงเท่ากับไขมันทรานส์หรือไขมันอิ่มตัว
-
การดื่มน้ำสะอาด น้ำเป็นส่วนประกอบหลักของของเหลวในร่างกาย รวมถึงน้ำดี การดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพออย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว จะช่วยรักษาสมดุลความเจือจางของน้ำดี ป้องกันไม่ให้คอเลสเตอรอลตกตะกอนจับตัวเป็นก้อนแข็ง นอกจากนี้น้ำยังช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายและกำจัดของเสียออกจากร่างกาย การรักษาระดับความชุ่มชื้นจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของตับและถุงน้ำดีให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเป็นนิ่วในถุงน้ำดี
-
อาหารไขมันสูงและคอเลสเตอรอลสูง เช่น กะทิ เนย ชีส ครีม และอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันสัตว์ในปริมาณมาก เมื่อร่างกายได้รับไขมัน ถุงน้ำดีจะต้องบีบตัวอย่างหนักเพื่อปล่อยน้ำดีออกมาย่อย หากมีตะกอนอยู่ภายใน การบีบตัวนี้จะทำให้เกิดอาการปวดเกร็งรุนแรงบริเวณใต้ชายโครงขวาทันที
-
เนื้อสัตว์ติดมันและอาหารทะเลบางชนิด เช่น เนื้อหมูสามชั้น ขาหมู หนังไก่ เครื่องในสัตว์ หอยนางรม และปลาหมึก เนื่องจากมีปริมาณคอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวสูงมาก การย่อยอาหารกลุ่มนี้ต้องใช้น้ำดีปริมาณมาก ทำให้ตับและถุงน้ำดีต้องทำงานหนักเกินความจำเป็น การบริโภคสะสมอย่างต่อเนื่องยังเพิ่มความเสี่ยงในการสร้างตะกอนก้อนใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น
-
ของทอดและอาหารแปรรูป เช่น ไก่ทอด เฟรนช์ฟรายส์ กล้วยแขก ไส้กรอก เบคอน แฮม และกุนเชียง ล้วนอุดมไปด้วยไขมันทรานส์และโซเดียมสูง สารปรุงแต่งและไขมันส่วนเกินในอาหารเหล่านี้จะเข้าไปรบกวนระบบการเผาผลาญไขมัน เพิ่มความตึงเครียดให้กับระบบย่อยอาหาร และส่งผลเสียต่อระดับไขมันในเลือดโดยตรง
-
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดสร้างภาระหนักให้กับตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ผลิตน้ำดี เมื่อตับอักเสบหรือทำงานบกพร่อง คุณภาพของน้ำดีจะลดลง ส่วนเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง เช่น กาแฟ ชาเข้มข้น หรือน้ำอัดลม อาจทำให้บางคนเกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร และมีส่วนกระตุ้นให้ระบบทางเดินอาหารทำงานผิดจังหวะได้เช่นกัน
ที่มาข้อมูล : praram9 / synphaet / ch9airport / mordeeapp
