เสียงเพลงหรือเสียงอื่นๆดังเกินไป เสี่ยงเกิดการสูญเสียการได้ยินจากประสาทหูเสื่อม อาจได้ยินลดลง เสี่ยงโรคหูดับตามมา พร้อมแนะนำการหลีกเลี่ยงให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น
หลายคนในยุคนี้ชื่นชอบการใส่หูฟังเป็นกิจวัตรประจำวัน หรือแม้แต่การไปคอนเสิร์ต ทำให้รับการฟังเสียงดังโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหูดับได้
การฟังเสียงดัง ไม่ว่าจะเป็นเสียงเพลงหรือเสียงอื่น ๆ เสี่ยงทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินจากประสาทหูเสื่อมได้ อาจรู้สึกได้ยินลดลง และอาจพบร่วมกับมีเสียงในหู เช่น เสียงวี๊ด คล้ายจิ้งหรีด ซึ่งมักเป็นที่ความถี่สูงก่อนและหากเป็นมากอาจสูญเสียที่ความถี่ต่ำร่วมด้วย และอาจเป็นแบบชั่วคราวได้
แต่หากยังได้รับเสียงดังต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ อาจทำให้เกิดสูญเสียการได้ยินแบบถาวร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความดังของเสียงและระยะเวลาที่ได้รับเสียง เช่น ผู้ที่ทำงานในสถานที่ที่เสียงดัง เช่น โรงงาน ผู้ที่ชอบฟังหูฟังแล้วเปิดเพลงดังๆ มักเสียการได้ยินในระดับใกล้เคียงกันของหูทั้งสองข้าง หรือ การได้ยินเสียงดังมากๆ ในระยะเวลาสั้นๆ เช่น เสียงระเบิด เสียงปืน ก็ส่งผลให้สูญเสียการได้ยินฉับพลันได้เช่นกัน
เสียงที่มีความดังประมาณ 85 เดซิเบลขึ้นไป เช่นเสียงการจราจรบนท้องถนน หากได้ยินเป็นเวลานานจะเป็นอันตรายต่อโสตประสาท และหากได้ยินเสียงความดังระดับ 120 เดซิเบล อย่างเสียงไซเรนของรถพยาบาล อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อการได้ยินทันที

สำหรับวิธีการป้องกันโรคหูดับ
- หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่เสียงดังเป็นเวลานาน ไม่เกิน 60-80 เดซิเบล
- การดำน้ำ ควรมีการฝึกฝนที่ดี เพราะเวลาดำน้ำความกดดันในน้ำสูง เลือดไปเลี้ยงหูชั้นในน้อยลง ทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงเซลล์หู แรงดันอาจทำให้มีเลือดออกหลังเยื่อบุแก้วหูได้ ทำให้หูอื้อ
- การใช้โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นเพลง หูฟังเสียงดังเป็นเวลานาน ทำให้หูเสื่อม ควรปรับลดความดังลง ลดระยะเวลาในการฟัง
- การใช้ที่ป้องกันหู เพื่อป้องกันหูเสื่อมและอุบัติเหตุเวลาขับรถ
- พักการใช้หู พักผ่อนให้เพียงพอ
- รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โรคภูมิแพ้ควรปรึกษาแพทย์ เพราะโรคภูมิแพ้จะทำให้เกิดอาการหูอื้อ หูอักเสบ แก้วหูทะลุได้

การป้องกันหลีกเลี่ยงการฟังเสียงดัง หากเลี่ยงไม่ได้ ควรหาอุปกรณ์ช่วยลดเสียงเช่น ที่ครอบหู ที่อุดหู มาใช้ และหากการได้ยินลดลง หูอื้อ มีเสียงในหู ก็ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาไม่ให้เกิดการรบกวนการใช้ชีวืตประจำวัน