จะรู้ได้ยังไง ว่าเป็นไขมันพอกตับ? หมอ เผย วิธีสังเกต คนอายุเท่าไหร่ ควรตรวจร่างกายเพิ่ม ชี้ ลดน้ำหนัก 5-10 เปอร์เซ็นต์ ก็ช่วยให้ดีขึ้นได้
หมอหนึ่ง หรือ นพ.ธวัชพงศ์ สวัสดิ์กิจไพโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดน้ำหนัก โพสต์คลิปวิดีโอเฟซบุ๊ก หมอหนึ่ง : Healthy Hero ให้ความรู้เกี่ยวกับ ไขมันพอกตับ โดยระบุว่า นี่คือวิธีสังเกตว่า คุณมีไขมันพอกตับหรือยัง
หลายคนที่ตอนนี้อ้วน มองผ่านพุงไปไม่เห็นปลายเท้า แสดงว่าคุณพุงใหญ่ มีโอกาสเยอะมากที่ไขมันจะพอกตับ เพราะไขมันในช่องท้องเยอะ
ความอันตรายของไขมันพอกตับ คือ มันไม่มีอาการ ส่วนใหญ่ถ้าจะมีอาการมักจะเป็นระยะท้ายๆ ของไขมันพอกตับแล้ว
ไขมันพอกตับโดยปกติแล้วจะเริ่มจากการทำให้ตับอักเสบ จากนั้นจะเริ่มเกิดแผลเป็นหรือพังผืด เมื่อตับมีพังผืดจะกลายเป็นตับแข็ง ณ จุดนี้จะไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นตับปกติได้แล้ว และจากตับแข็งก็จะกลายเป็นมะเร็งตับ
คนที่เป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับ ไม่ว่าจะจากแอลกอฮอล์หรือไขมันพอกตับ ส่วนใหญ่จะมีอาการตัวเหลืองหรือตาเหลือง แต่ถ้ายังไม่ได้เป็นไขมันพอกตับ มักจะไม่มีอาการเลย
แล้วแบบนี้จะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นไขมันพอกตับหรือเปล่า?
ทุกครั้งเวลาตรวจสุขภาพประจำปี อยากให้ตรวจค่าตับเพิ่มด้วย ถ้าค่าตับสูงน้อย มีโอกาสสูงมากที่จะมีไขมันพอกตับและทำให้ตับอักเสบ ควรจะขอคุณหมอตรวจเพิ่ม เช่น อัลตราซาวด์หรือไฟโบรสแกน (FibroScan) หรือใครที่อายุ 30-35 ปีขึ้นไปแล้วพุงใหญ่ ควรขอคุณหมอตรวจอัลตราซาวด์หรือไฟโบรสแกน เพราะสาเหตุหลักๆ ของคนเป็นมะเร็งตับ นอกจากแอลกอฮอล์แล้ว มักจะเกิดจากไขมันพอกตับ
อย่างไรก็ตาม ต่อให้ตอนนี้มีไขมันพอกตับแต่ก็ยังโชคดี เพราะถ้าลดน้ำหนักได้ 5-10 เปอร์เซ็นต์ สมมติหนัก 80 กิโลกรัม ลดได้สัก 4 กิโลกรัม ไขมันพอกตับก็จะเริ่มดีขึ้น และส่วนใหญ่ใช้เวลาแค่ 1-2 สัปดาห์ ฉะนั้น ใครที่รู้ตัวว่าตอนนี้อ้วน อย่าปล่อยให้ไขมันพอกตับกลายเป็นตับแข็ง เพราะจะแก้ไม่ได้
ที่มา : หมอหนึ่ง : Healthy Hero