วันที่ 2 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดกรณีไฟดับในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร รวมกว่า 30 จังหวัด ตรวจสอบพบว่า ระบบส่งไฟฟ้า 500 กิโลโวลต์จากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนหงสา ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวขัดข้อง
ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้สอบถาม ดร.เดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึงรายละเอียดดังกล่าว

อ่านข่าว : โรงไฟฟ้าลาวขัดข้อง เหนือ-กลาง-อีสาน ไฟดับ วุ่น!! กฟผ.จ่ายไฟฟ้าพลังน้ำ-กังหัน แทน

ดร.เดชรัต กล่าวว่า ประเทศไทยมีไฟฟ้าเหลือเฟือในระบบ โดยมีเหลือกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ที่เกินจากความต้องการ แต่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเพราะ สายส่งไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหงสาเกิดขัดข้อง จึงส่งไฟฟ้าเข้ามาไม่ได้ แรงดันไฟฟ้าในระบบจึงตกลงไป หมายถึง แรงที่จะทำให้ไฟฟ้าเคลื่อนไปตามสายส่งลดน้อยลง ระบบป้องกันจึงทำการตัดไฟฟ้า เช่นเดียวกับกรณีที่กระแสไฟขัดข้องที่เกิดตามบ้านเรือน
ต้นตอของปัญหามาจาก “การใช้ไฟฟ้าแบบรวมศูนย์” หมายถึง มีโรงผลิตใหญ่ๆ ไม่กี่โรง แล้วก็พึ่งพาสายส่งระยะไกล กระจายออกไป เมื่อสายส่งเกิดการขัดข้อง ไฟฟ้าจึงดับเป็นวงกว้าง ตรงกันข้ามหากใช้ “การใช้ไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์” หมายถึง มีโรงไฟฟ้าตามจุดต่างๆ เมื่อมีแหล่งผลิตใดเกิดการขัดข้องขึ้น ก็จะขัดข้องในวงที่จำกัด และแคบกว่า

แต่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น คนส่วนใหญ่ก็จะพูดว่า ไฟฟ้าส่วนใหญ่มาจากลาว ทั้งที่ความจริงแล้ว โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนหงสา มีผู้ถือหุ้น คือ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ถือหุ้น 40 เปอร์เซ็นต์ และบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 40 เปอร์เซ็นต์ และ สสป.ลาว ถือหุ้นเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง มีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถือหุ้นใหญ่อยู่ หมายความว่า โรงไฟฟ้าที่หงสา เป็นของไทย เราไม่ได้ยืมจมูกคนอื่นหายใจตามที่เข้าใจกันมา ดังนั้นหากเกิดความผิดพลาดขึ้น ทางกฟผ. ก็ยากที่จะปรับค่าเสียหาย

นอกจากนั้นก่อนหน้าที่เกิดเหตุ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ สั่งให้โรงไฟฟ้าบางโรง ที่สามารถเดินเครื่องได้ ไม่ต้องเดินเครื่อง พูดง่ายๆ ก็คือ หยุดอยู่เฉยๆ ลองนึกดูว่า เรามีไฟฟ้าเก็บไว้เหลืออยู่ 30 เปอร์เซ็นต์ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะผลิตเพิ่ม แต่กลับสั่งให้บริษัทลูกเดินเครื่องแทน เมื่อบริษัทลูกเดินเครื่องแล้วเกิดขัดข้อง จึงต้องเข้าตรวจสอบว่า ขัดข้องในส่วนความรับผิดชอบของใคร ไม่เจาะจงว่า ลาว หรือไทย แต่เป็น ลูก(โรงไฟฟ้าหงสา) หรือ พ่อ(กฟผ.)

จึงอยากจะย้ำว่า ประเทศไทยมีไฟฟ้าใช้เพียงพอแน่นอน และเราจะมีปัญหาแบบนี้เป็นระยะ ตราบใดที่เรายังใช้ระบบแบบรวมศูนย์ เพราะฉะนั้นโรงไฟฟ้าที่จะมีเพิ่มขึ้น แบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แต่ถ้ามีสายส่งแบบที่โรงงานไฟฟ้าหงสาใช้ เมื่อสายเกิดขัดข้องเหมือนกรณีนี้ ก็จะเกิดปัญหาเดิม คือ ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง ไม่ต่างกัน

ดร.เดชรัต กล่าวว่า ณ เดือนเม.ย. 2561 ประเทศไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งระบบ 42,449 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีคโหลด) 28,338 เมกะวัตต์ หมายความว่า ยังมีกำลังผลิตเหลืออีก 14,111 เมกะวัตต์ และเมื่อช่วงเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา ยังไม่ใช่ช่วงพีคโหลดด้วย

ฉะนั้นสรุปแล้วก็คือ ปัญหาเกิดจาก ระบบการจัดการแบบรวมศูนย์ ไม่เกี่ยวกับ ‘ไฟฟ้าไม่เพียงพอ’ จึงควรเปลี่ยนระบบจัดการเป็น แบบกระจายศูนย์

ซึ่งต้นตอปัญหานี้ ทางกฟผ. ก็ทราบถึงปัญหาเป็นอย่างดี แต่ยังปล่อยไว้ จึงไม่ทราบว่า มีเป้าประสงค์แอบแฝงหรือไม่” ดร.เดชรัต กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน