ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จประทานอาหารและน้ำดื่มแก่ประชาชน และประทานผ้าพันคอสีขาว-ดำ โดยมีประชาชนมารอรับจำนวนมาก กลุ่มชาติพันธุ์รวมตัวกว่า 1,000 คน 18 เชื้อสายประกอบพิธีกรรมส่งเสด็จรัชกาลที่ 9 สู่สวรรคาลัย กรมราชทัณฑ์เตรียมปล่อยตัวผู้ต้องขังล็อตแรกจำนวน 3 หมื่นราย จากทั้งหมด 1 แสนรายที่อยู่ในเกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษเนื่องในโอกาสแรกนับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ระบุเป็นผู้ต้องขังชั้นดี-ชั้นเยี่ยม ส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องโทษน้อยไม่เกิน 2 ปี ด้านกพร.เผยเตรียมจัดฝึกอาชีพผู้ได้รับอภัยโทษ เน้นสาขาที่ตลาดแรงงานต้องการ พระธุดงค์อีสาน 90 รูปธรรมยาตราถวายเป็นพระราชกุศล สำนักพระราชวังสรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพรวม 42 วัน 1,578,625 คน ถวายเงินร่วมบำเพ็ญพระราชกุศล 120,631,591.25 บาท
พระเทพฯบำเพ็ญพระราชกุศล
เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันที่หกสิบในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิต มหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทร เทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมเป็นเจ้าภาพ ในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพ
เวลา 06.55 น. สมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราช ดำเนินไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พร้อมด้วยคุณพลอยไพลิน เจนเซน ธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพและถวายภัตตาหารแด่พระพิธีธรรม 8 รูปจากวัดบวรนิเวศวิหาร และวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 11 ธ.ค.
สักการะ 1.5 ล้าน-บริจาค 120 ล้าน
ด้านสำนักพระราชวังได้สรุปยอดรวมประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. หลังสำนักพระราชวังปิดไม่ให้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 01.40 น. จากกำหนดเดิมเวลา 21.00 น. เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอเข้ากราบพระบรมศพในมณฑลพิธี ท้องสนามหลวงเป็นจำนวนมาก ว่า มีจำนวน ทั้งสิ้น 58,909 คน รวม 42 วัน มีจำนวน 1,578,625 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงินยอดเงิน 3,896,209.75 บาท รวม 42 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 120,631,591.25 บาท
เตรียมปล่อยผู้ต้องขัง 3 หมื่นราย
นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.)พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2559 เนื่องในโอกาสแรกนับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ ว่า เบื้องต้นในวันนี้ตนได้รับรายงานจากนายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์แล้ว โดยคาดว่าจะมีผู้ต้องขังประมาณ 100,000 ราย จากเรือนจำ 143 แห่งทั่วประเทศ ที่จะได้รับสิทธิตาม พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเป็นทั้งกลุ่มที่ได้รับการปล่อยตัวและได้รับการลดวันต้องโทษ
ทั้งนี้ คาดว่ากลุ่มผู้ต้องขังที่จะได้รับการปล่อยตัวพ้นเรือนจำจะมีประมาณ 30,000 ราย โดยรวมถึงกลุ่มที่ลดวันต้องโทษและครบเงื่อนไขการปล่อยตัวเหมือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ตนขอย้ำว่าจำนวนผู้ต้องขัง 100,000 ราย จากเรือนจำทั่วประเทศนั้น ไม่ใช่การปล่อยตัวผู้ต้องขังจำนวนดังกล่าวทั้งหมด แต่เป็นจำนวนผู้ต้องขังที่เข้าหลักเกณฑ์ได้รับสิทธิตามพระราชทานอภัยโทษในครั้งนี้ ส่วนใครจะได้สิทธิอย่างไรบ้างนั้น เรือนจำจะเป็นผู้คัดกรองและตรวจสอบ
แจงเข้าเกณฑ์ล้วนผู้ต้องขังชั้นดี
ด้านนายกอบเกียรติ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงพ.ร.ฏ.พระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสแรกนับแต่ทรงราชย์สืบสันตติวงศ์ พ.ศ.2559 คาดว่าจะมีผู้ต้องโทษที่ได้รับการพระราชทานอภัยโทษ และได้รับการปล่อยตัวทันทีประมาณ 30,000 คน โดยแต่ละเรือนจำจะมีคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อให้ผู้ต้องโทษที่ได้รับการปล่อยตัวมีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ คือต้องเป็นผู้ต้องโทษชั้นดีขึ้นไปจึงได้รับสิทธิ์ และไม่เป็นผู้ที่กระทำผิดซ้ำ ไม่ใช่ผู้ต้องโทษคดีฆ่า ข่มขืน ฉ้อโกงประชาชน หรือค้ายาเสพติด ในส่วนของเรือนจำต่างจังหวัดจะมีผู้ว่าราชการจังหวัด และอัยการร่วมเป็นคณะกรรมการ
นายกอบเกียรติกล่าวว่าหลังตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว จะส่งรายชื่อผู้ต้องโทษให้ศาลจังหวัดทำหมายปล่อยและดำเนินการปล่อยตัว สำหรับมาตรการดูแลผู้พ้นโทษ จะมีหน่วยงานภาคีในพื้นที่คอยสอดส่องดูแลไม่ให้มีการกระทำความผิดซ้ำ คาดว่าจะสามารถปล่อยตัวล็อตแรกได้ภายใน 3 วันหลังจากนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องโทษน้อยไม่เกิน 2 ปี
ชูวิทย์จ่อพ้นโทษ-ออกคุก
“สำหรับผู้กระทำผิดคดี 112 ก็เข้าข่ายได้รับประโยชน์จาก พ.ร.ฏ.อภัยโทษครั้งนี้ด้วย โดยจัดเป็นผู้ต้องขังคดีทั่วไปที่มีสิทธิ์ได้รับการลดโทษตามลำดับชั้น สำหรับกลุ่มที่เข้าข่ายได้รับสิทธิ์อภัยโทษปล่อยตัวรอบนี้ เช่น นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ และผู้ต้องขังคดีรื้อบาร์เบียร์ที่ต้องโทษจำคุกคนละ 2 ปี ส่วน นายเฉลิมชัย มัจฉากล่ำ หรือผู้พันตึ๋ง ผู้ต้องโทษคดีฆาตกรรม นายปรีณะ ลีพัฒนะพันธ์ อดีตผวจ.ยโสธร ที่ได้รับการลดวันต้องโทษและพักการโทษไปก่อนหน้านี้ แต่กระทำความผิดซ้ำจนถูกนำตัวเข้าคุมขังตามโทษที่เหลือที่เรือนจำกลางบางขวาง ในรอบนี้ไม่เข้าข่ายได้รับการอภัยโทษ เพราะถูกลดชั้นปรับเป็นนักโทษชั้นเลว” อธิบดีกรมราชทัณฑ์กล่าว
สำหรับคดีรื้อบาร์เบียร์ ซอยสุขุมวิท 10 ผู้ต้องหาที่ถูกศาลพิพากษาพร้อมนายชูวิทย์คือ พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ และ พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร
สนธิ-หมอเลี้ยบไม่เข้าเกณฑ์
สำหรับกลุ่มผู้ต้องขังในคดีสำคัญที่สังคมให้ความสนใจว่าจะเข้าตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่จะได้รับการลดวันต้องโทษตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ฉบับนี้ เช่น นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ผู้ต้องขังคดีทำเอกสารรายงานการประชุมเท็จ ค้ำประกันกู้เงินธนาคารกรุงไทย กว่า 1,000 ล้าน ศาลฎีกาตัดสินจำคุก 20 ปี ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามพ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ ฉบับนี้ และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือหมอเลี้ยบ อดีต รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 1 ปี เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2559 ไม่เข้าหลักเกณฑ์ เนื่องจากทั้งคู่ยังเป็นนักโทษชั้นกลาง ทั้งนี้ ผู้ต้องขังในคดีธนาคารกรุงไทย เช่น นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย กับพวก เข้าหลักเกณฑ์ตามพ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ คือได้รับการลดวันต้องโทษ
กพร.ฝึกอาชีพผู้ได้รับอภัยโทษ
วันเดียวกัน นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ให้สัมภาษณ์ว่า จากการที่กรมราชทัณฑ์เตรียมแผนรองรับ การปล่อยตัวผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษ และอภัยโทษลดโทษปล่อยตัว ตามพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ พ.ศ.2559 เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 อีกทั้งเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 โดยมีหน่วยงานต่างๆ ร่วมดำเนินการ อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะฝึกอาชีพให้กับผู้ที่จะได้รับอภัยโทษและนักโทษชั้นดีโดยเริ่มพร้อมเพรียงกันทั้ง 77 จังหวัด ในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ เนื่องจากเป็นตัวเลขมหามงคล คือ 1+9 เท่ากับ 10 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ทั้ง 2 พระองค์
อธิบดี กพร. กล่าวว่า การฝึกอาชีพจะฝึกอย่างน้อยจังหวัดละ 1 รุ่น รุ่นละ 20 คน รวม 1,540 คน ส่วนใหญ่เป็นสาขาช่างที่อยู่ในความต้องการของตลาดแรงงาน เช่น ช่างปูกระเบื้อง ช่างเชื่อม ช่างทำมุ้งลวดเหล็กดัด ช่างซ่อมบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก นับเป็นการสร้างโอกาสการมีงานทำได้สูงและยังมีโอกาสเป็นเจ้าของกิจการได้เองอีกด้วย
กลุ่มชาติพันธุ์ทำพิธีกรรมไว้อาลัย
วันเดียวกัน เวลา 04.00 น. กลุ่มชาติพันธุ์ ประกอบด้วย กะเหรี่ยง ม้ง มูเซอ อีก้อ ลีซอ ไทยทรงดำ ลัวะ ดาราอั้ง อาข่า คะฉิ่น ลาวครั่ง มอญ ไทยอง ไทลือ ไทใหญ่ จีนยูนนาน เมี่ยน ลาหู่ ซึ่งล้วนแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่ารวมจำนวนประมาณ 1,000 คน เดินทางโดยรถบัสและรถตู้มายังสวนสราญรมย์ เพื่อประกอบพิธีตามความเชื่อของแต่ละชนเผ่า เพื่อส่งดวงพระวิญญาณของในหลวงรัชกาลที่ 9 สู่สรวงสวรรค์ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์
ต่อมาเวลา 06.40 น. เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น พิธีกรรมจึงเริ่ม ตัวแทนของชนเผ่าจำนวน 7 เผ่า ได้แก่ ม้ง ดาราอั้ง อาข่า ลาหู่ กะเหรี่ยง เมี่ยน และลาวครั่ง เป็นผู้ทำพิธี โดยมีชนเผ่าแต่ละเผ่าเข้าแถวตอนร่วมพิธีกรรม ก่อนที่ตัวแทนของแต่ละเผ่านำเครื่องประกอบพิธีการที่ได้เตรียมมา โดยพิธีกรรมต่างๆ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที และเมื่อเสร็จสิ้น ชนเผ่าทั้งหมดได้ชูพระบรมฉายาลักษณ์ขึ้นเหนือศีรษะ และนั่งสงบนิ่ง 89 วินาที แล้วก้มลงกราบกับพื้นสนามหญ้า เป็นเสร็จพิธี จากนั้นตั้งแถวแยกตามกลุ่ม เดินมาเข้าคิวรอกราบพระบรมศพที่หน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
ชนเผ่าร่ำไห้อาลัยรัชกาลที่ 9
น.ส.หมี่จู มอแลกู่ ชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า ในฐานะตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ที่มาร่วมงาน กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า พวกเรามาร่วมทำพิธีส่งพ่อสู่สวรรคาลัย เพราะทุกคนรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อชาวชนเผ่า พระองค์เคยเสด็จฯมาที่หมู่บ้านบริเวณตะเข็บชายแดนแล้วหลายครั้งผ่านทางอำเภอแม่สาย เชียงราย ทรงมาช่วยสอนชาวบ้านให้รู้จักปลูกพืชเพื่อยังชีพ ก่อนที่จะสั่งสอนให้ปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างลิ้นจี่ กาแฟ เปลี่ยนชีวิตพวกเราให้ดีขึ้น พระองค์ไม่เคยแบ่งแยกว่าเราเป็นชนเผ่า แม้ว่าบ้านเราไม่มีถนน พ่อก็มาเยี่ยมเรา เราจึงอยากมาหาพ่อเพื่อเชิญดวงวิญญาณของบรรพบุรุษของเราร่วมอธิษฐานส่งพ่อสู่สรวงสวรรค์ ก่อนหน้านี้เคยมาถวายพระพรพ่อเมื่อปี 2555 และตั้งใจจะมาให้ครบ 3 ครั้ง แต่ไม่นึกไม่ฝันว่าครั้งสุดท้ายในปีนี้จะมาเพื่อถวายความอาลัยดวงพระวิญญาณของพ่อ
นายพิทักษ์ ศิวะภัทรพงศ์ ประธานเครือ ข่ายม้งในประเทศไทย กล่าวว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพวกเราให้ดีขึ้น พระองค์ทรงส่งเสริมอาชีพการเกษตรทดแทนการปลูกฝิ่น ทุกวันนี้พวกเราปลูกพืชผักและผลไม้เมืองหนาวจนหลายครอบครัวมีรายได้ดีขึ้น ส่วน น.ส.พิจิม ละวัน อายุ 37 ปี ชาวเผ่าดาราอั้ง กล่าวว่า ดีใจที่ได้เข้าไปกราบพระบรมศพของพ่อหลวง เพราะพระองค์เป็นผู้ให้ผืนแผ่นดินไทยให้พวกเราได้อาศัย ถ้าไม่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 พวกเราก็ไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ตนจะขอทำความดีเพื่อตอบแทนแผ่นดินไทย
น.ส.พรสุดา กุลนาดา อายุ 65 ปี ชาวลาวครั่ง อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร กล่าวว่า รู้สึกตื้นตันที่ได้มาประกอบพิธีถวายความอาลัย บรรพบุรุษของพวกเราอพยพมาจากหลวงพระบาง ประเทศลาว มีลูกหลานอยู่เมืองไทย ซึ่งได้รับสิทธิทุกอย่างเหมือนคนไทย เพราะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม พระองค์ทรงมีความเมตตาต่อบรรพบุรุษของพวกเราเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระราชินีทรงมีความเมตตา และโปรดผ้าทอพื้นเมืองของพวกเรามาก คำสั่งสอนของพระองค์ทั้งหมดโดยเฉพาะเศรษฐกิจพอเพียง จะต้องถูกถ่ายทอดถึงบรรดาลูกหลานของพวกเราอย่างแน่นอน
นายจรัญ วงศ์ทิพย์บุญทา อายุ 34 ปี ชาวกะเหรี่ยงบ้านห้วยม่วงฝั่งใต้ ต.แม่สอย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตนพร้อมคนในหมู่บ้านรวม 50 คน ตั้งใจเดินทางมาสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศ โดยช่วยกันออกค่าใช้จ่ายเหมารถทัวร์กันมาเอง ออกจากหมู่บ้านประมาณ 14.00 น. และมาถึงท้องสนามหลวงช่วงตี 4 กระทั่งได้ถวายสักการะเสร็จประมาณ 08.30 น. ทุกคนรักพ่อหลวง พระองค์ท่านได้ช่วยพัฒนาให้หมู่บ้านของชาวกะเหรี่ยงได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พวกเราจะร่วมกันปกป้องทรัพยากรของชาติ ไม่ตัดไม้ทำลายป่า และร่วมกันฟื้นฟูป่า เพื่อทำความดีตอบแทนคุณแผ่นดิน
แจกกล้วยไม้ประชาชนนำสักการะ
วันเดียวกัน นายสมเกียรติ ดุสฎีกาญจน นายกสมาคมผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ไทย ซึ่งเป็นตัวแทนนำกล้วยไม้หลากสีพันธุ์ต่างๆ มาแจกจ่ายให้ประชาชนที่จุดพักรอในสนามหลวง เพื่อนำขึ้นกราบสักการะพระบรมศพ เปิดเผยว่า สมาคมผู้ประกอบการสวนกล้วยไม้ไทยตั้งใจทำความดีเพื่อถวายในหลวงร.9 จึงประชุมกันว่าจะนำช่อดอกกล้วยไม้มาแจกจ่ายให้ประชาชนได้ใช้สักการะพระบรมศพที่มาเฉลี่ยวันละหลายหมื่นคน จึงจัดมาจำนวน 49,999 กำ เพื่อให้เพียงพอ โดยประสานกับสำนักพระราชวังนำมาแจกตั้งแต่ตี 5 เรื่อยไปจนกว่าจะหมด กล้วยไม้ทั้งหมดเป็นเกรดส่งออก มีทั้งสกุลหวาย ม็อกคาล่า แวนด้า ฯลฯ หลากสีสัน และมาจากหลายแหล่ง เช่น ชมรมกล้วยไม้ สหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ สมาคมผู้ส่งออกกล้วยไม้ เป็นต้น เลือกดอกที่สวยที่สุดและจัดอย่างสวยงามเพื่อให้สมพระเกียรติที่สุด
ในหลวงพระราชทานอาหาร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เต็นท์อาหารพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือ เยื้องกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยรวมอยู่ภายในศูนย์อาหารบริการประชาชน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ นำอาหาร ขนม ของว่าง และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน ประกอบด้วย มื้อเช้าเวลา 07.00 น. เกี้ยมอี๋น้ำ 1,500 ถ้วย กาแฟสด บาเรสต้า 2,500 แก้ว นมหนองโพ 2,000 กล่อง มื้อกลางวัน เวลา 11.00 น.ข้าวไก่อบเห็ดหอม 1,000 จาน ข้าวไก่ทอดเปรี้ยวหวาน 1,000 จาน ข้าวซี่โครงหมูตุ๋นยาจีน 1,000 จาน ก๋วยเตี๋ยวต้มยำลูกชิ้นปลา 1,000 ถ้วย ขนมจีนแกงไก่ 2,000 ถ้วย มื้อบ่าย 16.00 น. ขนมไทย 1,000 กล่อง แซนด์วิช 1,000 กล่อง เฉาก๊วยชากังราว 1,000 ถุง และน้ำสมุนไพร 700 ลิตร มื้อเย็นเวลา 18.00 น. ข้าวราดกะเพราไข่ดาว 1,500 จาน ข้าวหมูผัดพริกสด กุนเชียง 1,500 จาน ขณะเดียวกันมีน้ำดื่มจิตรลดาให้บริการประชาชนตลอดทั้งวัน
ฟ้าหญิงฯรับสั่งแพทย์ดูแลปชช.
ส่วนที่บริเวณเต็นท์หน่วยแพทย์พระราชทาน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณท้องสนามหลวง ฝั่งทิศเหนือ บริเวณทางเข้าฝั่งตรงข้ามศาลฎีกา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงห่วงใยในพสกนิกรที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ มีรับสั่งให้มีหน่วยแพทย์พระราชทานมาดูแลสุขภาพประชาชนเป็นประจำทุกวัน ต่อเนื่องจนครบ 100 วัน สำหรับวันนี้มีหน่วยแพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เภสัชกร และบุคลากรจากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และโรงพยาบาลตรัง รวมจำนวน 18 คน มาให้บริการดูแลประชาชนตั้งแต่เวลา 09.00-20.00 น. โดยประชาชนส่วนใหญ่มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ รวมถึงขอยาดมแก้อาการวิงเวียนคล้ายเป็นลม และทำแผลเล็กน้อยที่เกิดจากการ เดินชนหรือกระแทกกับของแข็ง
คนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์อาลัย
ด้านนายกรธวัช เปรี่ยมพิมาย อายุ 18 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนทวีธาภิเศก กรุงเทพฯ ซึ่งพิการเป็นอัมพาตช่วงล่างตั้งแต่เอวลงไป เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ พร้อมครอบครัว โดยกล่าวว่า ตนป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ทำให้เดินไม่ได้ตั้งแต่เกิด เพราะกระดูกสันหลังบางท่อนหายไป จึงต้องนำกระดูกเทียมมาใส่แทน การรักษาค่อนข้างยากลำบากและมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก คุณแม่จึงถวายฎีกาขอความช่วยเหลือไปยังสำนักพระราชวัง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานความช่วยเหลือแก่ตนได้เป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราชมาตลอดกว่า 10 ปี ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
“ผมเห็นพระองค์ท่านทรงงานหนักมาตลอดการครองราชย์ เสด็จฯไปยังถิ่นทุรกันดาร บุกป่าฝ่าดงโดยไม่สนพระทัยว่าหนทางจะยากลำบากเพียงใด พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดจนถึงวินาทีสุดท้าย ถือเป็นความโชคดีของชนชาวไทยที่มีพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ ในฐานะเป็นเยาวชนไทยจะขอตอบแทนพระองค์ท่าน ด้วยการตั้งใจเรียน เป็นเด็กดีของคุณพ่อคุณแม่ ช่วยเหลือสังคมเท่าที่ตนจะทำได้” นาย กรธวัชกล่าว
พระภิกษุ 90 รูปธรรมยาตรา
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวขอนแก่นรายงานว่า พระครูปริยัติญาณโสภณ รองเจ้าคณะอำเภอหนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ พร้อมด้วยพระสุนันท์ ปัญญานันโท ประธานส่งเสริมศีลธรรมจังหวัดนครราชสีมา เขต 2 นายณัฏฐพล เจริญผล นายกเทศมนตรีตำบลโคกสะอาด จัดกิจกรรมโครงการธรรมยาตราพุทธบุตรอาสาฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีพระธุดงค์จำนวน 40 รูป ออกเดินเป็นขบวนในรูปแบบธรรมยาตราในเขตชุมชนเทศบาลนครขอนแก่น
พระสุนันท์เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเทศบาลโคกสะอาด คณะสงฆ์ และประชาชนใน อ.หนองบัวระเหว ได้จัดโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ถวายเป็นพระราชกุศลในช่วงระหว่างวันที่ 1-18 ธ.ค. ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในหลวง ร.9 ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก ทรงเป็นพุทธมามกะ เป็นต้นแบบของพุทธศาสนิกชนในการประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ทรงทำนุบำรุงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนามาตลอดรัชสมัยของพระองค์ ทำให้พระพุทธศาสนาในประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาโลก คณะกรรมการจัดงาน จึงมุ่งสานต่อกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ได้จัดกิจกรรมธรรมยาตราเส้นทางบุญประกาศธรรมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวันที่ 10-18 ธ.ค. โดยพระสงฆ์ จำนวน 90 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
พระสุนันท์กล่าวว่า ธรรมยาตราเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ได้ผลดียิ่งตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ประชาชนทุกพื้นที่จะได้มาร่วมทำกิจกรรมต้อนรับพระสงฆ์ ปฏิบัติธรรม ปลุกกระแสศีลธรรม เสริมสร้างสิริมงคล เป็นกำลังแก่พุทธบริษัท 4 โดยเส้นทางธรรม ยาตราผ่านจ.ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อุดรธานี ยโสธร และจ.กาฬสินธุ์
ทูลกระหม่อมทรงพบประชาชน
เมื่อเวลา 19.30 น. ที่บริเวณพระบรมมหาราชวัง ฝั่งตรงข้ามประตูเทวาพิทักษ์ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จจากประตูเทวาพิทักษ์มาประทานอาหารและน้ำดื่มแก่ประชาชน แบ่งออกเป็น ข้าวสาร จำนวน 500 กิโลกรัม เบเกอรี่ 1,000 กล่อง ผ้าพันคอสีขาว ดำ 300 ผืน และน้ำดื่ม พร้อมทั้งพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งนี้มีประชาชนมารอรับอาหารและน้ำดื่มจำนวนมาก

