โต้วุ่น-คุมสื่อต้องยืนห่าง 5 เมตร ห้ามใกล้ “ตู่”

โฆษกรัฐบาลแจงกฎเหล็กคุมสื่อ ให้อยู่ห่างนายกฯ 5 เมตร และต้องคำนับก่อนและหลังถ่ายภาพ อ้างเป็นเอกสารเก่าตั้งแต่ปี 2558 เผย”บิ๊กตู่” สั่งทบทวนบางข้อแล้ว

ด้านผบช.สันติบาลสั่งหาต้นตอ “บิ๊กเจี๊ยบ” ชี้ “ธนาธร” ไม่ควรขยายความเรื่องพลังดูด ยันใช้กฎหมายปกติจัดการ แกนนำ”สามมิตร” ลุยอีสาน โต้กรุยทางการเมือง “มาร์ค”มั่นใจลูกพรรคไม่แห่ซบ ยัน “พุทธิพงษ์-ณัฏฐพล” ไม่ทิ้งปชป. “นคร” แฉอีกทุ่มซื้อตัว 50 ล้าน เล็งตั้งพรรคเองหากไม่มีใครดึงร่วมงาน แกนนำนปช.รอรับ”จตุพร”หน้าเรือนจำวันนี้ “โหรบุญเลิศ ” ย้ำดวง “บิ๊กตู่” หากไม่จัดเลือกตั้งก่อนต.ค.2562 ไม่ได้กลับมาแน่

“ตู่”ลั่นทำงาน 4 ปีไม่เกี่ยวการเมือง

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 3 ส.ค. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Thailand Social Expo 2018 โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลทำงานหนักมาตลอด 4 ปีทั้งเรื่องแผนงาน กฎหมาย และการแก้ปัญหาให้ประชาชน ซึ่งตนไม่ได้ทำการเมืองเลย เราต้องดูแลทุกกลุ่มเป้าหมาย วันนี้โลกดิจิตอลกดได้เพียงปลายนิ้ว โทรศัพท์เปิดแอพพลิเคชั่นต่างๆ ของรัฐบาลก็มี แต่ไม่ใช่เปิดด่ารัฐบาลกลับมา หากเปิดแล้วไม่เข้าใจให้ถามกลับมา ทุกคนคิดได้หมด ตนไปควบคุมใครไม่ได้ แต่การทำงานของข้าราชการ รัฐบาลต้องมีกฎหมายสำคัญสุด ต้องมีความเป็นสากล รัฐบาลกำลังปรับแก้ตรงนี้เพื่อความเท่าเทียมของโอกาส เป็นคนมีคุณธรรม มีวินัย เคารพกฎหมาย

นายกฯ กล่าวว่า ตนมีเรื่องเยอะที่ต้องพูดเพื่ออยากให้รู้ว่ารัฐบาลทำอะไรให้ประชาชนบ้าง อย่างรายการทุกวันศุกร์ใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที ขอเวลาเพื่อคุยกับประชาชน และฝากทุกภาคส่วนว่าในสายตาต่างชาติอย่างกรณีถ้ำหลวงเป็นสิ่งที่ดีมากอยู่แล้ว อย่าไปทำให้เสีย ช่วยกันสู่อนาคตสดใส ขอให้ทุกคนมีความสุข ต้องช่วยกันไม่ว่าจะยากดีมีจน จะสำเร็จทุกเรื่อง สู่อนาคตที่สดใส คนที่มีคุณภาพ ทำทุกอย่างให้สำเร็จทำวันนี้ อย่าไปรอวันหน้า เวลาหมดไปทุกวัน ทั้งนี้ ตนจะทำให้ดีที่สุดในรัฐบาลที่ตนรับผิดชอบอยู่นี้

ต่อมาเวลา 11.20 น. พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยได้โบกมือปฏิเสธด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนเดินไปขึ้นรถกลับทำเนียบรัฐบาลทันที

วอนสื่อช่วยขับเคลื่อนปชต.

เวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า องค์กรสื่อถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิป ไตย ซึ่งการให้บริการข่าวสารโดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางของการทำงาน จะทำให้องค์กรสื่อ เป็นอีกแรงหนึ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปสู่อนาคตที่ดี รวมถึงการเป็นประชาธิปไตยของประเทศให้สมบูรณ์มากขึ้น ปัจจุบันสื่อเกิดขึ้นในรูปแบบที่หลากหลาย เข้าถึงประชาชนได้อย่างใกล้ชิด รวดเร็วมากขึ้น ดังนั้น การยืนหยัดเพื่อต่อสู้และนำเสนอสิ่งที่ถูกต้องของสื่อหลักถือเป็นสิ่งจำเป็น

“สื่อมีอิทธิพลอย่างมากต่อกรอบความคิด และมุมมองของประชาชน และถ้ามองลึกลงไปอีก ข้อมูลต่างๆ ที่ถูกนำเสนอจะสะท้อนถึงการทำงาน และปัญหาที่หลายฝ่ายต้องประสบ และอาจต้องสร้างความเข้าใจ เห็นใจกันระหว่างภาคส่วนต่างๆ เกิดการบูรณาการได้มากขึ้น ผมขอให้ทุกคน ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างไทยไปด้วยกันเพื่ออนาคตของลูกหลาน และเพื่อวันข้างหน้าที่ดีกว่าของเราทุกคน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

สันติบาลเข้ม-ออกกฎคุมสื่อครั้งแรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่นายกฯ เดินทางมาถึงอิมแพ็ค เจ้าหน้าที่หน่วยรักษาความปลอดภัย ทั้งตำรวจสันติบาล เจ้าหน้าที่ ของอิมแพ็ค ได้สกรีนบุคคลที่จะเข้าร่วมงานอย่างละเอียดเข้มงวด โดยทุกคนต้องเดินผ่านเครื่องสแกนวัตถุต้องสงสัย ลงทะเบียนติดบัตรและติดสติ๊กเกอร์เพื่อแสดงว่าผ่านการตรวจเรียบร้อยแล้วทุกคน กระเป๋าและวัตถุแปลกปลอมจะต้องแสดงกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งน่าสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ได้เข้มงวดกับสื่อมวลชนและช่างภาพที่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ภายในงาน และถือเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่จากกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 (บก.ส.1) จัดทำใบลงทะเบียนสำหรับช่างภาพ สื่อมวลชน โดยให้ลงชื่อ สังกัด และเบอร์โทรศัพท์อย่างชัดเจน มีการจดเลขที่ไอดีการ์ดบัตรประชาชน ซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับสื่อมวลชน เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีการปฏิบัติเช่นนี้

ต้องทำความเคารพ-ห้ามเข้าใกล้

ในใบลงทะเบียน ระบุถึงข้อกำหนดดังนี้ มารยาทในการถ่ายภาพของช่างภาพสื่อมวลชน 1.ต้องอยู่ในลักษณะเคารพต่อนายกฯ และแสดงความเคารพทั้งก่อนและหลังถ่ายภาพ 2.การแต่งกายที่สุภาพบุรุษชุดสูทสากล สุภาพสตรีชุดกระโปรง รองเท้าหุ้มส้น 3.กล้องที่จะนำมาบันทึกภาพต้องผ่านการตรวจและติดแท็กที่ได้รับอนุญาตจากตำรวจสันติบาล 4.จะอนุญาตให้เฉพาะช่างภาพที่ลงทะเบียนและติดต่อแผนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น 5.ไม่แสดงกิริยาวาจาหรือมารยาทอันไม่สมควร 6.ในการถ่ายภาพควรอยู่ห่างจากนายกฯ 5 เมตรเป็นอย่างน้อย 7.ไม่ควรเบียดเสียดกันถ่ายภาพหรือถ่ายภาพลักษณะยืนค้ำศรีษะผู้อื่นหรือยื่นกล้องถ่ายภาพในลักษณะถ่ายภาพข้ามท่าน

สำหรับข้อควรปฏิบัติในการบันทึกภาพ 1.ต้องไม่ถ่ายภาพตรงหน้า ขณะที่นายกฯ อยู่ในห้องรับรอง 2.ห้ามถ่ายภาพขณะเดินขึ้นหรือลงจากที่สูงเช่น บันได 3.ห้ามถ่ายภาพขณะรับประทานอาหาร 4.ห้ามออกนอกสถานที่ที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ วิ่งตัดหน้า วิ่งลุกลนหรือห้อมล้อมกีดขวางทางเดิน 5.ให้บันทึกได้ในจุดหรือสถานที่ที่เจ้าหน้าที่ได้จัดไว้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม 6.การใช้ไฟฉายใช้ได้ในทุกโอกาส แต่การถ่ายไฟไม่ควรเกิน 1,500 วัตต์และควรอยู่ห่างจากห้องรับรอง 7.หากฝ่าฝืนมารยาทข้อควรปฏิบัติหรือไม่เชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่จะถูกริบปลอกแขนและห้ามบันทึกภาพ

คาดสาเหตุปมสื่อนอกวิจารณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้มีการวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของพล.อ. ประยุทธ์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ล่าสุด จาการ์ตาโพสต์ สื่อหลักอินโดนีเซีย ตีพิมพ์บทความแนะอย่าให้ผู้นำเผด็จการทหารไทยนั่งเป็นประธานอาเซียนในปีหน้า โดยมีเนื้อหาระบุว่า “การรัฐประหารของไทยไม่คู่ควรกับตำแหน่ง ท่ามกลางคลื่นที่แข็งแกร่งของความประชาธิป ไตยในภูมิภาคนี้ ประเทศไทยสมควรได้รับสิทธิ์เก้าอี้อาเซียน แต่ไม่ได้อยู่ภายใต้การรัฐประหารที่มีอย่างต่อเนื่อง เพื่อยึดติดกับพลังที่มันปล้นจากประชาชนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และก่อนจะนั่งเก้าอี้อาเซียนในปีหน้า พล.อ. ประยุทธ์ ควรเติมเต็มความมุ่งมั่นของเขาในการถือเลือกตั้งฟรีและประชาธิปไตย ถ้าเขาไม่ทำอย่างนั้น เขาไม่ควรนั่งเก้าอี้ประธานอาเซียนในปีหน้า” จึงน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้พล.อ. ประยุทธ์ ประกาศจะไม่ตอบโต้และพูดประเด็นการเมืองในช่วงนี้ และคาดว่าเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่เจ้าหน้าที่เข้มงวดกับการทำงานของช่างภาพและสื่อมวลชน

ไก่อูอ้าง”บิ๊กตู่”ย้ำเป็นเอกสารเก่า

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวถึงกรณีมีการเผยแพร่เอกสารเกี่ยวกับข้อปฏิบัติของช่างภาพสื่อมวลชนทางโซเชี่ยลมีเดีย ออกโดยบก.ส.1 ซึ่งมีเนื้อหาระบุถึงมารยาทและข้อควรปฏิบัติในการบันทึกภาพว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารตั้งแต่ปี 2558 จึงไม่เข้าใจว่าทำไมถูกนำมาเผยแพร่ตอนนี้ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันในกลุ่มสื่อมวลชนและคนที่ได้พบเห็น โดย นายกฯไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิด หรือเกิดปัญหาการทำงานระหว่างทีมนายกฯและสื่อมวลชน

โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า นายกฯ เชื่อว่าวัตถุประสงค์ของการออกข้อปฏิบัติในขณะนั้น ตำรวจคงปรารถนาดี ต้องการให้การรักษาความปลอดภัยผู้นำประเทศมีประสิทธิ ภาพ และตั้งใจจะยกระดับการทำงานของเจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนให้มีความเป็นสากล และมีมาตรฐานเช่นเดียวกับนานาประเทศ

เผยให้ถอดเรื่องทำความเคารพ

“หากพิจารณาความเป็นจริงตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา เจ้าหน้าที่ไม่ได้บังคับใช้ข้อปฏิบัตินี้โดยเคร่งครัด ส่วนเรื่องใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับมาตรการรักษาความปลอดภัย เช่น โค้งคำนับก่อนและหลังถ่ายภาพ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของช่างภาพ นายกฯได้กำชับให้กองบัญชาการตำรวจสันติบาลไปพิจารณาทบทวนและถอนออกจากข้อปฏิบัติ เพราะคนจะเคารพหรือให้เกียรติกัน ขึ้นอยู่กับวัตรปฏิบัติของแต่ละบุคคล” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

ผบช.สันติบาลสั่งสอบคำสั่งคุมสื่อ

เมื่อเวลา 14.15 น. ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้าจังหวัดยะลา พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช รองผบช.ส. กล่าวถึงกรณีมีเอกสารอ้างถึงกองกำกับการ 1 บก.ส.1 กำหนดมารยาทและระเบียบการปฏิบัติของสื่อมวลชนในการถ่ายภาพและทำข่าวอย่างเคร่งครัดเป็นพิเศษ ในการทำข่าวนายกฯ ที่อิมแพ็ค ว่า พล.ต.ท.สราวุฒิ การพานิช ผบช.ส. สั่งการให้ตรวจสอบแล้วว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร มีการออกข้อปฏิบัติจริงหรือไม่ และออกอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยปกติการทำงานของตำรวจสันติบาลและสื่อก็เข้าใจมาตลอด ข้อปฏิบัติใดๆ ก็พูดคุยประสานกันด้วยดี ไม่มีข้อกำหนดอะไรเป็นพิเศษแบบนี้

พล.ต.ต.ชยพลกล่าวอีกว่า โดยปกติอำนาจหน้าที่ดูแลปฏิบัติร่วมกับสื่อในภารกิจของนายกฯ เป็นของบก.ส.3 ไม่ใช่ บก.ส.1 ดังนั้น เอกสารที่อ้างว่าเป็นข้อบังคับข้อปฏิบัติจาก บก.ส.1 ก็เป็นเรื่องไม่ปกติ แต่ตนยังไม่เห็นเอกสารตัวจริง จึงยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่ามีความผิดปกติอย่างไรบ้าง จริงหรือไม่ รอให้ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานชี้แจงขึ้นมา แล้วจะชี้แจงอีกครั้ง

สื่อยันคำสั่งใหม่-ไม่ใช่ของเก่า

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 16.15 น. ภายหลังพล.ท.สรรเสริญ ชี้แจงในกลุ่มไลน์สื่อทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีเอกสารเกี่ยวกับข้อปฏิบัติของช่างภาพสื่อมวลชน ที่ออกโดยกองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 ที่มีเนื้อหาระบุถึงมารยาทในการถ่ายภาพและข้อควรปฏิบัติในการบันทึกภาพ โดยระบุว่าเป็นเอกสารตั้งแต่ปี 2558 ไม่เข้าใจว่าทำไมถูกนำมาเผยแพร่ตอนนี้ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันในกลุ่มสื่อมวลชนและคนที่ได้พบเห็น

กลุ่มผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล ได้ชี้แจงในไลน์กลุ่มว่า เอกสารดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้นำมาวางไว้ให้ลงทะเบียนที่จุดลงทะเบียนสื่อมวลชนของงาน Thailand Social Expo 2018 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเจ้าหน้าที่ได้ขอให้ช่างภาพเซ็นชื่อพร้อม เลขบัตรประชาชน 13 หลัก ซึ่งทุกคนเห็นเอกสารอย่างชัดเจน ไม่ใช่เป็นเอกสารเก่า อีกทั้งเจ้าหน้าที่สันติบาลที่ตรวจกล้องอยู่ก็เห็น ซึ่งสื่อมวลชนไม่ได้ไปนำเอกสารเก่ามาเขียนเป็นข่าวใหม่แต่อย่างใด และผู้ดำเนินรายการได้ประกาศผ่านไมโครโฟนถึงข้อห้ามต่างๆ สำหรับสื่อด้วย

เพื่อไทยซัด”บิ๊กตู่”แตะต้องไม่ได้

ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กฎต่างๆ ที่ออกมาใช้จัดระเบียบสื่อมวลชนที่ติดตามทำข่าว พล.อ. ประยุทธ์ เป็นเรื่องไม่เข้าท่า และคงเป็นการหาข้ออ้างหลบนักข่าว ซึ่งจะทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ไปด้วย เพราะจะเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐบาล สิ่งที่น่าตำหนิที่สุดคือ การบังคับให้ต้องทำความเคารพพล.อ. ประยุทธ์ก่อนและหลังถ่ายภาพทุกครั้ง เพราะขัดกับหลักความเป็นอิสระในการทำงานของสื่อมวลชน ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์การล่ามโซ่ตรวนทางความคิดและการกดหัวประชาชน

ร.ท.หญิง สุณิสา กล่าวว่า เรื่องการมีสัมมาคารวะต่อกันนั้น ควรปล่อยตามกฎเกณฑ์ทางสังคม เป็นเรื่องประเพณี อย่ามาใช้ระเบียบหรือกฎหมายเป็นตัวบังคับจนกลายเป็นกฎเหล็ก ถ้าเราทำให้สื่อรู้สึกว่าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเป็นลูกน้องของรัฐบาล จะทำให้สื่อไม่กล้าตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ ดังนั้น การรักษาระยะห่างและการจัดรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและสื่อให้เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ และมีผลต่อการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล

“เหตุที่สื่อติดตามเฝ้าทำข่าวนายกฯ เพราะเป็นบุคคลสาธารณะ ถ้าท่านเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง ก็ลาออกไปแล้วรีบปล่อยให้มีการเลือกตั้ง ให้คนอื่นที่พร้อมจะถูกตรวจสอบมาเป็นนายกฯแทน ไม่ใช่ว่ากอดเก้าอี้แน่น ใครไล่ก็ไม่ยอมไป แต่ก็อยู่ถ่วงความเจริญของคนอื่นไปวันๆ” ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าว

“บิ๊กป้อม”งดจ้อ-แจงเพิ่งหายป่วย

ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม เป็นประธานประชุมสภาทหารผ่านศึก ซึ่งปกติพล.อ.ประวิตรจะให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมทุกครั้ง เพื่อชี้แจงประเด็นต่างๆ แต่วันนี้พล.อ.ประวิตร ให้พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แจ้งว่าของดให้สัมภาษณ์ เพราะเพิ่งหายจากอาการป่วย

นอกจากนี้พล.อ.ประวิตร ยังได้สั่งเปลี่ยนจุดลงรถอย่างกะทันหัน จากเดิมจะลงหน้า อาคารอผศ. เพื่อเดินขึ้นห้องประชุม แต่ครั้งนี้สั่งให้รถไปจอดหน้าห้องประชุมชาตินักรบ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า เพื่อความสะดวกในการขึ้นอาคาร เนื่องจากพล.อ.ประวิตร ไม่สะดวกในการขึ้นบันได และต้องใช้ลิฟต์เพื่อขึ้นตรงถึงห้องประชุม

ผบ.ทบ.ยันไม่ได้จับตากลุ่มใด

เมื่อเวลา 12.30 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการคสช. กล่าวถึงความเคลื่อน ไหวทางการเมืองว่า เท่าที่ดูยังอยู่ในกรอบที่พอรับได้และไม่ละเมิดกฎหมายโดยตรง ดังนั้น ยังมีจุดที่เหมาะสมอยู่ เราก็ขอความร่วมมือกัน ส่วนการเคลื่อนไหวของนายทักษิณ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ นั้น รมว.ต่างประเทศชี้แจงไปแล้ว ต้องเป็นไปตามกระบวนการขั้นตอนที่เราร้องขอไป ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการ

เมื่อถามว่าได้จับตากลุ่มการเมืองต่างๆ หลังจากนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในวันที่ 4 ส.ค. นี้หรือไม่ ผบ.ทบ. กล่าวว่า คสช.ไม่ได้เพ่งเล็งกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เราพยายามประคับประคองสถานการณ์ความมั่นคงให้อยู่ในความเรียบร้อย ไม่จำเป็นต้องไปจับตากลุ่มใดเป็นพิเศษ เชื่อว่าทุกฝ่ายพยายามเดินตามกรอบเพื่อให้เกิดการเลือกตั้ง แต่ถ้ามีใครทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย และถึงขณะนี้ยังไม่มีการละเมิดกฎหมายและกติกา

ใช้กม.ปกติจัดการ”ธนาธร-พิชัย”

ส่วนที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่(อนค.) และนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความทำให้รัฐบาลและคสช.เสียหายนั้น ผบ.ทบ. กล่าวว่า “การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ทำได้แต่ต้องอยู่ในกรอบ หากวิจารณ์ผิดกฎหมาย ก็ต้องว่าตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งเราบังคับใช้กฎหมายปกติ พยายามไม่ใช้อำนาจพิเศษของรัฐดำเนินการ ขอย้ำว่าเราไม่ได้คุกคามใคร”

เมื่อถามว่าการแสดงความคิดเห็นต่าง ทำไมมองว่ากระทบต่อความมั่นคงโดยเฉพาะการแจ้งความเอาผิดเพจของพรรคอนค. ที่กล่าวหาถึงการดูดอดีตส.ส. เลขาธิการคสช. กล่าวว่า เราไม่ได้หมายความว่า การที่นายธนาธร พูดว่าดูดอดีตส.ส.แล้วบอกว่าผิด คงไม่ใช่ แต่การเอาสิ่งนี้ไปวิจารณ์ลงเฟซบุ๊กในแต่ละครั้ง คสช.มาวิเคราะห์ดูว่ามันผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้าผิดก็ต้องดำเนินการ

เมื่อถามว่าการวิจารณ์ดังกล่าวกระทบต่อความมั่นคงหรือไม่ ผบ.ทบ. กล่าวว่า ตนไม่ได้หมายความว่าผิดกฎหมายความมั่นคง แต่ผิดพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 116 ซึ่งสิ่งที่เขานำเรื่องเหล่านี้มาโพสต์ลงเฟซบุ๊กและขยายความต่อ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ก็ต้องว่าตามกฎหมายปกติ ส่วนที่นายนคร มาฉิม อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แฉถึงแผนการล้มรัฐบาลนายทักษิณและน.ส.ยิ่งลักษณ์นั้น ผบ.ทบ. กล่าวว่า ตนทราบเท่าที่สื่อทราบ ไม่ได้มีปัญหา ช่วงนี้การเมืองมีการเคลื่อนไหวในกรอบ ซึ่งทุกคนมีวิธีคิดและการเสนอ ที่แตกต่างกันออกไป สังคมจะเป็นผู้พิจารณาเอง

3 มิตรบุกอีสาน-ปัดปูทางการเมือง

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกกลุ่มสามมิตร เปิดเผยว่า ในวันนี้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่ม พร้อมด้วยนายภิรมย์ พลวิเศษ และตน ได้ลงพื้นที่จังหวัดทางภาคอีสาน ได้แก่ จ.ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และวันที่ 4 ส.ค. จะลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนและรับฟังปัญหาของกลุ่มเกษตรกร กลุ่มชาวนา ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น รวมถึงนักการเมือง อดีตส.ส.ในพื้นที่ และจะนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหา ส่วนที่มีข้อสังเกตว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มเพื่อปูทางการเมืองนั้น ยืนยันว่ากลุ่มเราเน้นแก้ไขปัญหา เรื่องการ เมืองเราไม่ได้คุยกันมากนักเพราะเป็นเรื่องที่แต่ละกลุ่มแต่ละพรรคจะว่ากันไป

โฆษกกลุ่มสามมิตร กล่าวว่า การลงพื้นที่ถูกมองว่าเราเอาเปรียบทางการเมือง อยากให้เปิดใจให้กว้าง ไม่ใช่เรื่องเอาเปรียบ เรามาหาชาวบ้าน รับฟังปัญหาแล้วหาทางช่วย การที่เรามีผู้นำชุมชนหรือท้องถิ่นมาพูดคุยก็จะทำให้ได้ข้อมูลปัญหาที่แท้จริงเพราะเขาใกล้ชิดชาวบ้านจริง ซึ่งรัฐบาลชุดนี้เมื่อเราสะท้อนปัญหาไปไม่นาน เขาก็เห็นความสำคัญเข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้

โหรสว.แจงทำนายดวง”ตู่”ไร้อคติ

นายบุญเลิศ ไพรินทร์ อดีตส.ว.ฉะเชิงเทรา ฉายาโหรส.ว. โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ชี้แจงคำทำนายเกี่ยวกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ตามที่มีสื่อมวลชนไปสัมภาษณ์ว่า ตนไม่มีอคติกับพล.อ.ประยุทธ์ เคยให้กำลังใจในการบริหารประเทศมาตลอด จะติติงบ้างก็ด้วยความเป็นห่วง ทั้งนี้ ตนได้กล่าวถึงดาวอังคารใกล้โลกที่สุดในรอบ 15 ปีในราศีมังกร ซึ่งเป็นราศีกัมมะหรือการงานของดวงเมืองและดวงโลก และเดินวิปริตถอยหลังอีกต่างหาก ซึ่งดาวอังคารดวงนี้ทับลัคนาหรือจุดกำเนิดของพล.อ.ประยุทธ์ จะส่งผลกระทบกับพล.อ. ประยุทธ์ เพราะราศีนี้ถูกบาปเคราะห์ราหูจร อาทิตย์จรและมฤตยู เดิมอยู่ในราศีกรกฎเล็งไปยังอังคารจรในราศีมังกร ยิ่งส่งกระแสร้ายร่วมกับอังคารเข้าไปอีก

โหรส.ว.ระบุว่า นอกจากนี้ทั้งอังคารจร อาทิตย์จร ราหูจรและมฤตยูเดิม ยังทำมุมร้ายร่วมกับมฤตยูจรในราศีเมษอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นดาวเสาร์ที่เป็นดาวประจำตัวและดาวประจำแหน่งของพล.อ.ประยุทธ์ จรอยู่ราศีธนู ในราศีวินาศกับพล.อ.ประยุทธ์ที่มีลัคนาในราศีมังกร ซึ่งนับว่าหนักหนาสาหัสสำหรับนายกฯในระยะนี้ แต่ที่ยังอยู่รอดปลอดภัยได้เพราะดาวพฤหัสบดีจรให้คุณอยู่ในราศีตุลย์ ซึ่งเป็นราศีการงานหรือตำแหน่งหน้าที่ของนายกฯ

แนะจัดเลือกตั้งก่อนต.ค.62

นายบุญเลิศระบุว่า ตนไม่ได้ทำนายลอยๆ ว่าถ้าไม่จัดให้มีการเลือกตั้งแล้วจะหลุดจากตำแหน่งตามที่คนทั่วไปเข้าใจเช่นนั้น แต่ทำนายว่าดาวประจำตัวและประจำตำแหน่งพล.อ.ประยุทธ์คือ ดาวเสาร์ขณะนี้จรอยู่ในราศีธนู เป็นวินาศกับคนที่มีลัคนาราศีมังกร คือพล.อ.ประยุทธ์ด้วย แล้วถูกอังคารจรเดินวิปริตทับลัคนาราศีมังกร รวมทั้งอาทิตย์จรราหูจรและมฤตยูเดิมและมฤตยูจรเล่นงานพล.อ.ประยุทธ์เต็มที่ ถือว่าตกอยู่ในอันตรายอย่างมากในเชิงโหราศาสตร์

โหรส.ว. กล่าวว่า ต้นเดือนต.ค.นี้ ดาวที่ให้คุณพล.อ.ประยุทธ์คือดาวพฤหัสบดี ที่ให้คุณในด้านการงานจะย้ายเข้าราศีพฤศจิก ก็ยังให้คุณอยู่เพราะเป็นราศีลาภะหรือลาภผล แต่พอต้นต.ค.2562 ดาวพฤหัสบดีจะย้ายเข้าราศีธนูเป็นวินาศร่วมกับเสาร์จร หมายความว่าจะไม่มีดาวดีช่วยนายกฯ อีกต่อไป

“ผมทำนายว่าถ้าอยากกลับมามีอำนาจอีก จะต้องจัดการเลือกตั้งก่อนเดือนต.ค.2562 ถ้าจัดการเลือกตั้งหลังเดือนต.ค.2562 จะไม่ได้กลับมามีอำนาจเหมือนเดิมอีกแล้วตามอิทธิพลของดวงดาว ทำนายตามดวงดาวโดยแท้ ไม่ใช่เดา ไม่ใช่เกลียดชัง ไม่ได้อยากให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อตัวเองจะได้ลง สมัครส.ส.อีก ทำนายเชิงแนะนำตามอิทธิพลของดวงดาวบนท้องฟ้าตามหลักวิชาโหรา ศาสตร์โดยแท้” นายบุญเลิศระบุ

น้องสุวัจน์โผล่เบิร์ธเดย์”มาร์ค”

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรค นายมารุต บุนนาค อดีตรองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยอดีตส.ส. ส.ก. และส.ข. รวมถึงสมาชิกพรรคจำนวนมาก ได้ร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ครบ 54 ปี ซึ่งบรรยากาศคึกคัก ทั้งนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.) ไม่ได้มาร่วมอวยพรแต่ให้ตัวแทนนำช่อดอกไม้มาอวยพรนายอภิสิทธิ์

นอกจากนี้ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ น้องชายของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรคชาติพัฒนา(ชพน.) และนายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตรมว.อุตสาหกรรม ในฐานะตัวแทนพรรคชาติพัฒนา นำแจกันดอกไม้มาร่วมอวยพรด้วยเช่นกัน

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกคนในความปรารถนาดี ตนอยากให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากปัญหาต่างๆ และเจริญก้าวหน้า ซึ่งตั้งความหวังไว้ว่าในปีนี้และปีหน้า จะมีหลายสิ่งที่นำประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าได้ หากมองตามโรดแม็ปก็คงมีเลือกตั้ง ซึ่งเราหวังว่าประชาชนจะไปใช้สิทธิเลือกคนมาทำหน้าที่ ทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไป

“พุทธิพงษ์-ณัฏฐพล”ยังอยู่ปชป.

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงกลุ่มสามมิตร ระบุนายสุรสิทธิ์ ตรีทอง อดีตส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ย้ายมาร่วมกลุ่มว่า นาย สุรสิทธิ์ลาออกจากพรรคตั้งแต่ปี 2554 แล้ว ซึ่งตนจำไม่ได้ว่าเขาลาออกไปอยู่พรรคใด ส่วนข่าวนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตส.ส.กทม. จะย้ายไปกลุ่มสามมิตรนั้น จากที่เคยคุยกันก่อนหน้านี้ ก็ไม่มีอะไร ทุกอย่างเรียบร้อยดี โดยนายพุทธิพงษ์รายงานให้ตนฟังว่าทำงานอะไรอยู่ และยังอยู่กับพรรค ส่วนนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตส.ส.กทม. ก็บอกกับตนว่าจะไม่ลงสมัครส.ส.ครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ตนยังมั่นใจว่าคนของพรรคได้ตกผลึกทางความคิดแล้ว ทั้งนี้ ยังไม่มีข่าวว่าจะมีอดีตส.ส.ของพรรคกี่คนที่จะย้ายไปอยู่กับกลุ่มสามมิตร

เมื่อถามว่าแกนนำกลุ่มสามมิตร ตั้งเป้าทาบทามอดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 12-13 คนไปอยู่ด้วย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนพอรับทราบความเคลื่อนไหวดังกล่าว โดยทุกคนต้องตัดสินใจเองว่าจุดยืน อุดมการณ์คืออะไร ซึ่งทุกคนที่อยู่กับพรรค พูดเสมอว่าการทำงานการเมืองด้วยอุดมการณ์เป็นสิ่งที่ยั่งยืนที่สุด แต่ถ้าไปยึดติดอยู่กับผลประโยชน์เฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ตำแหน่งหรืออะไรก็ตาม มันไม่ยั่งยืน

โวยพลังดูด-ทำการเมืองเสียหาย

เมื่อถามว่าอดีตส.ส.ของพรรคในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้บางส่วนเตรียมจะย้ายไปอยู่กับพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าพรรคไม่คิดว่าจะมีปัญหาในการหาคนมาลงสมัครแทนคนเหล่านั้น ซึ่งมีคนรุ่นใหม่และความคิดใหม่ๆ เข้ามาทำงานกับเราค่อนข้างมาก

“ส่วนการชิงตัวหรือการดูดคนไปนั้น เป็นเรื่องของนักการเมืองล้วนๆ ใครจะทำพรรคการเมืองก็มีสิทธิ์ที่จะทำ แต่ขอให้ใช้วิธีที่ถูกต้องชอบธรรม อย่าทำให้การเมืองเสียหาย ทั้งในเรื่องระบบและภาพลักษณ์ ถ้าคนมองว่านักการเมืองสนใจแต่เรื่องผลประโยชน์ การปฏิรูปการเมืองก็ไม่มีทางสำเร็จ เพราะประชาธิปไตยจะยั่งยืนได้ อยู่ที่ประชาชนมีศรัทธาต่อตัวระบบ ดังนั้น นักการเมืองในระบบจะต้องทำตัวให้เป็นที่ศรัทธา และเราก็หวังว่าประชาชนจะให้คำตอบในวันเลือกตั้ง” นายอภิสิทธิ์กล่าว

“นคร”แฉอีกพรรคหนุน”ตู่”ทุ่ม50ล.

ที่จ.พิษณุโลก นายนคร มาฉิม อดีตส.ส.พิษณุโลก ให้สัมภาษณ์หลังโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กถึงขบวนการล้มรัฐบาลทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ จนกลายเป็นประเด็นตอบโต้กันว่า หลังรัฐบาลนี้เข้ามาบริหารบ้านเมืองเข้าปีที่ 5 ใช้งบไป 20 ล้านล้านบาท บ้านเมืองมีแต่วิกฤต ชาวไร่ ชาวนา เกษตรชาวสวนเดือดร้อน ผู้ใช้แรงงานเดือดร้อนมาก

“มีพรรคหนึ่งที่ประกาศตัวสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ เสนอให้ผมสูงมาก ผมก็ไม่เคยว่า เงิน 50 ล้านบาทมันขนาดไหน แต่ผมประกาศว่าไม่สามารถทรยศอุดมการณ์ตัวเองได้ ถ้าเพื่อไทยมีอุดมการณ์ตรงกันเรามาร่วมกัน แต่ถ้าวันใดเพื่อไทยเปลี่ยนจากประชาธิปไตยไปจับมือกับทหารเราก็อยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน” นายนครกล่าว

ไม่มีใครดึงร่วมงาน-จ่อตั้งพรรคเอง

ส่วนที่ถูกมองว่าขายตัว ย้ายพรรคบ่อย นายนครกล่าวว่า ทำไมตนลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์เพราะบอยคอตการเลือกตั้ง ตนกลืนเลือดจริงๆ ถ้าไม่บอยคอตเลือกตั้งตนไม่ลาออก นั่นคือฟางเส้นสุดท้าย มีคนพูดว่าทรยศ เนรคุณ ไม่รู้บุญคุณ ขออนุญาตยกมือท่วมหัว พรรคใด รัฐมนตรีคนใด นักการเมืองคนใด ตนไม่เคยเหยียบย่ำ ไม่เนรคุณ ไม่เคยว่ากล่าวใส่ร้าย หากพรรคใดทรยศต่อประชาชน ทรยศต่อชาติประชาธิปไตยจะเป็นฝ่ายตรงข้ามกับตน ต้องแยกระหว่างบุญคุณส่วนตัวกับบุญคุณองค์กร ซึ่งองค์กรนั้นเหนือกว่า ประชาชนทั้งประเทศกับประชาธิปไตยทั้งระบบต้องเดินไปด้วยกัน แต่โครงสร้างของประเทศไทยกำลังเข้าสู่โครงสร้างเผด็จการ

นายนครกล่าวว่า มีประมาณ 5 พรรคที่ตนคุยด้วย ไม่รู้จะรับตนหรือไม่เพราะถูกฟ้องขณะนี้ ถ้าอุดมการณ์ตรงกันมาร่วมกัน ถ้าวันหนึ่งนายทักษิณไปจับมือกับพล.อ.ประยุทธ์ เราก็เป็นฝ่ายตรงข้ามกัน ได้พูดคุยกับผู้ใหญ่พรรคเพื่อไทยเอาไว้บ้าง เขาบอกว่ายังไม่รู้พรรคจะถูกยุบก่อนการเลือกตั้งหรือเปล่า ถ้าไม่มีคนรับเข้าพรรคตนจะชวนเพื่อนตั้งพรรคเล็กๆ ถ้าให้โอกาสจะไปสู้ร่วมแต่มีเงื่อนไขว่าจะไม่เปลี่ยนฝั่งประชาธิปไตยไปซูเอี๋ยกับเผด็จการ ตนประกาศจุดยืนไม่เอาพล.อ. ประยุทธ์เป็นนายกฯอยู่แล้ว

แกนนำ-มวลชนเตรียมรับ”จตุพร

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำนปช. กล่าวว่า ในวันที่ 4 ส.ค. ที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. จะได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เชื่อว่าแกนนำนปช.จะเดินทางไปรอรับและให้กำลังใจตามปกติ ยกเว้นตนที่ยังป่วยอยู่ โดยเป็นการพบแบบเรียบง่าย ไม่มีพิธีเอิกเกริก

ด้านนายวรชัย เหมะ อดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. กล่าวว่า ยืนยันว่าตนไปรับแน่นอน โดยจะนำอาหารทะเล และเครื่องดื่มไปฝาก ทราบว่าจะมีประชาชน ที่ยังเป็นห่วง มีความรักและเชื่อถือในตัวของนายจตุพร ไปรอรับเพื่อให้กำลังใจ แต่ไม่ทราบว่ามีใครบ้าง เพราะประชาชนเขานัดกันเอง ทางนปช.ไม่ได้ไปจัดตั้ง ดังนั้น คสช.อย่ากล่าวหาว่าเป็นการจัดกิจกรรมทางการเมือง เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล และหลังออกจากเรือนจำคาดว่านายจตุพร น่าจะกลับไปอยู่กับครอบครัว โดยไม่มีการทำกิจกรรมอะไรเป็นพิเศษ

เล็งพาเข้าวัดทำบุญสะเดาะเคราะห์

นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. กล่าวว่า เบื้องต้นแกนนำ นปช. อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการนปช. นางธิดา โตจิราการ ประธานที่ปรึกษา นายอารี ไกรนรา นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ รวมทั้งตนจะไปรอรับนายจตุพรตั้งแต่เช้า โดยเรือนจำแจ้งว่ามีกำหนดปล่อยตัวนายจตุพร ในเวลา 07.00 น. และเมื่อออกจากเรือนจำแล้ว คาดว่าน่าจะกลับไปใช้เวลาอยู่กับครอบครัวก่อน ขณะที่แกนนำนัดกันว่าจะหาวันพานายจตุพร เข้าวัดเพื่อทำบุญสะเดาะเคราะห์อีกครั้ง ทั้งนี้ คาดว่าจะมีมวลชนและแฟนคลับนาย จตุพร ไปรอต้อนรับและให้กำลังใจกันพอสมควรเนื่องจากตรงกับวันหยุด

“ขอฝากถึงผู้มีอำนาจว่าในวันดังกล่าวไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของกลุ่มคนที่มีความรัก ห่วงใยและคิดถึงนายจตุพร จึงไปรอต้อนรับ หากใครอยากจับตาก็จับกันไป แต่อย่ามาจับกุมก็แล้วกัน” นายก่อแก้วกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน