“บิ๊กตู่”นำ 12 รมต.ใหม่เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์วันนี้ รัฐบาล-คสช.ปรามกลุ่มต้านพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ยุติเคลื่อนไหว ไม่เช่นนั้นอาจเจอข้อหาก่อความไม่สงบ ยันอีกไม่มีนโยบายซิงเกิลเกตเวย์ นักศึกษาชูป้าย-พับนกหน้า หอศิลป์ จี้สนช.ทบทวนกฎหมาย กรธ.เตรียมปรับแก้กม.ลูกพรรคการเมือง-กกต. ลั่นไม่แตะหลักการที่วางไว้ ปชป.แนะแก้ม.44 ในกม.พรรค หวั่นบทลงโทษซื้อขายตำแหน่ง ไม่ครอบคลุมนายกฯ-รมต.คนนอก “ปู”ทอดผ้าป่าที่อุบลฯ ชาวนาเชียร์คัมแบ๊กนายกฯ โพลระบุประชาชนยังเชื่อมั่น”บิ๊กตู่” แต่ให้เร่งแก้ปัญหาปากท้อง-หนี้สิน ส่วนอีก 1 ปีตามโรดแม็ปหวังสร้างชาติมั่นคง-ปรองดอง

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

ครม.บิ๊กตู่ 4เดินหน้าทำงาน

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 19 ธ.ค. เวลา 17.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะนำคณะรัฐมนตรี(ครม.)ใหม่ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมาเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้นัดรัฐมนตรีใหม่ทั้ง 12 คนพร้อมกันที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ก่อนเวลา 15.00 น. เพื่อถ่ายภาพหมู่ของรัฐมนตรีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ขณะที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้จัดรถตู้ เพื่อให้นายกฯและรัฐมนตรีใหม่เดินทางไปเป็นคณะ โดยรถออกเดินทางจากหน้าตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เวลา 15.30 น.และเดินทางกลับเมื่อเสร็จพิธี ซึ่งรัฐมนตรีใหม่จะเริ่มทำงานทันทีในวันที่ 20 ธ.ค. ส่วนการปรับครม.ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์

รบ.เตือนกลุ่มต้านพรบ.คอมพ์

เมื่อเวลา 10.00 น. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่ในโซเชี่ยลมีเดียมีการ นัดชุมนุมทำกิจกรรม ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและลานหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ เพื่อแสดงสัญลักษณ์คัดค้านภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาผ่านร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. …ว่า รัฐบาลขอเตือนว่าการรวมตัวดังกล่าวอาจเข้าข่ายการสร้างความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในบ้านเมือง จึงขอให้ผู้ที่จะไปร่วมกิจกรรมไตร่ตรองให้รอบคอบ หรือยุติการเคลื่อนไหว

“ทางการมีมาตรการรองรับเป็นอย่างดีหากมีการเคลื่อนไหว ตั้งแต่การบันทึกภาพเป็นหลักฐานและดำเนินการตามหลักสากล โดยประชาชนทั่วไปที่หวังดีต่อบ้านเมืองสามารถถ่ายรูปส่งให้กับเจ้าหน้าที่ได้ ขอตั้งข้อสังเกตว่าผู้ที่ต่อต้าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เริ่มทำเกินขอบเขตที่เหมาะสม เพื่อหวังปลุกกระแสให้เกิดความวุ่นวายด้วยการละเมิดกฎหมาย และตั้งตัวเป็นนักเลงแฮ็กและล้วงข้อมูลเสียเองแล้ว” พล.ท.สรรเสริญกล่าว

โต้สตม.ถูกแฮ็ก-ไร้ซิงเกิลเกตเวย์

พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า ยืนยันว่ามีบุคคลบางกลุ่มพยายามที่จะแฮ็กข้อมูลของส่วนราชการจริง แม้จะทำไม่สำเร็จ นี่จึงเป็นตัวอย่างของภัยคุกคามที่จำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายคอมพิวเตอร์ ส่วนเว็บไซต์ของหน่วยงานที่สำคัญอย่างสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.)นั้นไม่ได้ถูกแฮ็กตามที่มีกระแสข่าว เนื่องจากเป็นระบบปิดที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต เช่นเดียวกับการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างสตม. กรมศุลกากร หน่วยงานความมั่นคง ท่าอากาศยาน และสายการบินต่างๆ ซึ่งกลุ่มผู้ไม่หวังดีและประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ ดังนั้นการกล่าว อ้างของกลุ่มแฮ็กเกอร์ว่าสามารถแฮ็กระบบของ สตม.ได้ จึงเป็นเพียงการสร้างข่าวความสับสนให้กับสังคม และลดทอนความน่าเชื่อถือของหน่วยงานราชการเท่านั้น

รัฐบาลขอเรียนชี้แจงอีกครั้งว่า ไม่มีนโยบายซิงเกิลเกตเวย์ เพราะเกตเวย์ของไทยมีการเชื่อมต่อข้อมูลอย่างมากมายมหาศาล การจะบังคับให้ทุกส่วน รวมถึงภาคเอกชนใช้รวมกันที่เดียวคงไม่สามารถทำได้ และยังขัดกับแนวทางที่รัฐบาลต้องการส่งเสริมเทคโนโลยีดิจิทัลทุกรูปแบบเพื่อก้าวไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 นอกจากนี้ การให้บริการทางเทคนิคจำเป็นต้องมีเกตเวย์สำรองไว้หลายๆ เส้น ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่อินเตอร์เน็ตจะล่มทั้งประเทศ

ยันไม่จำกัดการเข้าถึงเว็บไซต์

พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า กรณีการถูกจำกัดการเข้าถึงเว็บบางเว็บ โดยหลักสากลทุกประเทศจะมีข้อแนะนำกับประชาชนว่า เว็บใดเป็นเว็บที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศและประชาชน ส่วนการเข้าถึงเว็บต่างประเทศได้หรือไม่ได้นั้น ขึ้นอยู่กับท่ออินเตอร์เน็ตของผู้ให้บริการแต่ละราย ซึ่งทุกบริษัทจะดูแลลูกค้าของตนเป็นอย่างดี ไม่มีการจำกัดการเข้าถึงเว็บอย่างแน่นอน

สำหรับการตรวจสอบข้อมูลหรือปิดเว็บไซต์นั้น หากเป็นเรื่องที่กระทำผิดกฎหมาย ขัดต่อหลักศีลธรรม ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ และการพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลอาจขอดูการจราจรของข้อมูล (Traffic) เฉพาะเรื่องไป ไม่ใช่การรวมศูนย์มาอยู่ที่เดียว และการตัดสินใจของรัฐบาลไม่ได้เกิดโดยลำพัง แต่จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง 9 คน และการพิจารณาของศาลก่อนทุกกรณี ดังนั้น การที่จะเข้าไปควบคุมหรือดักจับข้อมูล ของประชาชนจึงไม่ใช่แนวทางของรัฐบาลอย่างแน่นอน

คสช.ปรามม็อบให้เคารพกม.

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคสช. กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายใหม่ เพราะปกติมีพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ.2550 บังคับใช้เป็นกฎหมายอยู่แล้ว เพียงแต่มีการปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัยมากขึ้น สำหรับการนัดรวมตัวกัน เพื่อแสดงสัญลักษณ์ต่างๆ นั้น จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กลล.รส.)ในพื้นที่ร่วมกันดูแลความเรียบร้อยอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินการตามขั้นตอน หากมีการรวมตัวกันก็ต้องห้ามปราม เพื่อระงับและยับยั้ง รวมถึงรับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้ แต่จะใช้สถานที่เพื่อชุมนุมนั้นไม่ได้ ซึ่งต้องขอความร่วมมือ เพราะกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านขั้นตอนตามกระบวนการจนมีผลบังคับใช้แล้ว ดังนั้นเราควรเคารพ

“การรวมตัวชุมนุมเพื่อแสดงสัญลักษณ์ต่างๆ ในช่วงเวลานี้ยังไม่เหมาะสม แต่การรวมตัวในครั้งนี้ไม่น่าจะมีประเด็นอะไรที่นำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อย แต่ต้องขอความร่วมมือว่าในเวลานี้ยังมีงานต่างๆ ที่สำคัญของบ้านเมือง” พ.อ.ปิยพงศ์กล่าว

นักศึกษาชูป้าย-พับนกค้าน

ต่อมาเวลา 15.20 น. ที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ มีประชาชนผู้ไม่เห็นด้วย และกลุ่มฟรีอินเตอร์เน็ตโซไซตี้ ออฟ ไทยแลนด์ (Free lnternet Society of Thailand (FlST)) เดินทางมาแสดงออกคัดค้านพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทั้งสิ้น 8 คน โดยการชูป้ายข้อความว่า Stop Internet Censorship, Free Internet, Jen. Prayuth is watching you. เป็นต้น พร้อมนำนกที่พับเป็นแผ่นกระดาษสีขาว ซึ่งบางตัวมีข้อความเขียนไว้ เช่น เสียงพวกเราไม่มีค่าเลยหรือ สวัสดีเกาหลีเหนือ 2 และประชาธิปไตย? มาโปรยวางไว้

น.ส.อ้อมทิพย์ เกิดผลานันท์ ตัวแทนกลุ่ม Free internet society Thailand (FIST) นิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 1 กล่าวว่า ความตั้งใจในการออกมาแสดงออก เนื่องจากคนในโซเชี่ยลมีเดียสามแสนกว่าคนลงชื่อไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ แต่กลับไม่ได้รับการใส่ใจจาก สนช.เลย ซึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้น ตนและเพื่อนจึงต้องการแสดงออกในพื้นที่สาธารณะนอกโซเชี่ยลมีเดียด้วย เพราะหลายคนกำลังรู้สึกว่าพื้นที่โซเชี่ยลมีเดียกำลังถูกคุกคามจากรัฐด้วยข้ออ้างความมั่นคง การออกมาครั้งนี้จึงเป็นรูปธรรมในการคัดค้าน เพื่อให้ สนช.ทบทวนยกเลิกพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐประหาร ปี 2557 มีการออกกฎหมายหลายฉบับที่ไม่ฟังเสียงประชาชนเลย

จี้สนช.ทบทวน-จ่านิวสังเกตการณ์

จากนั้นตัวแทนกลุ่มได้อ่านแถลงการณ์ ระบุว่า เรียน สนช. เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา สนช.ได้ลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ด้วยคะแนนเสียง 168 เสียงในสภา ทั้งที่ สนช.เองทราบว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้ 1.คลุมเครือ ให้อำนาจรัฐควบคุมอินเตอร์เน็ตอย่างไร้ขีดจำกัด 2.ใช้ปิดกั้นข้อมูลข่าวสารได้ อาจเป็นการแช่แข็งสังคมให้หยุดชะงัก 3.ให้อำนาจรัฐปิดกั้นการสื่อสาร เปิดโอกาสเจ้าหน้าที่รัฐเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล การแสดงออก และทำให้ธุรกรรมทางการเงินไม่ปลอดภัย และ 4.ล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของประชาชน

ที่สำคัญ สนช.ได้ให้ความเห็นร่างพ.ร.บ. นี้โดยไม่คำนึงถึงเสียงของประชาชนที่ลงชื่อคัดค้านกว่า 360,000 คน ประชาชนอยากรู้ว่า สนช.ทำเช่นนี้เพื่ออะไร แล้วใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากพ.ร.บ.ฉบับนี้ ทั้งนี้ เพื่อผลประโยชน์ของชาติและประชาชน จึงขอเรียกร้องให้ สนช.ทบทวนและยกเลิกการประกาศใช้พ.ร.บ.ดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแสดงกิจกรรมคัดค้านดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบ บก.น.6 ประมาณ 30 นาย คอยควบคุมความเรียบร้อยโดยไม่มีการจับกุมผู้ที่มาชุมนุมแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มนักศึกษาประชาธิปไตยศึกษาและกลุ่มพลเมืองโต้กลับ มาร่วมสังเกตการณ์ในการทำกิจกรรมครั้งนี้ด้วย ส่วนการนัดหมายที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พบว่าในเพจเฟซบุ๊ก มีการลบไปก่อนหน้านี้ จึงไม่มีการรวมตัวกันแต่อย่างใด

พลเมืองเน็ตโวยตำรวจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เช้าวันเดียวกัน เฟซบุ๊กเครือข่ายพลเมืองเน็ตได้โพสต์ข้อความระบุว่า 18 ธ.ค.2559 เวลา 10.15 น. มีผู้อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจของกลุ่มงานจราจร สถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์ (หมายเลขโทรศัพท์ 0-2226-2099) โทรศัพท์หาผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต เพื่อขอประสานการจัดที่จอดรถ เครื่องขยายเสียง และจุดอำนวยความสะดวก บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รวมถึงสอบถามว่าจะมีผู้ไปร่วมงานกี่คน

เท่าที่พูดคุยผู้ที่อ้างว่าเป็นตำรวจในสายเข้าใจว่าเครือข่ายพลเมืองเน็ต คือกลุ่มเดียวกับพลเมืองต่อต้าน Single Gateway : Thailand Internet Firewall #opsinglegateway ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวผิดพลาดในหลายเรื่อง เพราะเป็นคนละกลุ่มกัน และการนัดหมายทั้ง 2 จุดเครือข่ายพลเมืองเน็ตไม่ได้นัด และพลเมืองต่อต้าน Single Gateway ก็ชี้แจงว่าไม่ได้นัดเช่นกัน

จากกรณีนี้หากผู้ที่โทร.เข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.สำราญราษฎร์จริงดังที่อ้าง ทำให้สงสัยในงานข่าวของทางการว่ากรองมาแค่ไหน และประชาชนจะมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ได้อย่างไร ถ้าข้อมูลพื้นฐานอย่างกลุ่มไหนเป็นกลุ่มไหน ใครเป็นคนนัดหมาย ยังพลาดได้ขนาดนี้ ก็ห่วงว่าจะมีผู้บริสุทธิ์อีกเท่าไรที่จะตกเป็นเป้าหมายของหน่วยงานข่าวกรองและหน่วยงานความมั่นคง บนข้อมูลที่ผิดพลาดเหล่านี้

กรธ.จ่อทบทวนกม.พรรค-กกต.

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการทำงานของกรธ.ว่า หลังจากที่กรธ.ได้รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต.ไปแล้วนั้น หลังจากนี้กรธ.จะนำความเห็นที่พรรคการเมืองเสนอแนะและแสดงความห่วงใยต่อเนื้อหามาทบทวนเพื่อพิจารณาดูว่าจะสามารถปรับได้มากน้อยเพียงใด โดยจะเริ่มต้นจากพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองก่อน ซึ่งกรธ.จะพยายามดูเนื้อหาเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถปฏิบัติได้หรือไม่กระทบมากจนเกินไป อาทิ จำนวนสมาชิกพรรค กรอบเวลา รวมทั้งบทลงโทษเป็นต้น เพราะเราเข้าใจว่าพรรคขนาดใหญ่ พรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็ก มีความสามารถและข้อจำกัดแตกต่างกัน

“ยืนยันว่าการทบทวนจะไม่ให้กระทบต่อหลักการที่กรธ.ได้วางไว้ เพราะหลักการถูกกำหนดโดยกรอบของร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติไปแล้ว และการพิจารณา ของกรธ.ไม่มีความกังวลแต่อย่างใด เราพิจารณาตามหลักของเหตุผลและพยายามทำให้ดีที่สุด” นายชาติชายกล่าว

ปชป.แนะแก้มาตรา44

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นับว่าเป็นเรื่อง ดีที่ กรธ.เปิดใจกว้างรับฟังความเห็นจากพรรคการเมือง และอยากฝากให้กรธ.ดูเนื้อหาสาระมาตรา 44 ของกฎหมายพรรคการเมือง ด้วยว่าข้อห้ามไม่ให้พรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง หรือสมาชิกพรรค เรียกรับเงินเพื่อแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี หรือแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในหน่วยงานของรัฐนั้นควรอยู่ในกฎหมายพรรคการเมืองหรือควรอยู่ในกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการทุจริต

ส่วนคนที่ไม่อยู่ในพรรคการเมือง ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค เช่น นายกฯคนนอก รัฐมนตรีคนนอกซื้อขายตำแหน่งถือว่าไม่เป็นความผิดตาม มาตรา 44 ของกฎหมายพรรคการเมืองใช่หรือไม่ ที่ตนหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาฝากให้กรธ.ช่วยดูให้รอบคอบ เพราะผู้ฝ่าฝืนมาตรา 44 ต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 20 ปี จำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ซึ่งเป็นบทลงโทษที่รุนแรง จึงอยากให้กรธ.พิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ ครอบคลุมถึงผู้ที่ไม่อยู่ในพรรคการเมืองแต่ใช้อำนาจทางการเมือง เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วย เพื่อช่วยทำให้การเมืองไทยโปร่งใสมากขึ้น

“สมชัย”พอใจ 80%

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวถึงภาพรวมของร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ว่า โดยภาพรวมพอใจ 70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่มีประเด็นที่ยังไม่เห็นด้วยคือ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งน่าจะมีปัญหาในทางปฏิบัติตั้งแต่การหาคนมาปฏิบัติหน้าที่เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากมาทำ เพราะต้องไปอยู่ต่างจังหวัดถึง 2 เดือน ไม่คุ้มค่าที่จะไปทำงาน ส่วนที่บอกว่า กกต.จังหวัดถูกการเมืองแทรก แซงนั้น กกต.จังหวัดเป็นข้าราชการ อาจจะยังมีความเกรงใจ ไม่กล้าทุจริต แต่ผู้ตรวจการเลือกตั้งไม่ได้เป็นข้าราชการและรับเบี้ยเลี้ยงเพียงสองเดือนอาจรับผลประโยชน์จากนักการเมืองในพื้นที่ได้ไม่ยาก ส่วนกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ระบุว่ามีงบราชการลับให้กับ กกต.เพื่อทำเรื่องสืบสวนสอบสวนเพื่อให้มีประสิทธิภาพ ตนคิดว่างบประมาณเท่าที่มีอยู่ก็น่าจะเพียงพอแล้ว จึงไม่อยากให้มีการใช้งบราชการลับ เพราะไม่สามารถ พิสูจน์ความโปร่งใสในการใช้งบประมาณได้

“เรายังมีหน่วยงานราชการที่ใช้งบราชการลับไม่เพียงพออีกหรือ ผมอยากให้ กกต.เป็นต้นแบบสร้างความโปร่งใส ไม่อยากให้เป็นองค์กรดำมืดที่ตรวจสอบไม่ได้ โดยวันที่ 20 ธ.ค. กกต.จะมีการลงนามความร่วมมือกับสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ เพื่อเป็นองค์กรอิสระองค์กรแรกของประเทศในการเข้าร่วมโครงการ “open data” หรือการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ซึ่งเป็นการประกาศตัวเองว่าจะให้ความสำคัญกับการบริหารงาน โดยยึดหลักธรรมาภิบาล” นายสมชัยกล่าว

“คณิน”ยี้กกต.จว.-ผู้ตรวจฯ

นายคณิน บุญสุวรรณ ประธานคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ กรธ.และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ถกเถียงกันในประเด็นที่ว่าควรจะตั้งเป็น กกต.จังหวัดแบบเดิม หรือตั้งเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งตามร่างเบื้องต้นของ กรธ.ว่า ถ้ามองในแง่อำนาจหน้าที่ของ กกต.ตามหลักสากล ถือว่าทั้ง กกต.จังหวัดและผู้ตรวจการเลือกตั้งไม่ตอบโจทย์ เพราะล้วนถูกวางตัวให้มุ่งแต่การจับผิดเรื่องทุจริตเลือกตั้งเป็นสำคัญ ทำให้เป้าหมายอย่างอื่นที่สำคัญกว่าเป็นต้นว่าการเผยแพร่ให้ความรู้ความเข้าใจ การอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ตลอดจนความเป็นอิสระและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองและอื่นๆ ถูกมองข้ามไป

บางประเทศมี กกต.เพียงคนเดียว ดูแลการเลือกตั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งนับสิบนับร้อยล้านคน ทำไมเขาถึงทำได้เรียบร้อยและผลก็เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพราะเขาไม่ได้คิดว่า กกต.เป็นศาล ตำรวจหรือพระเอก แล้วมองว่านักการเมืองเป็นอาชญากร และประชาชนเป็นคนโง่ซ้ำเห็นแก่เงินเหมือนอย่างบ้านเรา กกต.ประเทศเขาก็ไม่ได้มีข้าราชการประจำเป็นพันๆ คนเหมือนบ้านเรา พอถึงเวลาเลือกตั้งเขาก็สั่งให้ข้าราชการทั้งประเทศช่วยดูแลเป็นหูเป็นตาแทน กกต. และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ กกต.จังหวัด หรือผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดเลย

โพลระบุชาวบ้านยังเชื่อมั่นบิ๊กตู่

วันเดียวกันสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “โพลโรดแม็ปการเมือง เลือกตั้งปีหน้า” โดยสำรวจจากกรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวน 1,241 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 12-17 ธ.ค.ที่ผ่านมา เมื่อถามเกี่ยวกับความกังวลต่อปัญหาอะไรมากที่สุด ระหว่างปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ หรือปัญหาสังคม พบว่า ประชาชนจำนวนมากหรือร้อยละ 46.3 ยังคงกังวลทุกปัญหา ทั้งปัญหาการเมือง เศรษฐกิจและสังคม รองลงมาคือร้อยละ 22.2 กังวลปัญหาเศรษฐกิจมากที่สุด ร้อยละ 17.4 กังวลปัญหาการเมืองมากที่สุด และร้อยละ 14.1 กังวลปัญหาสังคมมากที่สุด

ส่วนความเชื่อมั่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.5 ยังคงเชื่อมั่นพล.อ.ประยุทธ์ ว่าพยายามแก้ปัญหาชาติจริงจัง และร้อยละ 27.5 ไม่เชื่อมั่น นอกจากนั้นส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.8 ยังเห็นว่ารัฐบาลควรทำตามโรดแม็ปการเมือง เลือกตั้งปี 2560 ส่วนร้อยละ 22.2 เห็นว่าไม่ควรทำตามโรดแม็ป

แนะแก้ปัญหาปากท้อง-หนี้สิน

นายณัฐพล แย้มฉิม ประธานดำเนินงานสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) เปิดเผยถึงความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “ประชาชนอยากให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำอะไร? ใน 1 ปีข้างหน้า” โดยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศ 1,131 คน ระหว่างวันที่ 12-16 ธ.ค. พบว่า ผลงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ประชาชนชื่นชอบ อันดับ 1 การดูแลความสงบเรียบร้อย จัดระเบียบสังคม 84.62% อันดับ 2 การปราบปรามยาเสพติดและการทุจริตคอร์รัปชั่น 82.23% อันดับ 3 มาตรการลดหย่อนภาษี ช็อปช่วยชาติ กระตุ้นการท่องเที่ยว 71.35% อันดับ 4 การพัฒนาระบบคมนาคม ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน 70.82% อันดับ 5 ขึ้นทะเบียนชาวนาและผู้มีรายได้น้อย 64.72%

ผลงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ประชาชนเห็นว่าควรเร่งทำโดยด่วน อันดับ 1 แก้ปัญหาปากท้อง รายได้ หนี้สินของประชาชน 87.27% อันดับ 2 กระตุ้นเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน 79.84% อันดับ 3 ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน เป็นหนี้ ไม่ที่ทำกิน ราคาผลผลิตตกต่ำ 77.98% อันดับ 4 การร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก 68.17% อันดับ 5 แก้ปัญหาคนตกงาน ว่างงาน ช่วยเหลือให้คนมีงานทำ 61.40%

เหลือเวลาอีก 1 ปี ตามโรดแม็ป ประชาชนเห็นว่างานที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ควรทำ คืออันดับ 1 เร่งสร้างประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน 86.74% อันดับ 2 ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 73.75% อันดับ 3 การสร้างความสามัคคี ปรองดองของคนในชาติ 72.68% อันดับ 4 วางแนวทางการจัดการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใสยุติธรรม 65.78% อันดับ 5 ใช้อำนาจตามมาตรา 44 แก้ปัญหาที่สำคัญของบ้านเมือง 59.15%

ชาวนาเชียร์”ปู”คัมแบ๊กนายก

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยอดีต ส.ส.ภาคอีสาน พรรคเพื่อไทย อาทิ นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี เป็นต้น ร่วมทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคี และปลูกต้นพะยูง กับพี่น้องประชาชนที่วัดโคกชำแระ อ.ทุ่งศรีอุดม จ.อุบลราชธานี โดยมีประชามาต้อนรับพร้อมขอถ่ายภาพร่วมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์จำนวนมาก

ทั้งนี้ มีประชาชนและชาวนาในพื้นที่นำข้าวสารหอมมะลิ ข้าวไรซ์เมอรี่ ข้าวหลาม ข้าวต้มมัดและข้าวจี่ มามอบให้เป็นของฝากกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพื่อเป็นการขอบคุณถึงน้ำใจที่ช่วยชาวนาซื้อข้าวในช่วงที่ผ่านมา พร้อมเรียกร้องให้กลับมาเป็นนายกฯ เพื่อบริหารประเทศอีกครั้ง เพื่อหวังว่าราคาข้าวจะดีขึ้นเหมือนเมื่อครั้งมีโครงการรับจำนำข้าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน