“ศรีวราห์” รุดสอบเอง! ลูกน้องปลัดซัด 2มอญฆ่าหมีขอ ชี้ยากกว่า “คดีเสือดำ”

อส.ลูกน้องปลัดสารภาพอ้างเอาปืนไปให้ 2 ชาวมอญ คนงานและ ผู้ดูแลสำนักสงฆ์ไปยิง หมีขอ ห่างจากจุดตั้งแคมป์ 2 ก.ม. สักพักนำอุ้งตีนหมีมาใส่รถ ส่วนตนเองกับปลัด และพวกที่เหลือไม่ได้ไปร่วมยิงด้วย ขณะที่ “ศรีวราห์” รุดตรวจความคืบหน้าคดี สอบปากคำผู้ต้องหาเอง พร้อมจับเพิ่มอีก 1 เป็นลุงปลัด รวมทั้งหมด 12 คน

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่สภ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เดินทางมาตรวจความคืบหน้าคดี นายวัชรชัย หรือ ปลัดแมน สมีรักษ์ ปลัดฝ่ายป้องกัน อ.ด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี กับพวกรวม 11 คน ถูกจับกุมดำเนินคดีล่าหมีขอ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติไทรโยค โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว นายสมเกียรติ เพ็งนาเรนทร์ มีภูมิลำเนาอยู่ อ.บ้านคา จ.ราชบุรี มีศักดิ์เป็นลุงนายวัชรชัย ผู้ต้องหาคนที่ 12 ภายหลังมีพยานหลักฐานระบุว่าอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย และอาศัยช่วงชุลมุนหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่อุทยาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานสอบสวนเรียกผู้ต้องหาทั้งหมดที่ได้ประกันตัวในชั้นศาลมาสอบปากคำเพิ่มเติม โดย พล.ต.อ. ศรีวราห์ร่วมสอบปากคำด้วย จากการสอบ สวนนายอนุสรณ์ เรือนงาน หรืออส.ออย อาสาสมัครรักษาดินแดน อ.ด่านมะขามเตี้ย หนึ่งในผู้ต้องหารับสารภาพว่านำอาวุธปืนลูกกรด .22 ติดกล้องพร้อมเครื่องเก็บเสียง เป็นปืนของพี่ชายไปให้นายตาต้า ชาวมอญ ผู้ดูแลสำนักสงฆ์เต่าดำ นำไปยิงหมีขอ

นายอนุสรณ์ ให้การว่านายตาต้าไปกับนายจิระ ชาวมอญด้วยกัน เป็นคนงานภายในสำนักสงฆ์ จุดที่ยิงหมีขอห่างจากสำนักสงฆ์ประมาณ 2 ก.ม. แต่ตน และนายวัชรชัย หรือปลัดแมนไม่ได้ไปด้วย จากนั้นนายจิระนำ อุ้งตีนหมีขอ 4 อัน มาใส่ไว้ในรถของตน แต่ชิ้นส่วนอื่นๆ ไม่ทราบ ส่วนอาวุธปืนที่นำเข้า ไปในเขตอุทยาน เพื่อเอาไปยิงแก้บน

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบค้นหาวัตถุพยานเพิ่มเติมบริเวณศาลเจ้าพ่อเขาพลู ภายในอุทยานฯ ไทรโยค พบหัวกระสุนปืนขนาด 9 ม.ม. 1 หัว พบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 2 ปลอก มีสภาพเก่า โดยเบื้องต้นคาดว่าไม่เกี่ยวกับคดีล่าหมีขอ แต่จากการตรวจสอบทราบว่าบริเวณ ดังกล่าวมีผู้นำปืนมายิงแก้บนบ่อยครั้ง ส่วนวัตถุพยานในคดีล่าหมีขอนั้น เจ้าหน้าที่ยังคงค้นหาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ไทรโยค นำของกลางซากอุ้งตีนหมีขอ 4 อัน ฟันกรามล่าง เศษกระดูก เศษเนื้อ ขนสัตว์ป่าสีดำ มีดพร้า มีดทำครัว หม้อ และเขียง ส่งมอบให้นาง กนิตา อุ่ยถาวร หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการ นิติ วิทยาศาสตร์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ


นางกนิตา กล่าวว่า ตั้งโจทย์ 2 คำถาม คือ 1.ซากสัตว์ป่าที่พบเป็นสัตว์ป่าชนิดไหน และเป็นสัตว์ป่าตามพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครอง พ.ศ.2535 หรือไม่ 2.การตรวจดีเอ็นเอซากสัตว์ป่า และวัตถุพยาน เป็นสัตว์ป่าตัวเดียวกันหรือไม่ ห้องปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์สัตว์ป่าของกรมอุทยานฯ มีพันธุกรรมของหมีขออยู่แล้ว โดยปกติของการตรวจดีเอ็นเอซากสัตว์ป่า จะรู้ผล 1-2 สัปดาห์ แต่เนื่องจากคดีนี้มีวัตถุพยานที่ต้องนำผลการตรวจมาเชื่อมโยงกัน จึงคาดว่าไม่เกิน 1 เดือนจะรู้คำตอบทั้งหมด ว่าเป็นสัตว์ป่าชนิดไหน และเป็นตัวเดียวกันหรือไม่

นางกนิตา กล่าวต่อว่าจากการตรวจสอบทางกายภาพซากอุ้งตีนสัตว์ พบมีลักษณะอยู่ในกลุ่มชะมดและอีเห็น แต่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่ม เป็นสัตว์ป่าที่โตเต็มวัย เข้าเค้าว่าจะเป็นหมีขอ แต่ยังไม่อยากฟันธง ซากอุ้งตีนถูกเผาและถอนขน มีลักษณะนำไปต้มหรือลวกจากน้ำร้อนจนทำให้เนื้อสุกแล้ว และสับเป็นชิ้น อาจจะนำไปประกอบอาหาร สำหรับการตรวจดีเอ็นเอของเนื้อที่สุกแล้วก็ไม่ใช่ปัญหา สามารถตรวจสอบได้ เพราะซากมีความสมบูรณ์ สด ไม่เน่าเปื่อย ส่วนการตรวจดีเอ็นเอมนุษย์ เช่น รอยนิ้วมือตามด้ามมีด หรือเขียงนั้น เป็นหน้าที่ของตำรวจ

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการสอบปากคำนายอนุสรณ์ หรือ อส.ออย ลูกน้องปลัด ยอมเปิดปากสารภาพว่าร่วมกับนายตาต้าและนายจิระ เป็นผู้ดูแลสำนักสงฆ์ นำปืนยาวออกไปล่าหมีขอจริง แต่ตนเองไม่ได้ยิง คนยิงคือนายตาต้า ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ยิงนั้น ขอยืมมาจากพี่ชาย หลังยิงหมีขอแล้ว นำซากมาชำแหละที่ริมลำห้วยข้างที่พัก โดยนายตาต้ากับนาย จิระร่วมกันแล่หมี จากนั้นนำเนื้อหมีไปปรุงอาหาร แต่ตนไม่ได้กินด้วย จากนั้น พล.ต.อ. ศรีวราห์ สั่งการให้เร่งติดตามตัวนายตาต้า และนายจิระ ตามที่นายอนุสรณ์ให้การซัด ทอดมาสอบสวน

พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า ยอมรับว่าคดีหมีขอยากกว่าคดีเสือดำทุ่งใหญ่ เนื่องจากคดีหมียังไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่กรณีเสือดำพบรอยกระสุนปืน จึงชี้ได้ชัดเจนว่าเสือดำถูกยิง แต่กรณีหมีขอยังไม่มีหลักฐานส่วนนี้ มีเพียงขาหมี 4 ขาเท่านั้น การรวบรวมพยานหลักฐานจึงค่อนข้างล่าช้า ต้องหาพยานหลักฐานมาให้มากขึ้น โดยกำชับพนักงานสอบสวนให้ทำคดีอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด