“ลุงหยี” เลี้ยงหมาจร 500 ตัว วอนรัฐยกเว้นค่าขึ้นทะเบียน ก่อนเจอค่าปรับทะลุ 12 ล้าน

ลุงหยี หมา ขึ้นทะเบียน แมว

“ลุงหยี” เลี้ยงหมาจร 500 ตัว วอนรัฐยกเว้นค่าขึ้นทะเบียน ก่อนเจอค่าปรับทะลุ 12 ล้าน

จากกรณี คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อป้องกันปัญหาการทอดทิ้งสัตว์ในที่สาธารณะ และเป็นการป้องกันการทารุณกรรม และการจัดสวัสดิภาพสัตว์ โดยเจ้าของต้องดูแลสัตว์ จึงต้องนำไปขึ้นทะเบียน โดยมีค่าใช้จ่ายดังนี้คือ ค่าคำร้องขอขึ้นทะเบียนฉบับละ 50 บาท ค่าสมุดประจำตัวสัตว์ 100 บาท ค่าเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ ตัวละ 300 บาท หากเจ้าของไม่ดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ เจ้าพนักงานท้องถิ่นของรัฐ มีอำนาจเปรียบเทียบปรับไม่เกิน 25,000 บาท นั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 11 ต.ค. ที่ ซอย ศาลาธรรมมศพน์ 34 แขวงศาลาธรรมมศพน์ เขตทวีวัฒนา กทม. ‘ ข่าวสดออนไลน์ ‘ ได้ลงพื้นที่ ไปสัมภาษณ์ พ.อ.อ.พิสิษฐ์ คำคม หรือ ลุงหยี ที่เลี้ยงสุนัขและแมวจรจัดกว่า 500 ตัว ได้รับความเดือดร้อนหรือไม่ หลังจาก คณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง

พ.อ.อ.พิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนมีอาชีพเป็นทหารอากาศ ช่วงใกล้จะเกษียณอายุ ก็มีสุนัข และ แมวจรจัด มาทิ้งไว้หน้าบ้านของตนประมาณ 6-7 ตัว ตนรู้สึกสงสาร จึงได้ตัดสินใจเลี้ยงไว้ที่บ้าน พอนานเข้า ก็มีคนเอาทั้งสุนัข แบะ แมวจรจัด ใส่กรง ใส่กระสอบ มาทิ้งไว้ที่หน้าบ้านอีกหลายตัว บางตัวพิการ บางตัวตาบอด ตนก็นำมาเลี้ยงอีก เป็นแบบนี้มาตลอดกว่า 20 ปีแล้ว ตนคาดว่า บุคคลที่นำมาเลี้ยงน่าจะเห็นว่า ตนเป็นคนรักสัตว์ เมื่อมีสัตว์มาถูกทิ้งไว้บริเวณหน้าบ้าน ก็จะนำมาเลี้ยงตลอด

พ.อ.อ.พิสิษฐ์ กล่าวอีกว่า หากตนจะทำเป็นไม่สนใจ ตนก็ทำไม่ได้ เนื่องจาก สัตว์เองก็มีชีวิตจิตใจ ตนรู้สึกเวทนา จึงรับเลี้ยงมาตลอด จนทำให้ภรรยา และ ลูกทั้ง 4 คน ต้องย้ายบ้านหนี เพราะ รับไม่ได้ ที่ตนเลี้ยงสัตว์เยอะ ซึ่ง ตนเองก็ยอมรับได้ เพราะคิดว่า อาจจะเป็นเวรกรรมของสัตว์เลี้ยง ที่เกิดมาแล้วไม่มีคนดูแล หรือในชาตินี้ ตนอาจจะมีบุญ ที่ได้เกิดเป็นคน เมื่อมีแรงที่จะสามารถช่วยเหลือสัตว์ได้ ตนก็อยากจะช่วย ความสุขของสัตว์ คือการได้กินอิ่ม นอนหลับ เมื่อสัตว์มีความสุข ตนก็สบายใจ ตนคิดแบบนี้มาตลอด

พ.อ.อ.พิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า จนตอนนี้ รวมจำนวนของสุนัข และ แมว จรจัด ที่ตนเลี้ยงนั้น ก็ประมาณ 500 ตัว ตนจึงต้องย้ายจากบ้านหลังเดิม มาสร้างคอกสัตว์เลี้ยงไว้ในพื้นที่ของตนเอง ซึ่ง บริเวณโดยรอบเป็นบ้านของญาติ เพื่อจะได้ไม่สร้างความเดือดนร้อนให้คนรอบข้าง ภายหลัง แม้กระทั่งตนย้ายบ้านหนีออกมา ก็ยังคงมีคนนำสัตว์มาทิ้งไว้หน้าปากซอยบ้าน เพราะ ทราบดี ว่าตนจะต้องเดินออกมาทิ้งขยะด้านหน้า นอกจากนี้ บางคน ยังติดต่อตนมาทางโทรศัพท์วอนขอให้ตนช่วยนำทั้ง แมว และ สุนัข ไปเลี้ยง ตนจึงปฏิเสธไป แต่ไม่เคยเป็นผล เพราะสุดท้ายแล้ว ก็ยังคงมีคนนำสัตว์เลี้ยงมาทิ้งไว้ที่หน้าบ้านตนอยู่ดี ไม่ใช่เพียงแค่ สุนัข และ แมว เท่านั้น ยังมีหมูหัน ที่หนีจากโรงฆ่าสัตว์มาอยู่ที่หน้าบ้านตนอีกด้วย

ลุงหยี กล่าวอีกว่า เมื่อทราบว่า ครม. จะให้ขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง ตัวละ 450 บาท ตนจะได้รับผลกระทบ และเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เพราะ ตนมีหลายร้อยชีวิตมาก หากจะให้มาขึ้นทุกตัว ก็คงสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว จึงอยากให้มีการละเว้น หากเลี้ยงสุนัข และ แมวจรจัด ที่อยู่ในพื้นที่ อยู่ในการควบคุมดูแลของเจ้าของ ไม่ปล่อยให้ไปสร้างความเดือดร้อน ก็ควรพิจารณา เพราะทุกวันนี้ ตนนั้นเป็นคนดูแลทั้งสุนัข และ แมวจรจัด คนเดียวทั้งหมด ให้สัตว์แพทย์ มาฉีดยาพิษสุนัขบ้าให้ และฉีดวัคซีน ตามที่แพทย์แนะนำ สัตว์เลี้ยงบางตัวที่เจ้าของนำมาทิ้งไว้ ก็พิการ ติดเชื้อ ตนก็ต้องรักษาให้หาย

ลุงหยี กล่าวต่อว่า ส่วนค่าใช้จ่ายนั้น จนเป็นออกเองทั้งหมด ในบางครั้ง สัตว์แพทย์ก็ไม่เอาเงิน เนื่องจาก อยากร่วมทำบุญด้วย นอกจากนี้ก็ให้ข้าว วันหนึ่ง ทั้งสุนัขและ แมว จะต้องให้ข้าว ผสมข้าวให้ วันละ 50 กิโลกรัม ไก่ 15 กิโลกรัม และอาหารเม็ดอีก 20 กิโลกรัม ส่วนกรงสัตว์ ตนก็ได้ให้ คนที่รู้จักมาช่วยทำกรงเหล็กให้ และ ทำตาข่าย เพื่อไม่ให้ยุงกัดด้วย นอกจากนี้ ตนยังเป็นคน อาบน้ำ และ ล้างกรงสัตว์ เพื่อให้สะอาดอีกด้วย

พ.อ.อ.พิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนทำคนเดียวไม่ได้มีใครมาบริจาคเงินให้เยอะเพราะไม่ใช่มูลนิธิ ส่วนใหญ่ค่าใช้จ่ายต่อเดือน ก็ตกเดือนละประมาณ 50,000 บาท อาศัยเงินบำเน็ญที่ได้ เมื่อไม่พอ ก็ไปกู้เงินมาบ้าง บางครั้ง จะต้องไปติดเงินค่าข้าวสาร ไว้ก่อน เพราะเงินไม่พอ แต่ยังโชคดี ที่เจ้าของเข้าใจ ว่าเรามีภาระเยอะ บางครั้ง เขาก็ทำบุญกับเราบ้าง แต่บางครั้ง ก็มีคนต่อว่าตนบ้าง ว่า “ เลี้ยงสัตว์ จนไม่มีจะกิน” ก็มี ตนจะ เลิกก็เลิกไม่ได้เพราะมีคนมาทิ้งสัตว์เลี้ยงอยู่ตลอด ทุกคนอยากมีชีวิตบ้านปลายที่สุขสบายแต่สำหรับตนมันไม่ใช่ ตอนมีภาระที่ต้องดูแลหลายร้อยชีวิต

พ.อ.อ.พิสิษฐ์ กล่าวอีกว่า ตนก็จะต้องเป็นคนดูแลจนวันสุดท้ายของชีวิต ซึ่งหลังจากนี้ ตนก็ได้มีพูดคุยกับคนที่ดูแลคนต่อไปไว้แล้ว เพราะหากไม่มีคนดูแล ตนคงจะไม่สบายใจ และนอนตายตาไม่หลับเพราะยังคงเป็นห่วงอยู่ ตนจึงอยากฝากถึงเจ้าของสัตว์เลี้ยงว่า หากจะนำมาเลี้ยงก็อยากให้ดูแลไปตลอด อย่านำเขามาทิ้งไว้เพราะสัตว์เลี้ยงจะติดเจ้าของมาก เมื่อเจ้าของไม่อยู่และสัตว์เลี้ยงต้องมาอยู่ที่อื่น บางตัวก็ไม่ยอมกินข้าว บางตัวตรอมใจตาย เพราะคิดถึงเจ้าของ จึงอยากให้ทุกคนให้ความสำคัญ ดูแล และรักสัตว์เลี้ยงของตนเอง เพราะ พวกมันเองก็มีจิตใจ

ด้าน พี่นิด ชาวบ้านที่เข้ามาช่วย พ.อ.อ.พิสิษฐ์ เลี้ยงสัตว์ กล่าวว่า ตนเป็นคนในพื้นที่และทราบว่า พ.อ.อ.พิสิษฐ์ เลี้ยงสัตว์จรจัดไว้หลายตัว ในบางวันเมื่อมีเวลาว่างก็จะแวะมาให้อาหารและล้างกรงสัตว์ พร้อมกับซื้อข้าวเข้ามาให้ พ.อ.อ.พิสิษฐ์ เพราะรู้สึกสงสาร และอยากช่วยเหลือสัตว์ เมื่อทราบว่า ครม. จะให้ขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง ตอนคิดว่าสำหรับคนที่เลี้ยงสัตว์จรจัดหลายตัวต้องเดือดร้อน จึงอยากให้มีการละเว้น หากจะมีการขึ้นทะเบียนจริงอยากให้ทางเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบสถานที่เลี้ยงของคนที่เลี้ยงสัตว์จรจัดจำนวนมาก ว่า มีความเดือดร้อนมากแค่ไหน หากคนที่จ่ายไหว ก็จ่าย แต่หากจ่ายไม่ไหว อยากให้มีการละเว้น เข่น กรณีของ พ.อ.อ.พิสิษฐ์ เป็นต้น

บทความก่อนหน้านี้รองปลัด ยธ. ชี้ ประพฤติรุนแรง แค่ ฮอร์โมนเปลี่ยน -ไม่ควรนำเข้ากระบวนการยุติธรรม
บทความถัดไปโรนัลโด โล่ง! ทนายโต้เอกสารคดีข่มขืนเป็นของปลอม