เพจ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ร้อน แห่กดไลก์-วิพากษ์วิจารณ์เดือด “บิ๊กตู่” ขอบคุณผู้คนสนใจ ส่วนใหญ่เขียนเอาสนุก เพื่อไทยเย้ยระวังโดนถล่มจนไปไม่รอด จี้แก้คำสั่งคสช.13/2561 ให้พรรคการเมืองสื่อสารกับประชาชนผ่านโซเชี่ยลด้วย
อนาคตใหม่ดักคอทีมแอดมินเพจอย่าชงแต่ความเห็นชื่นชมให้นายกฯอ่าน อุตตมนำ 2 รมต.พปชร.ลุยพบเครือข่ายประชาชนตลาดน้ำคลองลัดมะยม ระบุเตรียมลงพื้นที่ทุกวันหยุด “สนธิรัตน์” ยันไม่ใช้ตำแหน่งเอาเปรียบ ใคร เพื่อไทยจี้คสช.-กกต.จับตา “มาร์ค” เดินสายหาเสียงชิงหัวหน้าปชป. ฉวยจังหวะหาเสียงเลือกตั้งส.ส. ขัดคำสั่งคสช.ชุมนุมเกิน 5 คน
เฟซบุ๊ก”ประยุทธ์”มาแรง
เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดตัวเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการชื่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha, ไอจี “Prayut Chan-o-cha” และทวิตเตอร์ “Prayut Chan-o-cha” พร้อมทั้งเปิดเว็บไซต์ส่วนตัว www.prayutchan- o-cha.com เมื่อช่วงเย็นวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อสื่อสารตรงกับประชาชน พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาในระยะเวลา 4 ปี
ปรากฏว่า ช่วงบ่ายวันที่ 15 ต.ค. ที่เพจเฟซบุ๊กดังกล่าว มีผู้เข้าไปกดไลก์บนหน้าเพจเฟซบุ๊กแล้วกว่า 50,000 ไลก์ มียอดคนติดตามหรือ Follow กว่า 54,000 ฟอลโลว์ และช่วงเย็นเฟซบุ๊กพล.อ.ประยุทธ์ ได้โพสต์ข้อความสื่อสารกับประชาชนว่า “ผมเปิด เฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อเป็นอีกช่องทางการสื่อ สารนโยบาย การทำงาน และเป็นช่องทางที่ผมและพี่น้องประชาชนเข้าถึงกันได้ดียิ่งขึ้น หากท่านมีข้อเสนอแนะ ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือต้องการให้ผมไปดูแล แก้ปัญหา เขียนเล่าสู่กันฟังได้ครับ” ซึ่งมีประชาชนเข้าไปกดส่งต่อภาพและข้อความถึงหลักหมื่น พร้อมแสดงความคิดเห็นในเชิงบวกและลบทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการบริหารงานของพล.อ.ประยุทธ์ รวมถึงแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จำนวนมาก
ต่อมาเวลา 18.50 น. เพจเฟชบุ๊ก ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha ได้โพสต์ข้อความว่า ขอบคุณทุกคนมากที่ให้ความสนใจในการที่ผมเปิดเฟซบุ๊ก เห็นคนเขียนมาหามากมาย ผมดูแล้วส่วนใหญ่จะมาเขียนเอาสนุก ทั้งชอบทั้งไม่ชอบ เป็นเรื่องปกติ ผมเปิดเฟซบุ๊กเพราะต้องการทราบปัญหาของพี่น้องประชาชน ผมจะได้หาแนวทางให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงไปดูและแก้ปัญหา ตอนนี้หากใครมีปัญหา หรือข้อแนะนำอะไรลองเข้าเว็บไซต์ของผม ผมมีทีมงานช่วยเอาข้อมูลมาให้ผมดูโดยตรง อาจจะตอบช้าบ้าง แต่ยังไงผมก็จะพยายามติดตามอ่านให้ได้มากที่สุด
“ไก่อู”เมินโซเชี่ยลฉะนายกฯ
พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ เปิดช่องทางสื่อออนไลน์ที่เป็นทางการของตัวเอง โดยบางฝ่ายมองว่าเป็นการเตรียมหาเสียงออนไลน์หรือไม่ ว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์กันได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลง พื้นที่ตรวจราชการในกรุงเทพฯ ก็หาว่าเป็น การหาเสียง ลงพื้นที่ต่างจังหวัดก็บอกว่า หาเสียง อีกทั้งในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรนอกสถานที่ก็หาว่ารุกหนัก หาเสียง และเมื่อเปิดเฟซบุ๊กถูกมองว่าเป็นการหาเสียงอีก แต่หากไม่มีการติดต่อกับประชาชนเลยก็กลายเป็นเข้าถึงยาก
ดังนั้น หากคนจะตำหนิก็สามารถตำหนิ ได้ทุกเรื่อง แต่หากเข้าใจว่าเป็นเรื่องของ ช่องทางหนึ่งที่นายกฯต้องการติดต่อสื่อสารกับประชาชนโดยตรงก็จบ ไม่น่ามีปัญหาอะไร อีกทั้งยังเห็นว่านักการเมืองแทบทุกคนที่ออกมาต่อว่าคนนั้นคนนี้ แต่ตนเองก็ทำเหมือนกัน
พล.ท.สรรเสริญยังกล่าวถึงกรณีที่อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) แนะ พล.อ.ประยุทธ์ อย่าอ่านคอมเมนต์ เพราะอาจจะต้องปิดแอ๊กเคาต์เฟซบุ๊กไปได้ว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่คนไทย หากรู้สึกเห็นด้วยหรือชอบก็อาจเฉยๆ แต่ถ้าคนที่ไม่ชอบจะโพสต์ไม่เห็นด้วย หรือโพสต์ข้อความอะไรก็ตาม เป็นเรื่องธรรมดาปกติ หากอยู่ในแวดวงนี้ก็ต้องทำใจอยู่แล้ว
“โอ๊ค”เหน็บ-พท.เชื่อไปไม่รอด
ด้านนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร ได้โพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์ส่วนตัว Oak Panthongtae ว่า ยินดีต้อนรับครับ! ท่านนักการเมืองจำเป็น เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน#ลุงฉุนเป็นคนตลก และข้อความทางอินสตาแกรม Oak_ptt ว่า ลุงฉุนรับสมัครนักรบไซเบอร์ไหมครับ ลบเร็ว ลบหมด ลบทุกคอมเมนต์# ไม่เกี่ยวกับการเมืองนะครับ
นายวรชัย เหมะ อดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คราวก่อนที่มีการทำโพลสอบถามว่าอยากให้พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯ อีกหรือไม่นั้น ปรากฏว่า 90% ไม่เอาพล.อ.ประยุทธ์เลย ทำให้ช่วงนั้น พล.อ.ประยุทธ์ถึงกับออกปากไม่อยากดู โซเชี่ยลมีเดียรวมทั้งข่าวในหนังสือพิมพ์ มาคราวนี้ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ระวังจะโดนประชาชนคอนเมนต์ถล่มเพจจนต้องปิดหนีแน่นอน พล.อ.ประยุทธ์ต้องดูตัวเองด้วยว่าที่ผ่านมาได้บริหารประเทศอย่างไร ประชาชนกินอิ่ม มีเงินใช้หนี้หรือไม่ และยิ่งใกล้จะเลือกตั้งอยู่แล้วถามว่าเรื่องสร้างปรองดองทำแล้วหรือยัง ปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปการเมืองได้ทำแล้วหรือ แบบนี้ประชาชนยังจะรักและชื่นชอบ พล.อ.ประยุทธ์อยู่อีกหรือไม่ ดังนั้น ที่พล.อ.ประยุทธ์เปิดเพจหวังโยนหิน แต่คาดว่าจะไปไม่รอดมากกว่า
“ยิ่งเอาเปรียบมากขึ้นเมื่อปล่อยให้ 4 รัฐมนตรีเดินสายพบปะประชาชนได้ ต่อให้อ้างว่าเป็นวันหยุด ไม่ใช่เวลาราชการ แต่ถามว่าพวกท่านก็มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี ใครก็ต้องกลัว ต้องเกรงใจหรือไม่ ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้สืบทอดอำนาจต่อ แต่พรรคการเมืองและนักการเมืองถูกมัดมือ ชก ทำอะไรไม่ได้เลยซึ่งขัดหลักการประชา ธิปไตย ขนาดจัดประชุมพรรคก็ยังส่งพวกสันติบาลหรือ กอ.รมน.ไปติดตาม แบบนี้เรียกคุกคามหรือไม่ ควรเลิกได้แล้ว” นายวรชัยกล่าว
จี้แก้ไขคำสั่งคสช.13/2561
นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย ในฐานะคณะทำงานติดตามการร่างรัฐ ธรรมนูญพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ดีใจกับ พล.อ. ประยุทธ์ด้วยที่ใช้วีธีนี้สื่อสารกับประชาชน ไหนๆ พล.อ.ประยุทธ์จะสื่อ สารผลงานของรัฐบาลผ่านทางโซเชี่ยลมีเดียแล้ว ก็อยากให้แก้ไขคำสั่งที่ 13/2561 ที่ห้ามพรรคการเมืองสื่อสารกับประชาชนผ่านทางโซเชี่ยลมีเดีย เพราะอาจเข้าข่ายหาเสียงเลือกตั้ง
“สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ทำไม่ต่างอะไรกับการหาเสียง ดังนั้นขอให้แก้ไขคำสั่งดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองและนักการเมืองสามารถสื่อสารกับประชาชนผ่านทางโซเชียลมีเดียได้ด้วย ไม่ใช่ท่านทำได้อยู่คนเดียว แบบนี้ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรมและเลือกปฏิบัติหรือไม่ ที่สำคัญเดี๋ยวเรื่องนี้จะไปพันท่านด้วย”นายสามารถ กล่าว
ปชป.เตือนอย่าสองมาตรฐาน
ด้าน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ว่า คิดว่าคนไทยทุกคนมีสิทธิที่จะใช้โซเชี่ยลมีเดีย ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนไทยคนหนึ่ง แต่พล.อ.ประยุทธ์รู้ว่า กำลังใช้โซเชี่ยลในฐานะนายกฯและหัวหน้าคสช. จึงควรทราบดีว่าควรทำอย่างไร แต่เมื่อไรที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศลงการเมือง หรือใช้โซเชี่ยลเพื่อการหาเสียง เมื่อนั้นก็ควรให้ประชาชนหรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณา หรือเปิดโอกาสให้คนอื่นทำได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าจะห้ามก็ต้องห้ามทั้งหมด
เมื่อถามถึงกรณีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ระบุไม่ได้ลงพื้นที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยมในฐานะรัฐมนตรี เพราะถอดหัวโขนออกแล้ว คุณหญิงกัลยากล่าวว่า “ท่านถอดหัวโขนไปไว้ที่ไหน แต่ไม่เป็นไร ท่านก็พูดตามที่ท่านคิด ท่านเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง เป็นรมว.พาณิชย์ จะทำอะไรก็ควรอยู่ในกรอบ อยู่ในสายตาของประชาชน และย่อมทราบดีว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นคนส่วนใหญ่เชื่อถือหรือไม่ นั่นเป็นปัญหาของท่าน ไม่ใช่ปัญหาของเรา”
อนค.แนะแอดมินชงอ่านทุกเมนต์
นายชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวว่า ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำได้และพูดยากว่า เป็นการหาเสียงหรือไม่ แต่ถือเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะเท่ากับเปิดโอกาสให้คนอื่นทำได้ด้วย ที่สำคัญพล.อ.ประยุทธ์ต้องอ่านและรับฟังว่า สิ่งที่ประชาชนแสดงความเห็นผ่านโซเชี่ยลนั้น เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ซึ่งตนทราบจากข่าวว่า นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขา ธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เป็นทีมแอดมิน จึงหวังว่านายพุฒิพงษ์จะซื่อสัตย์ ด้วยการเสนอทุกความเห็นให้ พล.อ.ประยุทธ์ อ่าน ไม่ใช่เสนอเฉพาะความเห็นที่ชื่นชม มิเช่นนั้น ความจริงจะถูกเบี่ยงเบน
ผู้สื่อข่าวถามว่า การใช้โซเชี่ยลจะทำให้นายกฯเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้นหรือไม่ นายชำนาญ กล่าวว่า คนรุ่นใหม่มีหลายแนวความคิด ที่ผ่านมาเขาคงอัดอั้นมานาน เพราะไม่ได้ใช้สิทธิ์มาเกือบ 7 ปีหากไม่นับการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่เป็นโมฆะ ถ้านายกฯเปิดโซเชี่ยลแล้วก็ขอให้เปิดให้ตลอด และอย่าไปซื้อผู้สนับสนุน อย่าบูสต์โพสต์ เพราะถ้าโชว์แล้วมันจะขายหน้า คนเห็นเขาจะยี้ คนที่แสดงความคิดเห็นเขาไม่กลัว ทั้งที่สามารถหาเลขที่อยู่ไอพีได้ ดังนั้น จะใช้กฎหมายปิดปากมันไม่ได้ผล
พปชร.พบภาคประชาสังคม
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ แกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นำโดย นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เลขา ธิการพรรค นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โฆษกพรรค พร้อมผู้บริหารพรรค อาทิ นายชวน ชูจันทร์ กรรมการบริหารพรรค นายอิทธิพล คุณปลื้ม ผอ.พรรค ร่วมกิจกรรม “ขับเคลื่อนเครือข่ายชุมชนฐานราก ตลาดน้ำคลองลัดมะยม” จัดโดยชุมชนตลาดน้ำคลองลัดมะยม เพื่อระดมสมองแนวคิดจากเครือข่ายภาคประชาชน ทั่วประเทศ ทั้งด้านการเกษตร โอท็อป กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ ประมาณ 200 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ทั้งในและนอกเครื่องแบบมาเฝ้าสังเกต การณ์ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเริ่มกิจกรรม รัฐมนตรีทั้ง 3 ได้เดินชมซุ้มกิจกรรมของเครือข่ายต่างๆ พร้อมทดลองนวดแผนไทยด้วย จากนั้นมีการแยกกลุ่มระดมความเห็นของตัวแทนเครือข่าย เพื่อให้แต่ละกลุ่มได้พบปะพูดคุยถึงปัญหาต่างๆ กับแกนนำพรรคพปชร. โดยภาคประชาสังคมเสนอให้เครือข่ายตัวแทนภาคการเกษตรมีส่วนร่วมในการเสนอคนที่จะลงสมัครส.ส.ด้วย
“อุตตม”เผยลงพื้นที่ทุกวันหยุด
นายอุตตมให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ไม่ได้มาในฐานะพรรคการเมือง แต่มาตามคำเชิญของชาวชุมชนตลาดคลองลัดมะยมซึ่งในอนาคตชาวชุมชนอาจจะเชิญกลุ่มการเมือง อื่นๆ มาอีกก็ได้ เพราะไม่ใช่มีเฉพาะพปชร. อาสามาทำงานการเมือง พปชร.ถือเป็นพรรคใหม่ จึงต้องรับฟังความคิดเห็น เพื่อนำไปพัฒนาเป็นนโยบาย และมีความเป็นไปได้ที่จะใช้เวลาทุกวันหยุด ไปพบปะเครือข่ายกลุ่มต่างๆ เพื่อรับฟังความเห็นที่เป็นประโยชน์ซึ่งถือเป็นการพักผ่อนที่ดีด้วย ได้ลงพื้นที่สัมผัสวิถีของชุมชน มีโอกาสก็จะลงพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด สิ่งที่ได้รับฟังจากชุมชนวันนี้จะนำมาประกอบ กันเพื่อจัดทำเป็นนโยบาย
ผู้สื่อข่าวถามถึงเสียงวิจารณ์ว่าพปชร.ยังเดินหน้าดูดส.ส.พรรคอื่นอยู่ นายอุตตมกล่าวว่า ความเห็นทางการเมืองมีได้หลากหลาย และการที่ส.ส.ย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติ ในอดีตนักการเมืองทำมาตลอด ยืนยันว่ากลุ่มของเราไม่เคยทำอะไรเกินเลย แม้จะมีการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ บ้าง แต่ต้องรอให้พปชร.ชัดเจนก่อน จึงจะมาพูดในรายละเอียดและดูว่าใครที่ต้องการมาทำงานกับเราและจะทำอย่างไร
เมินเสียงวิจารณ์
ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นที่สังเกตว่ากิจกรรมในวันนี้มีอดีตสมาชิกสภากรุงเทพ (ส.ก.) ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ประกอบด้วยนางกนกนุช นาคสุวรรณ อดีตส.ก.ดอน เมือง นางกรณิศ งามสุคนธ์ รัตนา อดีตส.ก. คลองเตย น.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ อดีตส.ก.พระนคร มาสังเกตการณ์ด้วย ถือเป็น การมารายงานตัวเข้าสังกัดพรรคหรือไม่ นายอุตตมกล่าวว่า ไม่แสดงความเห็นในเรื่องนี้ ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าในวันนี้จะเปิดตัวนพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีตรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้น ในเบื้องต้นนพ.พลเดช ไม่ได้มาร่วมงาน แต่มีตัวแทนมาร่วมเท่านั้น
“ในความเป็นจริงผมยังทำงานในฐานะรัฐบาลอยู่ จึงไม่ปิดกั้นที่ใครจะวิจารณ์ วันนี้ผมมารับฟังชาวบ้านไม่ได้มาชี้แจงนโยบายเพราะพรรคของเรายังไม่เกิดเลย ในครั้งต่อไปจะชี้แจงว่าเราลงพื้นที่เพราะได้รับคำเชิญจากชาวชุมชน และห้ามไม่ได้ที่ประชาชนจะเข้าใจว่าเพราะต้องการมาฟังคำร้องเรียนจากประชาชน เพราะไม่อาจบอก ได้ว่าจะรับฟังบางเรื่องไม่รับฟังบางเรื่อง แต่ต้องรับฟังทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์” นาย อุตตมกล่าว
เมื่อถามว่าพปชร.จะเปิดตัวแนวร่วมอื่นอีกหรือไม่ นายอุตตมกล่าวว่า พปชร.ยัง ไม่เปิดรับสมัครสมาชิก ต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กตต.) รับรองจัดตั้งพรรคก่อน ยอมรับว่ามีการพูดคุยกลุ่มคนต่างๆ อยู่เสมอ เพราะเราเปิดกว้างในการพูดคุย แต่ยังไม่เปิดตัวในฐานะพปชร. ส่วนการจะเปิดสถาบันการเมืองของพรรคนั้น จะชี้แจงความชัดเจนในเร็วๆ นี้ เพราะต้องการพลังทางการเมืองที่ถาวร ต้องมีกลไกบางอย่างมารองรับ หรือยึดเหนี่ยวจิตใจของ ผู้มีอุดมการณ์ร่วมกัน
“สนธิรัตน์”ลั่นแยกแยะบทบาทได้
ด้านนายสนธิรัตน์กล่าวถึงการวางตัว ในบทบาทรัฐมนตรี และผู้บริหารพรรค หลัง กกต.ระบุว่าไม่ควรใช้สถานที่และเวลาราชการ ในการสัมภาษณ์การเมืองว่า เราเข้าใจบทบาทตัวเองอยู่แล้วจึงใช้โอกาส ในวันหยุดมารับฟังประชาชน เพราะภาคประชาชนและหัวหน้าพรรคสนใจมาก เราเป็นพลังประชารัฐต้องฟังทุกภาคส่วน ยืนยันว่าไม่ได้ใช้เวลาหรือทรัพยากรของรัฐมาใช้ ในเวลาราชการจะไม่คุยเรื่องการเมือง เราระมัดระวังมากเรื่องการตอบคำถาม เพราะอยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎกติกา จึงขอให้สบายใจได้ว่าจะเข้มงวด ไม่คิดจะใช้ความได้เปรียบของตำแหน่งและบทบาทหน้าที่รัฐมนตรีไปสร้างผลประโยชน์ทาง การเมือง แต่จะเดินหน้าทำงานโดยไม่เอาบทบาทรัฐมนตรีไปสร้างประโยชน์
ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนหน้านี้ 4 รัฐมนตรีที่เป็นแกนนำ พปชร. เข้าไปพูดคุยกันที่ห้องทำงานของนายสมคิด จาตุศรีทักษ์ รอง นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นสถานที่ราชการ นาย สนธิรัตน์กล่าวว่า ไปคุยกันเรื่องงาน ต้องดูว่าทำในบทบาทใด ถ้าคุยการเมืองเราจะไปประชุมข้างนอก เพราะไม่ถูกต้องที่จะใช้สถานที่ราชการ
เปล่าหาเสียงล่วงหน้า
ต่อข้อถามถึงเสียงวิจารณ์ว่าการลงพื้นที่ต่างๆ เป็นการหาเสียงล่วงหน้า นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ไม่ได้หาเสียง เพียงแต่มาประชุม เพราะตลาดน้ำแห่งนี้ต่างเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป การจะไปใช้ที่อื่นประชาชนคงไม่สะดวก หากกลุ่มใดเชิญไปเราก็จะไป ซึ่งกลุ่มต่างๆ เขาก็มีการประชุมกันอยู่แล้ว เมื่อ พปชร.สนใจภาคประชาสังคมจึงต้องมา รับฟัง วันนี้ไม่ได้มาในฐานะรัฐมนตรี เพราะต้องการมาฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนในนามของพปชร. ขอให้ทุกคนสบายใจ เราจะพูดคุยกันอย่างใกล้ชิด เพราะไม่ได้มีหัวโขนติดมาในวันนี้
เมื่อถามว่ากลัวว่ากระแสต่อต้านการดำเนินงานของ พปชร.จะบานปลายและกระทบกับพรรคหรือไม่ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ทุกอย่างต้องมีกรอบและหลักเกณฑ์ ที่การเมืองบอบซ้ำเพราะเราไม่ได้อยู่บนหลักการ สิ่งที่เราทำในอดีตก็เคยทำกันมา เราเข้ามาทำถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ย่อมมีความลำบากใจมากกว่านักการเมืองในอดีตแน่นอน ซึ่งเราจะระมัดระวังให้มากที่สุด
“เวลาที่เหลืออยู่จะทำหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีให้ดีที่สุด ซึ่งจะต้องรอดูผลงานอีก 3 เดือนที่เหลือ และไม่อยากให้ใช้ความรู้สึกมาวิจารณ์ แต่ควรดูพฤติกรรมและหลักการเป็นตัวตั้ง จากนั้นจะสรุปให้ทราบว่าต้อง การทำให้สูงกว่ามาตรฐานของนักการเมืองเดิมๆ นั้น ขอย้ำว่าจะยุติบทบาทรัฐมนตรีเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เมื่อถึงเวลานั้นจะเดินหน้าทางการเมืองเต็มตัว เวลานี้ยังไม่ถึงเวลาก็จะทำงานในตำแหน่งต่อไปให้ดีที่สุด เพราะเราทั้ง 4 คนรับผิดชอบงานจำนวนมาก ต้องใช้เวลาสะสางงานที่ค้างคาอยู่” นายสนธิรัตน์กล่าว
อนค.เปิดสาขา”ระยอง”
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค พร้อมทีมงานลงพื้นที่เปิดศูนย์ประสานงานพรรคอนาคตใหม่ ภาคตะวันออก บริเวณชั้น 2 ศูนย์การค้าดิโอโซน ใกล้สถานีขนส่งแห่งที่ 2 ต.ทับมา อ.เมืองระยอง พร้อมเปิดรับสมัครสมาชิก โดยมีนักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน กลุ่มประมงปากน้ำระยองกว่า 200 คน ให้การต้อนรับ โดยมีว่าที่ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ จ.ระยอง เข้าร่วม อาทิ นายพัฒนพงศ์ หนูอุดม นายอำนาจ ศรีแสง น.ส.นพมาศ การุญ และนายบุญรวี (สุวัฒน์) ยมจินดา
นายธนาธรกล่าวว่า สมาชิกพรรคเป็นหน่วยที่สำคัญของพรรคอนาคตใหม่ ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรค วันนี้เป็นเวลา 4 เดือนของการก่อตั้งพรรค เรามีอาสาสมัครออนไลน์ 8,000 คน เพจเฟซบุ๊กอนาคตใหม่ล่าสุดเกือบจะ 100 เฟซ อาทิ อนาคตใหม่ระยอง เป็นต้น เกิดขึ้นจากคนที่อยากเข้าร่วมกับเรา อยากมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง วันนี้ในเฟซบุ๊กของเรามีคน เข้ามากดไลก์ กดแชร์เดือนละ 1.5 ล้าน มากกว่าพรรคการเมืองทุกพรรค มากกว่านักการเมืองทุกคน ไม่มีพรรคการเมืองหรือนักการเมืองคนไหนมียอดกดไลก์ กดแชร์มากถึงเดือนละ 1.5 ล้าน
“มาร์ค”ไม่กังวลส.ส.ถูกพปชร.ดูด
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้สมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชา ธิปัตย์หมายเลข 1 กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่านายธรรมวิชญ์ โพธิพิพิธ อดีตส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นายอัฏฐพล โพธิพิพิธ อดีตส.ส.กาญจนบุรี พรรคประชา ธิปัตย์ ซึ่งเป็นบุตรชายของนายประชา โพธิพิพิธ หรือกำนันเซียะ อดีตส.ส.กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ จะไปลงสมัครส.ส.ในนามพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) รวมถึงน.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย อดีตส.ส.สระบุรี เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ ก็ถูกทาบทามไปร่วมพรรคพลังประชารัฐด้วยเช่นกันว่า ตนไม่ได้รู้สึกกังวล พอจะทราบเงื่อนไขอยู่ว่าเป็นเพราะอะไร ตนรู้อยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงบ่ายวันเดียว กันนี้ได้มีกลุ่มผู้สนับสนุนนายอภิสิทธิ์ อาทิ ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันคณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง และชาวบ้านจากชุมชนบึงพระราม 9 เขตห้วยขวาง ประมาณ 50 คน มามอบดอกกุหลาบแดงเพื่อให้กำลังใจ รวมทั้งสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ให้ได้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป
ยอมรับลูก”กำนันเซียะ”ไปแล้ว
นายปารเมศ โพธารากุล อดีตส.ส. กาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวที่ว่าถูกพรรคพลังประชารัฐดึงตัวว่า ข่าวที่ออกไปนั้นสื่อมวลชนลงชื่อผิดคน ไม่ใช่ตน เพราะนามสกุลของตนคือโพธารากุล ไม่ใช่โพธิพิพิธ และตนยืนยันว่าตอนนี้ยังอยู่พรรคประชาธิปัตย์ แม้มีคนของพรรคพลังประชารัฐมาพูดคุยชักชวนหลายครั้งแล้วก็ตาม ส่วนผู้ที่ย้ายไปอยู่กับพรรคดังกล่าว คือบุตรชายทั้ง 2 คนของนายประชา โพธิพิพิธ หรือกำนันเซียะ ซึ่งทั้ง 2 คนได้แจ้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคกลาง ให้ทราบถึงการไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐแล้วว่ามีเหตุผลความจำเป็นในเรื่องของครอบครัว
เมื่อถามว่าโดยภาพรวมพรรคพลังประชารัฐมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองใน จ.กาญ จนบุรี มากน้อยแค่ไหน นายปารเมศกล่าวว่า เขาเคลื่อนไหวค่อนข้างมาก เท่าที่ตนทราบเขากำลังวางตัวผู้สมัครส.ส.ในแต่ละเขต ซึ่งเขามีคนจำนวนพอสมควร ทั้งนักการเมืองท้องถิ่นและนายตำรวจ
“ปรพล”หวั่นสระบุรีมีปัญหา
ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร อดีตส.ส.สระบุรี ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวแกนนำพรรคพลังประชารัฐทาบทาม น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย อดีตส.ส.สระบุรี พรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมงาน อาจส่งผลการแย่งชิงพื้นที่เลือกตั้งสระ บุรี เขต 1 ว่า หากเป็นเรื่องจริงจะทำให้เกิดปัญหาแน่นอน เพราะตนและน.ส.กัลยา มีฐานเสียงตรงข้ามกันมาตลอด เรื่องนี้คนในพรรคอาจจะไม่เข้าใจลึกซึ้ง และตนได้วางตัวคนในทีมงานลงแทนตนในเขตนี้ไว้นานแล้ว คือนายปริญญา วันทา ที่ปรึกษาอบจ.สระบุรี
“ผมเคยพานายปริญญาไปพบผู้ใหญ่ในพรรค ซึ่งให้ความเห็นชอบเเล้ว และนายปริญญาก็ลงพื้นที่ปูฐานเสียง ช่วยงานพรรคพลังประชารัฐมาต่อเนื่องและได้รับการสนับ สนุนจากฐานเสียงเก่าของผมเต็มที่ ถ้าจะมีการเปลี่ยนเเปลงอะไร เเกนนำพรรคต้องมา บอกให้ผมรับทราบก่อน” ร.ต.ปรพลกล่าว
“อลงกรณ์”ลุยเกาะสีชัง
เมื่อเวลา 11.00 น. นายอลงกรณ์ พลบุตร ผู้สมัครชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางลงพื้นที่ อ.เกาะสีชัง จ.ชลบุรี เพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการส่งออกท่าเรือ น้ำลึกและการท่องเที่ยวบนเกาะสีชัง รวมถึงการแสดงจุดยืนต่อการจัดตั้งรัฐบาล จากนั้นไปเยี่ยมชมสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการเลี้ยงเพาะขยายพันธุ์สัตว์น้ำนานาชนิดที่บนเกาะสีชัง ก่อนเดินทางกลับ
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเคารพสิทธิพรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งอันดับหนึ่ง ให้มีสิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลก่อน ตามครรลองประชาธิปไตย หากเป็นหัวหน้าพรรคจะไม่มีการขัดขวาง หรือบอยคอตการเลือกตั้ง และยืนยันจุดยืนว่าจะไม่รับนายกฯ คนนอก ซึ่งเริ่มเดินสายรณรงค์กับสมาชิกทุกภาคทั่วประเทศ นำเสนอจุดยืน วิสัยทัศน์และนโยบาย โดยพบเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน นักธุรกิจ ชูประเด็นการเมืองสีขาว การเมืองสร้างสรรค์ภายใต้กฎเหล็ก 5 ข้อ ที่เปรียบเป็นเกลียวคลื่นลูกใหม่มาเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประชาธิปัตย์ให้บรรลุสู่พรรคการ เมืองของประชาชนเพื่อประชาชน ซึ่งความคาดหวังของตนไม่ใช่แค่แพ้หรือชนะ การ เมืองสีขาวเป็นรากฐานสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์
พท.จี้คสช.-กกต.จับตา”มาร์ค”
นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ที่ปรึกษากฎหมายพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า จากการติดตามความเคลื่อนไหวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะ ที่เดินสายหาเสียงเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ไปทั่วประเทศ ล่าสุดเดินทางไป อ.สามร้อยยอด และอ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั้น ทราบว่าก่อนหน้านี้ยังมีการระดมประชาชนจากหลายพื้นที่ไปร่วมประชุมที่ อ.หัวหิน โดยระบุว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ตนเชื่อว่าอาจเป็นการจัดฉากเล่นละครเพื่อชิงความได้เปรียบในการหาเสียงทางการเมืองอย่างชัดเจน
นายวิชิตกล่าวว่า การระดมคนไปฟังการปราศรัยในลักษณะคล้ายการหาเสียง โดยแจ้งแนวนโยบายพรรคหากมีโอกาสเข้าไปเป็นรัฐบาลนั้น เข้าข่ายการชุมนุมเกิน 5 คน เช่นเดียวกับกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปจัดเลี้ยงโต๊ะจีนในจังหวัดทางภาคใต้ หรือการเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรในภาคอีสาน ดังนั้น คสช.และกกต.ควรติดตามตรวจสอบพฤติกรรมการแสดงออกว่าการกระทำดังกล่าวมีเจตนาที่แท้จริงอย่างไร เพื่อไม่ให้ถูกมองว่ามี 2 มาตรฐาน ก่อนการปลดล็อกทางการเมืองให้ทุกพรรคได้ออกมาแสดงความเห็นได้อย่างเท่าเทียมกัน
ชี้ขัดคำสั่งคสช.-ชุมนุมเกิน 5 คน
นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเดินสายของแคนดิเดตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไปตามจังหวัดต่างๆ ว่า ถือว่าผิดคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ที่ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน เพราะถึงอย่างไรก็ต้องมีประชาชนมารับฟังเกิน 5 คนอยู่แล้ว และสิ่งที่พูดคงหนีไม่พ้นเรื่องการเมือง และเข้าข่ายเหมือนเป็นการหาเสียงแฝงในตัวหรือไม่ แม้จะอ้างว่าเป็นเรื่องของการซาวเสียง เพื่อเลือกหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ก็ตาม หรือแม้แต่ที่นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ไปเดินสายพูดคุยกับ ประชาชนตามที่ต่างๆ รวมถึงที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ และมีการเรียกประชุมผู้นำท้องถิ่นที่จ.พะเยา สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องระวัง
แม้กฎหมายเลือกตั้งจะยังไม่มีผลใช้บังคับ และกกต.อาจจะยังไม่มีอำนาจในการดูแล แต่แบบนี้ถือว่าขัดคำสั่งคสช. ทีพรรคเพท่อไทยแค่นั่งแถลงผลงาน 4 ปีรัฐบาล คสช. แถมนั่งยังไม่ถึง 5 คน ยังโดนข้อหาขัดคำสั่งคสช. บางคนโดนมาตรา116 ด้วย สิ่งเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าไม่มีความเสมอภาค ฝ่ายคนอื่นทำไม่ได้ แต่ฝ่ายตัวเองทำได้หมด
โวยโดนทหารตามประกบ
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการที่นายชูกัน กุลวงษา อดีต ส.ส.นครพนม เขต 4 พรรคเพื่อไทย ได้ลาออกไปอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ ในห้วงเวลาที่เข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ตนจึงอาสาพรรคลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อรักษาที่นั่งของพรรคเพื่อไทยให้อยู่กับชาวจ.นครพนม ต่อไป แม้จะต้องข้ามเขตเลือกตั้งจากที่เคยเป็น ส.ส.ในเขตอ.เมืองนคร พนม และอ.ท่าอุเทน ก่อนจะมาเป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ครั้งนี้อาสาข้ามเขตมาสมัครรับเลือกตั้งในเขตอ.นาแก อ.ปลาปาก และอ.วังยาง ซึ่งไม่เคยทำงานในพื้นที่นี้มาก่อน หวังอาศัยตัวตนที่ยึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตยสอดคล้องกับวิถีชีวิตของ พี่น้องที่รักความยุติธรรมและศรัทธาประชา ธิปไตย เป็นต้นทุนในการต่อสู้ทางการเมือง
“เพียงวันแรกที่เข้าพื้นที่อำเภอนาแก เพื่อหาสถานที่จัดตั้งสำนักงาน จัดหาอุปกรณ์สำนักงาน ตกแต่งสถานที่ และพบประชาชนเพื่อรับทราบปัญหาดังเช่นรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ได้ลงพื้นที่ที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เพื่อรับทราบปัญหาประชาชนเช่นกัน ปรากฏ ว่ามีทหารสองนายนอกเครื่องแบบตามประกบ ผมถึงในห้องประชุม ซึ่งเป็นห้องกระจกใส เปิดเผย มิได้เป็นที่รโหฐาน ผมให้เกียรติทหารทั้งสองท่าน ไม่ได้ถามชื่อท่าน ไม่ได้ถ่ายรูป พูดคุยโอภาปราศรัยอย่างเอื้ออาทร เพราะเข้าใจดีว่าทหารชั้นผู้น้อยต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา นอกจากนั้นผม ยังอนุญาตให้ถ่ายรูปผมกับประชาชนไปรายงานผู้บังคับบัญชาได้ เพราะไม่มีอะไรปิดบัง ที่นำเรื่องนี้มาเปิดเผย เพราะคาดการณ์ ว่าจะมีทหารชั้นผู้น้อยได้รับคำสั่งเช่นนี้ทุกเขตเลือกตั้ง ทุกจังหวัด ซึ่งน่าจะไม่เป็นผลดี ต่อภาพลักษณ์ของทหาร ซึ่งเป็นสถาบันหลัก ด้านความมั่นคงของชาติ” นายชวลิตกล่าว
นายชวลิตกล่าวอีกว่า ขออนุญาตฝากท่านผู้บังคับบัญชา ควรมอบหมายภารกิจให้ถูกต้องกับหน้าที่ของทหาร ตนหวังจะเห็นทหารที่ลงตามหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศขณะนี้ ได้กลับกรมกอง บ้านเมืองมิได้มีภัยคุกคามใดๆ เลย ตรงกันข้ามถ้าทหารยังอยู่ตามตำบลหมู่บ้านในห้วงเวลานี้ จะถูกสังคมกล่าวหาว่าบล็อกพรรคการเมืองอื่น แต่ปล่อยพรรคการเมืองฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล การเลือกตั้งจะไม่เสรีและไม่เป็นธรรม ส่งผลให้ความเชื่อมั่นประเทศถดถอย จึงขอฝากให้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
“เจ๊หน่อย”โพสต์อัดปมบัตรทอง
ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า อย่าทำให้คนไทยไม่เท่ากัน ด้วยบัตรคนจน หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ต้องยึดหลักความทัดเทียม ที่คนไทยทุกคนจะต้องได้รับสิทธิ และโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพทัดเทียมกัน หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นของประชาชน จึงต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ล่าสุด ครม.กลับมีมติอนุมัติกฎหมายตั้งซูเปอร์บอร์ดสุขภาพ โดยให้มีภาคประชาชนเพียง 3 คน จาก 45 คน ซึ่งที่เหลือส่วนมากเป็นข้าราชการ และมีเอกชนตัวแทนบริษัทยาข้ามชาติมาเป็นกรรมการ แล้วประชาชนอยู่ตรงไหน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่รัฐบาลนี้ได้ประกาศให้ผู้ที่ถือบัตรคนจนรักษาฟรี ทั้งที่ในความเป็นจริงประชาชนทุกคนที่ได้รับบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค ก็ได้รับการรักษาฟรีอยู่แล้ว โดยไม่ได้แบ่งแยกว่าเป็นคนจน แต่รัฐบาลกลับมีมติ ครม.ให้ผู้ถือบัตรคนจนรักษาฟรี ซึ่งกลายเป็นเรื่องแบ่งแยกคนจนคนรวยย้อนกลับไปเหมือนยุคบัตรอนาถา สำหรับคนจน เหมือนเมื่อสมัยปี พ.ศ. 2518 ซึ่งอาจจะเป็นการเปิดช่องแบ่งแยกคน จนออกไป และอาจทำให้มีการเลือกปฏิบัติได้ ถือเป็นการขัดหลักการของโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างร้ายแรง
ขอย้ำว่าหลักการของโครงการหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้าหรือ 30 บาทรักษาทุกโรค คือต้องการให้คนไทยทุกคนมีสิทธิเข้าถึงการรักษาพยาบาลด้วยคุณภาพดีทัดเทียมกัน โดยไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ คนรวยหรือคนจน ไม่ใช่คนจนต้องรักษาแบบอนาถา นี่คือหัวใจของโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค มิใช่เรื่องที่ใครจะพยายามเอาเรื่องการรักษาฟรีไปหาเสียงอย่างผิดๆ โดยทำให้หลักการของโครงการหลักประกัน สุขภาพถ้วนหน้าผิดเพี้ยน ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนยอมไม่ได้ คนไทยต้องเท่ากัน
โฆษกรบ.สวนหวังผลการเมือง
พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คุณหญิงสุดารัตน์อาจจะไม่ได้ศึกษาจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าอะไรเป็นอะไร โดยมองปัญหา จากความคิดของตัวเองเป็นหลัก เพราะมติ ครม.ที่ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรักษาฟรีนั้นเป็นเพียงการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในกฎหมายให้ครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการฯ ไม่ได้มีผลต่อสิทธิรับการรักษาที่ฟรีอยู่แล้ว เมื่อดูจากเนื้อหาที่ คุณหญิงสุดารัตน์เขียนก็น่าจะหวังผลทาง การเมือง เพื่อลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลมากกว่าที่จะเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับสังคม คล้ายกับที่ครั้งหนึ่งรัฐบาลเคยถูกกล่าวหาว่าจะยกเลิกโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริง
สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค เป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำเสมอว่าคนไทยทุกคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบราชการหรือประกันสังคม จะได้รับสิทธินี้ ซึ่งเป็นการรักษาฟรีด้วยคุณภาพที่ดีทัดเทียมกัน ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ แต่หากใครมีกำลังพออยากจะร่วมจ่ายกับภาครัฐก็สามารถทำได้ ยืนยันว่ารัฐ บาลนี้ไม่เคยแบ่งแยกประชาชน มีแต่นักการเมืองบางกลุ่มบางคนที่ชอบใช้วาทกรรมแบ่งแยกคนรวยคนจนให้เกิดความขัดแย้ง
“สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้รับการพัฒนาไปมาก ทั้งเรื่องงบประมาณรายหัวที่รัฐสนับสนุน ประเภทของโรคและยาที่เพิ่มขึ้น และอีกหลายเรื่อง จนได้รับการยกย่องชื่นชมจากองค์การอนามัยโลกและนานาชาติ ส่วนองค์ประกอบของคณะกรรม การนโยบายสุขภาพแห่งชาตินั้น เป็นการรวมบุคคลหรือหน่วยงานที่หลากหลายกระจายไปทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยราชการที่มีภารกิจด้านสุขภาพ สภาวิชาชีพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคมและเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เข้ามาทำงานร่วมกัน ไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น” พล.ท.สรรเสริญกล่าว
“ยุทธพงศ์”บี้”เสี่ยหนู”แจงโดดร่ม
นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้า พรรคภูมิใจไทยได้สมัครเข้าไปเป็นนักศึกษาอบรมในหลักสูตรป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 ประจำปีการศึกษา 2561-2562 โดยใช้โควตานักธุรกิจภาคเอกชน ซึ่งได้เปิดเรียนมาตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. เรียนวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 08.00-16.00 น. และทางวปอ.มีวิธีการตรวจสอบนักศึกษาว่ามาเรียนหรือไม่ โดยใช้วิธีการสแกนลายนิ้วมือเข้า-ออก ปรากฏว่าเมื่อช่วงเช้าวันที่ 12 ต.ค. มีการเรียนในวิชา “การจัดทำเอกสารงานวิจัย (ส่วนบุคคล) หลักสูตร วปอ.2561” ปรากฏว่าเวลา 10.30 น. วันเดียวกัน นายอนุทินได้แถลงข่าวเปิดตัวคณะทำงาน หรือนิวบลัดที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีเพื่อนนัก ศึกษาหมู่นกหัวขวาน ซึ่งเป็นหมู่เดียวกันกับนายอนุทินกระซิบบอกตนว่าเห็นว่านายอนุทินไปสแกนลายนิ้วมือเข้าเรียนหลักสูตรดังกล่าว
จึงขอเรียกร้อง 1.ขอให้นายอนุทินช่วยชี้แจงว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และถ้าไม่ไปเรียนในวันดังกล่าว จะเรียนจบหลักสูตรได้อย่างไร เพราะนักศึกษาทุกคนต้องทำงานวิจัยส่วนบุคคลเอง 2.นายอนุทินจะต้องชี้แจงเรื่องนี้ให้กระจ่างชัด เพราะประกาศตัวพร้อมเป็นนายกฯ ซึ่งคนที่พร้อมจะเป็น นายกฯต้องมีจริยธรรมและคุณธรรมสูงในทุกๆ ด้าน พร้อมให้คนทั่วไปตรวจสอบได้
3.ถ้านายอนุทินไม่ออกมาชี้แจง ตนจะไปยื่นหนังสือถึง พล.ท.ขจรฤทธิ์ นิลกำแหง ผอ.วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ให้ตรวจสอบ เพราะการเข้าเรียนหลักสูตร วปอ.61 เป็น การใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน และ 4.ขอให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาตรวจสอบด้วย เนื่องจากเป็นผู้อนุญาตให้นายอนุทินได้เข้าเรียนหลักสูตรดังกล่าว
ลงทะเบียนองค์กรชงชื่อส.ว.
เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดทั่วประเทศ เปิดรับลงทะเบียนองค์กรที่มีสิทธิ์แนะนำชื่อบุคคล เพื่อสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ระหว่างวันที่ 15-24 ต.ค.นี้ สำหรับบรรยากาศที่สำนักงาน กกต.กรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) การเปิดรับลงทะเบียนวันแรกมีผู้แทนองค์กรต่างๆ ทยอยนำเอกสารมาให้เจ้าหน้าที่ กกต.กทม.ตรวจสอบความสมบูรณ์และยื่นจดทะเบียนองค์กรค่อนข้างบางตา
นายถิรรัตน์ พินิจตานนท์ ปฏิบัติหน้าที่แทน ผอ.กกต.กทม. กล่าวว่า บรรยากาศการเปิดรับลงทะเบียนวันแรก พบว่ามีบางองค์กรยังมีปัญหาเรื่องเอกสารมอบอำนาจ จึงแนะนำให้กลับไปแก้ไขแล้วนำกลับมายื่นลงทะเบียนใหม่อีกครั้ง กกต.ยอมรับว่ามีความกังวลว่าในช่วงกลางและท้ายของระยะเวลาการสมัครจะมีองค์กรมายื่นลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่อาจจะไม่สามารถอำนวยความสะดวกได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งจำนวนองค์กร ที่ยื่นจดทะเบียนร้อยละ 80-90 ตั้งอยู่ในเขตกทม. จึงขอแนะนำว่าให้เตรียมเอกสารมาให้ พร้อมหากยังไม่เข้าใจขอให้มาสอบถาม
สำหรับองค์กรต่างๆ ที่มีความประสงค์ลงทะเบียนให้มาติดต่อที่สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ทราบว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง อย่างละกี่ชุด และสามารถกรอกรายละเอียดมาได้ล่วงหน้าเพื่อจะได้ไม่เสียเวลา โดยเอกสารสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ วัตถุประสงค์และข้อบังคับขององค์กร ผู้มีอำนาจกระทำการแทนองค์กร งบการเงิน ผลการดำเนินงาน รายงานการประชุมย้อนหลัง 3 ปี นอกจากนี้ องค์กรที่จะมาลงทะเบียนจะต้องเลือกวัตถุประสงค์เพียง 1 ประเภทเท่านั้น ต้องเลือกให้ถูกประเภทว่าเป็นองค์กรประเภทใด เพราะหากเลือกผิดจะถือว่าเสียสิทธิ์และเสียโอกาส
อย่างไรก็ตาม หลังรับลงทะเบียนองค์กรแล้วจะใช้เวลาในการตรวจสอบคุณสมบัติ องค์กร 7 วัน จากนั้นจะส่งให้กกต.กลางพิจารณา 20 วัน เพื่อประกาศรายชื่อ หากองค์กรใด ไม่ได้รับการประกาศรายชื่อสามารถยื่นโต้แย้งได้ภายใน 3 วัน