บัณฑิต ม.เกษตรฯ ซาบซึ้ง ‘เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์’ ทรงงาน แม้พระวรกายอ่อนล้า
บัณฑิต ม.เกษตรฯ ซาบซึ้ง – เมื่อวันที่ 21 ต.ค. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จไปยังอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประจำปีการศึกษา2560
โดยมีภาพในระหว่างที่ทรงงาน ถูกเผยแพร่มาในโลกออนไลน์ ซึ่งเป็นช่วงที่ทรงพระราชทานใบปริญญา ด้วยพระวรกายที่อ่อนล้า แต่ถึงกระนั้น ก็ยังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ จนสำเร็จลุล่วง ท่ามกลางความห่วงใยของพสกนิกรทั่วประเทศ
และเมื่อวันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา ผู้ใช้ชื่อเฟซบุ๊ก Trachoo Kanchanasatitya ซึ่งเป็นคุณพ่อของบัณฑิตที่รับปริญญาในวันดังกล่าว ก็ได้โพสต์บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเล่าว่า
เมื่อวันอาทิตย์ไปถ่ายรูปในวันรับพระราชทานปริญญาบัตรของลูกสาว
ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เธอบอกว่าไม่ต้องคอยเพราะต้องเข้าหอประชุมตั้งแต่ 11 โมงเช้า แล้วจะออกมาตอนประมาณ 1 ทุ่ม
ผมถามว่าทำไมถึงนานขนาดนั้น
ลูกบอกว่า ฟ้าหญิงต้องทรงพักประมาณ 4 ครั้ง แต่ละครั้งอาจยาวสั้นไม่เท่ากัน แล้วแต่ว่าจะทรงเหนือยขนาดไหน ผมก็เข้าใจได้เพราะเรารับทราบถึงพระวรกายของพระองค์ดี
ระหว่างการพระราชทานปริญญาก็มีการถ่ายทอดสดแบบ Live ออกมาให้ได้ดู ดูได้สักพักนึง แต่ก็มีการแจ้งว่า งดถ่ายทอด ก็คิดได้ว่าอาจเป็นช่วงพักของพระองค์ แต่ทำไมนานจัง และแล้วการถ่ายทอดก็เริ่มอีกครั้ง คราวนี้ทุกอย่างก็แจ่มชัดในใจผม ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงเหนื่อยมาก จนหลับพระเนตรและตัวโน้มลงมาจนพระพักตร์เกือบจะอยู่ระดับมือของบัณฑิตที่มารับพระราชทานปริญญาแล้ว
ปริญญาบัตรถูกส่งให้กับบัณฑิตโดยอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยที่ฟ้าหญิงทรงขยับนิ้วด้วยพระทัยที่อยากจะพระราชทานให้บัณฑิตด้วยพระองค์เอง และแล้วท่านก็ทรงโน้มพระองค์ลงมาจนหน้าผากสัมผัสกับแท่นพระราชทานปริญญาบัตร
และแล้วก็ไม่เหนือการคาดหมาย การถ่ายทอดสดถูกตัดไปอีกครั้งนึง ผมมั่นใจแล้วว่าทำไมการถ่ายทอดจึงต้องตัดออกไป ครั้งนี้ยาวนานพอสมควร ผมและครอบครัวและน้องๆที่มารอทานอาหารเย็นก็นั่งคอยกันไป ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบสามทุ่มแล้ว
และแล้วการถ่ายทอดสดก็กลับมาอีกครั้งนึง แต่ขอบภาพด้านซ้ายคนดูจะไม่เห็นพระองค์ แต่จะเห็นปริญญาบัตรถูกส่งให้บัณฑิตที่ทยอยกันมารับ (ดังภาพประกอบ) ผมมาทราบทีหลังว่า แม้ในภาพจากการถ่ายทอดจะไม่เห็นท่าน แต่ พระองค์ไม่ได้เสด็จไปไหน ก็ทรงประทับอยู่ที่เดิม เพื่อบัณฑิตจะต้องได้รูปกันทุกคน
แต่ กล้อง Live ไม่ถ่ายภาพพระองค์ออกมา และ เมื่อพิธีจบลง พระองค์ก็ทรงพระราชทานพระโอวาทด้วยน้ำเสียงที่เรารู้ดีว่าทรงเหนื่อยมาก แต่ ทรงประทับและทรงงานจนจบพิธีตลอดเวลาเกิน 7 ชั่วโมง
ผมบอกกับครอบครัวที่นั่งกระสับกระส่ายที่ร้านอาหารมา 3 ชั่วโมง ว่า
ผมอยากให้ลูกได้มีภาพกับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินสักภาพในชีวิต คงเป็นความคิดที่เหมือนๆกับครอบครัวจำนวนมากที่ขนกันมาจากทั่วสารทิศมาในงานวันนี้ พระองค์ก็ทรงงานอย่างไม่ท้อถอย แม้ร่างกายพระองค์อาจจะอยากให้พระองค์พักได้แล้วและผมก็เชื่อว่าคงมีผู้ที่ดูแลพระองค์ ณ จุดนั้นอยากให้พระองค์เสด็จกลับไปพักผ่อนเช่นกัน
แต่ผมก็เดาว่า พระองค์ทรงเลือกที่จะให้ทุกครอบครัวบัณฑิตสมหวังทุกคนต้องได้รับรูปสำคัญกลับไป จึงไม่เสด็จกลับ เพราะ พระองค์รับเอาความต้องการของคนไทยมาเป็นภาระของพระองค์เอง ครอบครัวบัณฑิตที่คอยอยู่ ก็กินดื่มไป แต่พระองค์ทรงงานเพื่อลูกหลานเรา ลูกเรากลับบ้าน พรุ่งนี้ก็พักผ่อน แต่พระองค์ยังต้องทรงงานพระราชทานปริญญาบัตรอีก 4 วัน เราอยู่ตรงนี้
เราไม่มีหน้าจะบ่นอะไรทั้งนั้น
พูดแล้วก็น้ำตาซึมออกมา แล้วผมพูดต่อว่า ลูกเราปล่อยให้มันหิวให้มันเมื่อยอยู่ในนั้นแหละ ความเมื่อยนั้นไม่ได้หนึ่งในล้านของความมีขัตติยะมานะของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินของเราเลย
ทรงพระเจริญ
ในการนี้ ทางเฟซบุ๊ก ของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ได้เผยแพร่ พระโอวาทตอนหนึ่ง ในวันพระราชทานปริญญาบัตร ความว่า
“…ความสำเร็จที่ทุกคนได้มา ข้าพเจ้าขอมาผ่าแยกเป็นซีก ๆ ให้ดูว่า มันมาจากไหน จริง ๆ แล้วการที่ทุกคนได้รับการศึกษาดีนี่ ก็เป็นเพราะพ่อแม่ส่งเสียส่วนหนึ่ง รัฐบาลจ่ายส่วนหนึ่ง ส่วนที่รัฐบาลนำมาจ่ายนั้นก็ได้มาจากรากเหง้าจริง ๆ คือว่า เป็นบุคคลที่ควรจะบูชา คือ ประชาชนที่ไม่ได้รับการศึกษา แต่กลับส่งพวกเราให้ได้รับการศึกษา การศึกษาของเรานั้น มาจากภาษีราษฎร ภาษีก็ต้องเก็บจากราษฎร
เพราะฉะนั้นทุกคนพึงคิดไว้ว่า ในการศึกษานี้ มีผู้ทำงานอยู่มากตั้งแต่พ่อแม่ พี่น้องและประชาชน ซึ่งทุกคนถ้าคิดจะตอบแทนก็ทำได้ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในสายเกษตร ก็ทำได้ อย่างข้าพเจ้าอยู่ในสายการแพทย์ ก็ทำมูลนิธิ พอ.สว. โดยรับช่วงมาจากพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อันนี้เป็นตัวอย่าง ถ้าใครเห็นด้วยข้าพเจ้า ก็มีที่จะปรับปรุงอีกเยอะในการทำงาน ปัจจัยของวันนี้จริง ๆ รวบให้ได้สั้นที่สุด คือ ขอให้กตัญญูต่อชาติ และต่อบุพการี …”