พาณิชย์และกรมทรัพย์สินทางปัญญายืนยันต้องตั้งกก.สอบ”สุภัฒ สงวนดีกุล” รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถูกจับคดีขโมยภาพวาดที่ญี่ปุ่น แม้คดีจะจบไปแล้ว หรือเจ้าตัวลาออกก็ตาม เพราะทำความผิดขณะดำรงตำแหน่งราชการ ด้านรองอธิบดีมีกำหนดบินจากญี่ปุ่นกลับไทย ลูกน้องนัดไปรอรับให้กำลังใจ ส่วน”ศรีสุวรรณ จรรยา” สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์จี้ต้นสังกัดลงโทษปลดจากตำแหน่ง ระบุผิดทั้งอาญาและวินัยร้ายแรง ส่งสัญญาณถึง “บิ๊กตู่” ในฐานะประธานก.พ. และต้นสังกัดอย่าพยายามช่วยเหลือ เพราะอาจติดหลังแหเข้าข่าย ม.157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ความคืบหน้ากรณีนายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ถูกจับกุมที่ประเทศญี่ปุ่นข้อหาขโมยภาพวาดในโรงแรมที่พัก ต่อมากระทรวงการต่างประเทศช่วยประสานงานและเจรจากับ เจ้าทุกข์จนยอมความกันได้ โดยนายสุภัฒ ยอมจ่ายเงินค่าปรับ ทำให้อัยการญี่ปุ่นมีคำสั่งไม่ฟ้องและปล่อยตัวออกจากการควบคุมนั้น
เมื่อวันที่ 28 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุภัฒเตรียมเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ด้วยการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 673 จาก เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เครื่องออกเวลา 17.00 น. (ตามเวลาญี่ปุ่น) ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เวลา 22.30 น. (ตามเวลาไทย) โดยทางนายสุภัฒไม่ได้ร้องขอช่องเดินทาง เข้าประเทศเป็นพิเศษแต่อย่างใด แหล่งข่าวแจ้งว่ามีเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนหนึ่งเดินทางไปรอรับและให้กำลังใจ
รายงานข่าวจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า เตรียมตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบวินัยทันที ซึ่งโทษตามระเบียบข้าราชการพลเรือนจะมีตั้งแต่เบาไปหาหนัก เช่น ภาคทัณฑ์ ลดเงินเดือน ปลดออก ให้ออก ไล่ออก ซึ่งเป็นโทษสูงสุดและจะไม่มีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จบำนาญ ซึ่งกรณีนี้ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการ โดยจะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเข้ามาเป็นคณะกรรมการด้วย ส่วนกระแสข่าวที่ว่านายสุภัฒอาจตัดสินใจลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้ ทางผู้บังคับบัญชายังไม่มีใครทราบเรื่อง หากมีการลาออกจริงทางกรมก็ยังคงต้องตั้งคณะกรรมการสอบวินัยเหมือนเดิม เพราะเป็นการกระทำผิดในระหว่างรับราชการ
แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดระบุว่า จะนำผลสรุปและรายงานต่างๆ จากทางญี่ปุ่น รวมถึงเหตุผลของการกระทำของผู้กระทำมาประกอบการพิจารณาคดีโทษทางวินัย และจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อพิจารณาสรุปคดี และรายงานไปยังผู้บริหารกระทรวง ซึ่งหากพบว่ามีความผิดจริงก็จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป แต่บทลงโทษรุนแรงสุดคือ ไล่ออกจากราชการ
แหล่งข่าวบอกอีกว่า อย่างไรก็ตามคาดว่านายสุภัฒอาจขอลาออกจากราชการเอง เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้น อีกทั้งอายุราชการของนายสุภัฒจะหมดลงในเดือนกันยายน 2560 นี้อยู่แล้ว จึงหวังว่าสังคมไทยจะให้อภัย เพราะประวัติการรับราชการได้ทำคุณความดีให้แก่ประเทศหลายเรื่อง ไม่มีประวัติเสื่อมเสีย และการขอลาออกทำให้ ยังคงสามารถรับบำเหน็จ หรือบำนาญได้ เพราะรับราชการมานานเกินกว่า 10 ปี
วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขา ธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เรื่องกระทรวงพาณิชย์ต้องปลดรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาโดยทันที เพื่อสร้างมาตรฐานทางวินัยและจริย ธรรมของข้าราชการไทย โดยระบุว่า ตามที่สื่อมวลชนทั่วโลกได้รายงานพฤติการณ์ของนายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ที่กระทำการโดยเจตนาอย่างผิดกฎหมาย ในการลักทรัพย์ภาพวาดในโรงแรมที่พักในประเทศญี่ปุ่นจนถูกจับได้ เป็นที่น่าอับอายของสาธารณชน ที่รับรู้ข้อมูลข่าวสารไปทั่วโลก อันสะท้อน ให้เห็นถึงภาพลักษณ์ที่ตกต่ำถึงขีดสุดของข้าราชการไทยนั้น
แม้การกระทำดังกล่าวจะได้เจรจาประนี ประนอมยอมความ ยอมรับผิดและชดใช้ค่าเสียหายและจ่ายค่าปรับตามกบิลเมืองของประเทศญี่ปุ่นไปแล้วนั้น แต่ความดังกล่าว ก่อให้เกิดผลในทางภาพลักษณ์ต่อคนไทยหรือข้าราชการไทยทั้งประเทศ ซึ่งทางการไทย ไม่ควรจะยุติเรื่องดังกล่าวลงโดยเด็ดขาด เนื่องจากนายสุภัฒเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานราชการไทย การกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐาน “ลักทรัพย์” แล้ว ยังถือว่ามีความผิดทาง “วินัย” ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 อีกด้วย
เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ “ก.พ.” ที่จะต้องเร่งดำเนินการสอบสวนเอาผิดตามมาตรา 8 (7) ประกอบมาตรา 36 ข. (4) มาตรา 80, 82 (1) (10) มาตรา 83 (5) และมาตรา 85 (4) (7) เพราะเข้าข่าย “เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม” และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะต้องสั่งให้อ.ก.พ.กระทรวงดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 16 (3) ประกอบมาตรา 67 ซึ่งต้องเอาผิดทางวินัยร้ายแรงและ “สั่งให้ออกจากราชการ” โดยทันที ตามมาตรา 91, 93 ประกอบมาตรา 97 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551
เพราะความผิดที่เกิดขึ้นมีรูปธรรมที่ชัดเจน จากการรับสารภาพ การชดใช้ค่าภาพและการจ่ายค่าปรับในประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้นจะต้องดำเนินการยกเลิกบำนาญและสวัสดิการทั้งปวงเสียทั้งหมดด้วย เพื่อสร้างมาตรฐานหรือบรรทัดฐานในการลงโทษทางวินัยข้าราช การที่กระทำการที่ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศดังกล่าว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อข้าราชการทุกระดับ ที่อาจจะไปก่อเหตุทำลายชื่อเสียงของประเทศในลักษณะนี้อีกต่อไป
อนึ่ง หากกรณีที่เกิดขึ้นกระทรวงพาณิชย์และคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ไม่ดำเนินการใดๆ ต่อรองอธิบดีดังกล่าว หรือพยายามที่จะอุ้มหรือช่วยเหลือเกื้อกูลกันแล้วไซร้ สมาคมจะถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญจะใช้สิทธิทางกฎหมายดำเนินการเอากับผู้ที่เกี่ยวข้อง ต่อไปทันที