เผยสาเหตุที่อัยการญี่ปุ่น สั่งไม่ฟ้อง รองอธิบดีฯลักภาพวาด เชื่อทางการไทยไม่ยื่นมือช่วย

เมื่อวันที่ 29 มกราคม ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด อธิบายข้อกฎหมายกรณีที่อัยการญี่ปุ่นสั่งไม่ฟ้องรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาในความผิดฐานขโมยภาพของโรงแรมว่า คนไทยจำนวนมากอาจไม่เข้าใจและสงสัยว่าที่อัยการญี่ปุ่นมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีนี้มาจากการเจรจากับทางการไทยที่เข้าไปช่วยเหลือ หรือว่ามีมูลเหตุมาจากเรื่องอื่น จนส่งผลให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก ด้วยเรื่องนี้สังคมไทยอาจจะนำความรู้สึกมาเป็นประเด็นพิจารณาว่าผู้กระทำผิดเป็นข้าราชการระดับสูง ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี และเป็นเรื่องที่กระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและชื่อเสียงของคนไทยโดยรวม แต่อาจไม่ได้พิจารณาว่า การที่อัยการญี่ปุ่นมีคำสั่งไม่ฟ้องรองอธิบดีท่านนี้ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในเรื่องใด อย่างไร

 

ดร.ธนกฤต กล่าวว่า จึงมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจหลักการและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสั่งฟ้องคดีของอัยการญี่ปุ่น ซึ่งใช้หลักการฟ้องคดีอาญาโดยดุลพินิจ เช่นเดียวกับอัยการในประเทศฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา เเละตรงนี้จะทำให้อัยการญี่ปุ่นมีอิสระในการสั่งคดีและมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องคดีบางคดีได้ แม้จะมีหลักฐานเพียงพอควรเชื่อได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิดจริง ซึ่งแตกต่างจากหลักการฟ้องคดีโดยกฎหมาย เช่นที่อัยการของประเทศเยอรมนีและอิตาลี ใช้อยู่ โดยในกรณีหลังนี้ หากอัยการเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอควรเชื่อได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิด อัยการต้องฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งประกอบกับประเทศญี่ปุ่นมีการบังคับใช้กฎหมายชะลอการฟ้องด้วย จึงทำให้อัยการญี่ปุ่นมีดุลพินิจในการสั่งคดีได้อย่างกว้างขวางภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

 
ดร.ธนกฤติ กล่าวอีกว่าสำหรับ มาตรการแทนการฟ้องคดีอาญาเป็นมาตรการที่สอดคล้องกับทฤษฎีอาชญาวิทยาสมัยใหม่ ที่ไม่ต้องการลงโทษผู้กระทำความผิดทุกคน แต่ต้องการให้โอกาสผู้กระทำความผิดที่ไม่ใช่ผู้กระทำผิดโดยสันดานได้ปรับปรุงแก้ไขความประพฤติของตนเพื่อกลับคืนเข้าสู่สังคม โดยไม่ต้องถูกสังคมตีตราว่าเป็นนักโทษที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกในเรือนจำมาก่อน และการที่ผู้กระทำผิดต้องเข้าไปรับโทษในเรือนจำแทนที่จะเป็นผลดีกับสังคม อาจกลับกลายเป็นผลร้าย จากการที่ผู้กระทำผิดได้รับการบ่มเพาะสิ่งไม่ดีจากนักโทษคนอื่นและจากสภาพแวดล้อมภายในเรือนจำก็ได้

 

“ประเทศญี่ปุ่นมีบัญญัติกฎหมายชะลอการฟ้องไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 248 โดยกำหนดว่า หากอัยการพิจารณาถึงบุคลิกลักษณะ อายุ สภาพแวดล้อมของผู้กระทำผิด ความร้ายแรงและพฤติการณ์ของการกระทำความผิด และสภาพการณ์ภายหลังการกระทำความผิด แล้วเห็นว่าการฟ้องคดีต่อศาลไม่มีความจำเป็น อัยการมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีได้ คดีลักทรัพย์ภาพวาดนี้ ตามกฎหมายญี่ปุ่นไม่ถือเป็นความผิดร้ายแรง และตามข่าวที่ปรากฏทางสื่อมวลชน อัยการญี่ปุ่นเห็นว่าไม่ได้สร้างความเสียหายแก่สังคม ประกอบกับผู้กระทำผิดไม่มีประวัติการกระทำความผิดมาก่อน และผู้กระทำผิดได้สำนึกผิดแล้ว และยินดีชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด โรงแรมที่เป็นผู้เสียหายก็ยินยอมให้มีการชดใช้ค่าเสียหายและไม่ติดใจเอาความ” กล่าว

 

ดร.ธนกฤติ  กล่าวว่า  ซึ่งเข้าองค์ประกอบตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาญี่ปุ่น มาตรา 248 บัญญัติไว้ดังกล่าว อัยการญี่ปุ่นจึงมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับหลักเกณฑ์พื้นฐานประกอบการพิจารณาสั่งไม่ฟ้องคดีตามมาตรการแทนการฟ้องคดีอาญาหรือกฎหมายชะลอการฟ้องทั่วไป โดยไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นพิเศษ เพราะหากมีการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันและมีความเป็นไปของคดีแบบเดียวกันนี้ อัยการญี่ปุ่นก็ต้องมีหลักเกณฑ์ในการใช้ดุลพินิจสั่งคดีแบบเดียวกัน

 

การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่กงสุลในการติดต่อประสานงานกับทางโรงแรมและทางการของญี่ปุ่นก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติของสถานกงสุลไทยที่ต้องให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ประสบปัญหาและความเดือดร้อนในต่างแดนอยู่แล้ว และคงไม่สามารถที่จะไปแทรกแซงก้าวล่วงการใช้ดุลพินิจของอัยการญี่ปุ่นได้ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเองก็ได้รับการยอมรับว่ามีความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายมากประเทศหนึ่งในโลก อย่างที่คนไทยทราบกันดีอยู่แล้ว และคงไม่มีใครอยากไปกระทำความผิดที่ประเทศญี่ปุ่นแม้มีกฎหมายชะลอการฟ้อง เพราะต้องถูกคุมขังให้เสื่อมเสียสิทธิเสรีภาพ เสื่อมเสียชื่อเสียง และต่อให้ไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย แต่ก็ถือว่าได้กระทำความผิดแล้ว และอาจต้องรับโทษทางวินัย และทางสังคมตามมาด้วย

บทความก่อนหน้านี้อาลัยผอ.เขตพระนคร “ประเมิน ไกรรส”
บทความถัดไป“ไทยฮอนด้า”น้องใหม่บอลไทยลีกเปิดตัวยิ่งใหญ่สู้ศึกฤดูกาลแรก-ตั้งเป้าจบเลขตัวเดียว