“สุภัฒ” รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ขอโทษคนไทย ผู้บังคับบัญชา เพื่อนข้าราชการ เหตุถูกจับคดีขโมยภาพที่ญี่ปุ่น ขณะที่ ก.พาณิชย์ตั้งกรรมการสอบแล้ว มีกก.จาก ก.พ. สำนักนายกฯ ร่วมด้วย 7 วันรู้ผล พร้อมสั่งย้ายมาช่วยงานที่สำนักงานปลัดกระทรวง จนกว่าผลสอบยุติ ส่วนบรรดาข้าราชการกระทรวงห่วงภาพลักษณ์เสียหาย จี้กก.สอบต้องโปร่งใส สังคมจับตามอง ทั้งเห็นด้วย และ ไม่เห็นด้วย ด้านอัยการไทย ชี้เหตุอัยการญี่ปุ่นสั่งไม่ฟ้อง เพราะใช้หลักการฟ้องคดีอาญาโดยดุลพินิจ มุ่งเยียวยาให้กลับตัวเป็นคนดี

จากกรณีนายสุภัฒ สงวนดีกุล รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ถูกจับกุมที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ดำเนินคดีขโมยภาพวาด ต่อมากระทรวงการต่างประเทศช่วยประสานงาน และเจรจากับเจ้าทุกข์จนยอมความกันได้ โดยนายสุภัฒยอมจ่ายเงินชดใช้และขอโทษ ก่อนที่อัยการญี่ปุ่นไม่ฟ้อง และปล่อยตัวเดินทางกลับถึงไทยแล้ว ขณะเดียวกัน กลุ่มองค์กรเรียกร้องให้ต้นสังกัดลงโทษทางวินัยอย่างรุนแรงด้วยการสั่งให้ออกจากราชการ หากไม่ดำเนินการจะฟ้องดำเนินคดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 29 ม.ค. นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ได้รับการติดต่อจากรองอธิบดีแล้ว ได้กล่าวยอมรับและแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งกล่าวขอโทษผู้บังคับบัญชาและเพื่อนข้าราชการ ตลอดจนคนไทยทุกคนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานเอกอัคร ราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครโอซากา ที่เป็นธุระติดต่อประสาน งานกับทางการของญี่ปุ่น ตลอดระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัวอยู่

นางอภิรดีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว มีกรรมการครบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักนายกรัฐมนตรี และผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ถูกต้อง และได้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดทุกด้าน โดยตั้งเป้าตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะเสนอผลการตรวจสอบต่อ ผู้บังคับบัญชา และจะดำเนินการตามขั้นตอนระเบียบราชการต่อไป

รมว.พาณิชย์กล่าวต่อว่า ในกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากมีข้อสงสัยอะไร คณะกรรมการสามารถเชิญผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาให้คำปรึกษาหารือได้ เพื่อให้ได้ข้อมูลและผลการตรวจสอบที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมา แต่ระหว่างที่มีการตรวจสอบ กระทรวงมี คำสั่งให้มาช่วยงานที่สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ไปพลางก่อน จนกว่าผลการตรวจสอบจะได้ข้อยุติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโทษทางวินัยนั้น มีความผิด 5 ระดับ คือ ภาคทัณฑ์ ลดเงินเดือน ตัดเงินเดือน ให้ออก และไล่ออกจากราชการ

ส่วนนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่าในวันที่ 30 ม.ค. จะหารือกับนางอภิรดี รมว.พาณิชย์ น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับนายสุภัฒ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ทุกอย่างมีขั้นตอนในการดำเนินการอยู่แล้ว โดยจะลงนามตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในวันเดียวกันนี้ด้วย จากนั้นต้องเดินตามระบบ ส่วนจะปลด หรือลงโทษอย่างไรนั้น ต้องรอผลจากคณะกรรมการก่อน

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่าแนวทางที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของกระทรวงพาณิชย์กลับมาดีขึ้นได้นั้น คณะกรรมการจะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสที่สุด เพราะเป็นกรณีที่สังคมกำลังจับตามอง และมีทั้งคน ที่เห็นด้วย กับคนที่ไม่เห็นด้วยต่อกรณีการให้ปลดออกจากตำแหน่ง เพราะถึงแม้ว่าจะปลดจากตำแหน่ง แต่กระบวนการสอบสวนก็ยังดำเนินต่อจนได้ข้อยุติ พร้อมแนวทางตัดสิน ซึ่งบทลงโทษก็มีหลายระดับ

วันเดียวกัน นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด อธิบายข้อกฎหมายกรณีอัยการญี่ปุ่นสั่งไม่ฟ้องรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ว่าคนไทยจำนวนมากอาจไม่เข้าใจ และสงสัยว่าที่อัยการญี่ปุ่นไม่ฟ้องคดีนี้มาจากการเจรจากับทางการไทยที่เข้าไปช่วยเหลือ หรือว่ามีมูลเหตุ มาจากเรื่องอื่น จนส่งผลให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก ด้วยเรื่องนี้สังคมไทยอาจจะนำความรู้สึกมาเป็นประเด็นพิจารณาว่าผู้กระทำผิดเป็นข้าราชการ ระดับสูง ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นเรื่องที่กระทบ ต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และชื่อเสียงของคนไทยโดยรวม แต่อาจไม่ได้พิจารณาว่า การที่อัยการญี่ปุ่นมีคำสั่งไม่ฟ้อง เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายในเรื่องใด อย่างไร

นายธนกฤตกล่าวว่าจึงมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจหลักการ และกฎหมายที่เกี่ยว ข้องกับการสั่งฟ้องคดีของอัยการญี่ปุ่น ซึ่งใช้หลักการฟ้องคดีอาญาโดยดุลพินิจ เช่นเดียวกับอัยการในประเทศฝรั่งเศส และสหรัฐ อเมริกา ตรงนี้จะทำให้อัยการญี่ปุ่นมีอิสระในการสั่งคดี และมีอำนาจใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องคดีบางคดีได้ แม้จะมีหลักฐานเพียงพอควรเชื่อได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิดจริง ซึ่งแตกต่างจากหลักการฟ้องคดีโดยกฎหมาย เช่น อัยการของประเทศเยอรมนี และอิตาลีใช้อยู่ โดยในกรณีหลังนี้ หากอัยการเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอควรเชื่อได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิด อัยการต้องฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งประกอบ กับประเทศญี่ปุ่นมีการบังคับใช้กฎหมายชะลอ การฟ้องด้วย จึงทำให้อัยการญี่ปุ่นมีดุลพินิจในการสั่งคดีได้อย่างกว้างขวาง ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการแทนการฟ้องคดีอาญาเป็นมาตรการที่สอดคล้องกับทฤษฎีอาชญาวิทยาสมัยใหม่ ที่ไม่ต้องการลงโทษผู้กระทำความผิดทุกคน แต่ต้องการให้โอกาสผู้กระทำความผิดที่ไม่ใช่ผู้กระทำผิดโดยสันดาน ได้ปรับปรุงแก้ไขความประพฤติของตนเพื่อกลับคืนเข้าสู่สังคม โดยไม่ต้องถูกสังคมตีตราว่าเป็นนักโทษที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกมาก่อน และการที่ผู้กระทำผิดต้องเข้าไปรับโทษในเรือนจำแทนที่จะเป็นผลดีกับสังคม อาจกลับกลายเป็นผลร้าย จากการที่ผู้กระทำผิดได้รับการบ่มเพาะสิ่งไม่ดีจากนักโทษคนอื่น และจากสภาพแวดล้อมภายในเรือนจำก็ได้

นายธนกฤตกล่าวว่า ญี่ปุ่นมีบัญญัติกฎหมาย ชะลอการฟ้องไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 248 โดยกำหนดว่า หากอัยการพิจารณาถึงบุคลิกลักษณะ อายุ สภาพแวดล้อมของผู้กระทำผิด ความร้ายแรงและพฤติการณ์ของการกระทำความผิด และสภาพการณ์ภายหลังการกระทำความผิด แล้วเห็นว่าการฟ้องคดีต่อศาลไม่มีความจำเป็น อัยการมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีได้ คดีลักทรัพย์ภาพวาดนี้ ตามกฎหมายญี่ปุ่นไม่ถือเป็นความผิดร้ายแรง และตามข่าวที่ปรากฏ อัยการญี่ปุ่นเห็นว่าไม่ได้สร้างความเสียหายแก่สังคม ประกอบกับผู้กระทำผิดไม่มีประวัติการกระทำ ความผิดมาก่อน และผู้กระทำผิดได้สำนึกผิดแล้ว และยินดีชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด โรงแรม ที่เป็นผู้เสียหายก็ยินยอมให้ชดใช้ค่าเสียหาย และไม่ติดใจเอาความ

อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวอีกว่าซึ่งเข้าองค์ประกอบตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาญี่ปุ่น มาตรา 248 บัญญัติไว้ดังกล่าว อัยการญี่ปุ่นจึงมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีได้ ก็สอดคล้องกับหลักเกณฑ์พื้นฐานประกอบการพิจารณาสั่งไม่ฟ้องคดีตามมาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา หรือกฎหมายชะลอการฟ้องทั่วไป โดยไม่ได้เป็น การเลือกปฏิบัติกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นพิเศษ เพราะหากมีการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกัน และมีความเป็นไปของคดีแบบเดียวกันนี้ อัยการญี่ปุ่นก็ต้องมีหลักเกณฑ์ในการใช้ดุลพินิจสั่งคดีแบบเดียวกัน

นายธนกฤตกล่าวว่า การทำหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่กงสุลในการติดต่อประสานงานกับโรงแรม และทางการของญี่ปุ่น ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติของสถานกงสุลไทย ที่ต้องให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ประสบปัญหา และความเดือดร้อนในต่างแดนอยู่แล้ว และคงไม่สามารถที่จะไปแทรกแซงก้าวล่วงการใช้ดุลพินิจของอัยการญี่ปุ่นได้ ซึ่งญี่ปุ่นเองก็ได้รับการยอมรับว่ามีความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายมากประเทศหนึ่งในโลก อย่างที่คนไทยทราบกันดีอยู่แล้ว คงไม่มีใครอยากไปกระทำความผิดที่ญี่ปุ่น แม้มีกฎหมายชะลอการฟ้อง เพราะต้องถูกคุมขังให้เสื่อมเสียสิทธิเสรีภาพ เสื่อมเสียชื่อเสียง และต่อให้ไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย แต่ถือว่าได้กระทำความผิดแล้ว อาจต้องรับโทษทางวินัย และทางสังคมตามมาด้วย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน