กสม.จี้ดีเอสไอรับคดี “บิลลี่” แกนนำกะเหรี่ยงแก่งกระจาน ที่หายตัวเป็นคดีพิเศษ เตรียมทำหนังสือสอบถามถึงเหตุผลที่ไม่รับคดี แฉเมียบิลลี่โดนคุกคามหนัก ด้านเมียบิลลี่เผยรู้สึกท้อแท้ผิดหวังอย่างมาก ขณะที่ดีเอสไอแจงเหตุไปรับเป็นคดีพิเศษ เพราะไม่แน่ชัดเสียชีวิตแล้วหรือไม่ แถมไม่พบวัตถุพยานเพิ่้มเติมเมื่อวันที่ 1 ก.พ. พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงคำร้องที่น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือมีนอ ภรรยาของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ป่าแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ยื่นเรื่องให้ดีเอสไอพิจารณาและรับเป็นคดีพิเศษ หลังนายพอละจีหายตัวไปตั้งแต่ปี 2557 ว่าหลังดีเอสไอรับ คำร้องจากน.ส.พิณนภา ก็นำเรื่องเข้าที่ประชุมอนุคณะกรรมการคดีพิเศษและสืบสวนสอบสวน เพื่อหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง แต่จากการสืบสวนยังไม่ทราบแน่ชัดว่านายพอละจีเสียชีวิตแล้วหรือไม่ อีกทั้งยังไม่พบวัตถุพยานหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติม ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนสอบสวนมาสักระยะหนึ่งแล้ว
พ.ต.ท.กรวัชร์กล่าวอีกว่า ดังนั้น ที่ประชุมอนุคณะกรรมการคดีพิเศษ จึงมีมติไม่รับคำร้องของน.ส.พิณนภาเป็นคดีพิเศษ และเสนอเรื่องให้คณะกรรมการคดีพิเศษทราบแล้ว เมื่อครั้งการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2559 ซึ่งการที่ดีเอสไอไม่รับคดีของนายพอละจีเป็นคดีพิเศษไม่ใช่ว่าในอนาคตจะไม่สามารถนำคดีกลับมาพิจารณาเป็นคดีพิเศษอีกไม่ได้ หากเราพบพยานหลักฐานใหม่และเข้าองค์ประกอบของกฎหมายคดีพิเศษก็สามารถนำมาพิจารณาใหม่ได้
ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีดีเอสไอไม่รับเรื่องบิลลี่เป็นคดีพิเศษว่า กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่รับการร้องเรียนให้ตรวจสอบ เรื่องการหายตัวไปของนายพอละจีเตรียมทำหนังสือสอบถามไปยังดีเอสไอ ว่าเพราะเหตุใดถึงมีมติไม่รับเรื่องบิลลี่เป็นคดีพิเศษ พร้อมทำหนังสือสอบถามไปยังกระทรวงยุติธรรมว่าให้ความยุติธรรมกับคดีนี้เพียงพอหรือไม่ โดยจะดำเนินการใน 1-2 วันนี้ เพื่อทวงถามความยุติธรรมให้ครอบครัวนายพอละจี เพราะที่ผ่านมาตำรวจ บช.ภ.7 ทำคดีนี้มาโดยตลอด และยังได้สอบสวนพยานบุคคลเพิ่มเติมหลายปาก รวมทั้งได้ข้อมูลเรื่องรถที่อาจเชื่อมโยงกับการหายตัวไปของนายพอละจี แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดดีเอสไอถึงบอกว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ อีกทั้งพยานหลักฐานที่ตำรวจได้ข้อมูลมานั้นเป็นเรื่องที่แม้แต่ครอบครัวของนายพอละจียังไม่ทราบ จึงคิดว่าพยานหลักฐานที่ได้มาน่าจะเพียงพอต่อการรับเป็นคดีพิเศษ
นางอังคณากล่าวอีกว่า ยังไม่ได้คุยกับ น.ส.พิณนภา แต่ทราบว่าภรรยาของบิลลี่ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อ เมื่อรู้ว่าดีเอสไอไม่รับเป็นคดีพิเศษ อีกทั้งภรรยาของบิลลี่ก็ไม่สามารถเดินเรื่องได้มากนัก เนื่องจากถูกคุกคามโดยตลอด
ขณะที่น.ส.พิณนภา ภรรยานายพอละจี กล่าวว่า หลังรู้มติของดีเอสไอแล้วในใจลึกๆ รู้สึกผิดหวังอย่างมาก สำหรับคนจนๆ คนด้อยโอกาสที่อาศัยอยู่ในป่าเขา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายบิลลี่ความหวังเดียวของครอบครัวก็คือกระบวนการยุติธรรมที่จะนำคนผิดมาดำเนินคดีให้ได้ แต่มาถึงวันนี้ผ่านมาเกือบ 3 ปีแล้ว ครอบครัวก็ยังไม่สามารถพึ่งหวังอะไรได้เลย
“ทั้งเหนื่อยและผิดหวัง ที่เราสู้มาโดยตลอดเพื่ออยากทวงคืนความยุติธรรมให้กับครอบครัว แต่มาวันนี้เมื่อรู้มติของดีเอสไอทำให้รู้สึกท้อและไม่รู้ว่าจะเดินหน้าทวงถามความยุติธรรมให้พี่บิลลี่ต่อไปอย่างไร แต่ถึงอย่างไรก็คงต้องสู้และหาทางเรียกร้องความยุติธรรมต่อไป แม้จะยากเพียงใด เพราะไม่อยากให้เรื่องนี้เงียบไป และหลังจากนี้จะปรึกษากับนางอังคณาว่าจะมีช่องทางในการทวงความยุติธรรมให้พี่บิลลี่ต่อไปอย่างไรบ้าง” น.ส.พิณนภากล่าว