Khaosod
Online

วันอังคาร ที่ 24 พ.ย. 2563

"ปาบึก"เผ่นอันดามัน หางฟาด ภาคใต้ฝนยังหนักคลื่นยักษ์ถล่ม! บางสะพานวุ่น

6 ม.ค. 2562 - 10:23 น.

ปภ.ชี้ 8จว.อ่วม เสียชีวิต3ราย บิ๊กตู่จ่อลงพื้นที่

พายุ"ปาบึก"ยังฟาดหาง ฝนตกหนัก แม้ออกทะเลอันดามันทาง จ.พังงา และลดระดับเป็นดีเปรสชัน ปภ.สรุปความเสียหาย 8 จังหวัดภาคใต้ เสียชีวิต 3 ศพ แบ่งเป็นที่นครศรีธรรมราช 2 ศพ และที่ปัตตานี 1 ศพ แต่ยังมีสูญหายอีก 1 ราย สั่งเร่งฟื้นฟู ชาวนครฯ เริ่มกลับบ้านเคลียร์พื้นที่ ปีติโรงครัวพระราชทาน ขณะที่บางสะพาน-ทับสะแกอ่วมหนัก สั่งอพยพด่วน หลังคลื่นสูงกว่า 6 เมตรถล่มชายฝั่ง บ้านเรือนประชาชนเสียหาย ขณะที่รถไฟใต้ยังอัมพาต ไปได้แค่ทุ่งสง 3 สนามบินใต้เปิดใช้ เอสเอ็มอี แบงก์ ชงมาตรการพักหนี้-ปล่อยกู้ กรมบัญชีกลางเปิดวงเงินทดรองจ่ายจังหวัดละ 20 ล้านบาท ช่วยผู้ได้รับผลกระทบ บิ๊กตู่อยากลงใต้

ปาบึกพ้นแล้ว-อ่อนกำลัง

พายุปาบึก / จากกรณีพายุโซนร้อน "ปาบึก" ซัดถล่มภาคใต้ของไทย โดยเข้าฝั่งที่อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เมื่อเวลา 12.45 น. ของวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชน เสาไฟฟ้าโค่นล้ม และทำให้พื้นที่ภาคใต้หลายจังหวัดเกิดฝนตกหนัก และเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่จ.สุราษฎร์ธานี

ความคืบหน้าวันที่ 5 ม.ค. กรมอุตุนิยม วิทยา ออกประกาศพายุโซนร้อนปาบึก ฉบับที่ 21 ระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. พายุโซนร้อนปาบึก มีศูนย์กลางอยู่บริเวณอ.อ่าวลึก จ.กระบี่ มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัว ทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อยด้วยความเร็ว 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนลงทะเลอันดามันในวันนี้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรี ธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่

ต่อมาเวลา 11.00 น. นายภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศกรมอุตุ นิยมวิทยา ว่าพายุโซนร้อนปาบึก อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว เมื่อเวลา 07.00 น. และเมื่อเวลา 09.00 น. พายุดีเปรสชันปาบึก เคลื่อนลงทะเลอันดามันแล้ว ศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 15 กิโลเมตร จากชายฝั่งทางทิศตะวันตกของอ.ตะกั่วป่า จ.พังงา มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อยด้วยความเร็ว 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ลักษณะเช่นนี้ทำให้มี ฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบ คีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ โดยจะมีผล กระทบต่อไปอีก 1 วัน ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในที่ลุ่มต่ำได้

สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันยังคงมีกำลังแรง โดยทะเลมีคลื่นสูง 3-5 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ชายฝั่งภาคตะวันออกและภาคใต้ ระวังอันตรายจากลมแรง และคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือ ควรงดการเดินเรือต่อไปอีก 1 วัน ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวพยากรณ์อากาศ และประกาศเตือนภัยได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยม วิทยา https://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กระทบ 8 จังหวัด-ตาย 3 ศพ

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ผู้อำนวยการกลาง กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กลาง (กอปภ.ก.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ม.ค. อิทธิพลจากพายุโซนร้อนปาบึกส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก พายุลมแรง คลื่นซัดฝั่ง ในพื้นที่ภาคใต้ รวม 8 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช เกิดวาตภัยในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อ.ปากพนัง อ.เมืองนครศรีธรรมราช อ.หัวไทร อ.ขนอม อ.สิชล และ อ.ท่าศาลา รวมถึงเกิดน้ำหลากที่ อ.ฉวาง และ อ.พิปูน ปัจจุบันระดับน้ำลดลง และมีน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่ม อ.ร่อนพิบูลย์ ทั้งนี้อพยพประชาชนในพื้นที่ 7 อำเภอ (อ.ปากพนัง อ.ท่าศาลา อ.สิชล อ.เมืองนครศรีธรรมราช อ.หัวไทร อ.ขนอม อ.ลานสกา) 240 จุดรวม 34,089 คน

จากการสำรวจความเสียหายในเบื้องต้น เสาไฟฟ้าล้ม 32 ต้น ระบบสื่อสารพื้นฐาน ใช้งานได้แล้ว มีรายงานผู้เสียชีวิต 2 ราย (อ.ปากพนัง 1 ราย และอ.เฉลิมพระเกียรติ 1 ราย) สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีฝนตกในพื้นที่ ปัตตานี เกิดวาตภัยในพื้นที่อ.ยะหริ่ง 2 ตำบล (ต.แหลมโพธิ์ ต.ตะโละกาโปร์) บ้านเรือนประชาชนเสียหาย 25 หลัง มีผู้เสียชีวิตจากเหตุเรืออับปางในเขต อ.ยะหริ่ง 1 ราย สูญหาย 1 ราย ทั้งนี้อพยพประชาชนใน 3 อำเภอ (อ.ยะหริ่ง อ.หนองจิก อ.เมือง) รวม 22 จุด 1,906 คน ปัจจุบันท้องฟ้าเปิด

สุราษฎร์ธานี เกิดน้ำหลากท่วมในเขต อ.กาญจนดิษฐ์ และอ.ดอนสัก อพยพประชาชน ใน 7 อำเภอ (อ.ดอนสัก อ.พุนพิน อ.เกาะสมุย อ.เกาะพะงัน อ.ท่าชนะ อ.เมือง อ.ท่าฉาง) รวม 27 จุด 1,661 คน ไม่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ปัจจุบันมีฝนเล็กน้อย

สงขลาเสาไฟล้ม 17 ต้น

สงขลา เกิดวาตภัยในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองสงขลา อ.ควนเนียง และอ.รัตภูมิ เสาไฟฟ้าล้ม 17 ต้น หอกระจายข่าวเสียหาย 1 แห่ง บ้านเรือนเสียหายจากคลื่นซัดฝั่ง 475 หลัง ทั้งนี้ ได้อพยพประชาชนในพื้นที่ 6 อำเภอ (อ.สิงหนคร อ.สทิงพระ อ.ระโนด อ.เทพา อ.กระแสสินธุ์ และอ.เมือง) รวม 56 จุด 5,622 คน ไม่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ปัจจุบันไม่มีฝนตก

นายชยพลกล่าวต่อว่า ชุมพร อพยพประชาชนในพื้นที่ 6 อำเภอ (อ.ละแม อ.หลังสวน อ.สวี อ.ทุ่งตะโก อ.เมือง และอ.ปะทิว) รวม 39 จุด 2,121 คน ไม่มีรายงานความเสียหาย ไม่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ปัจจุบันมีฝนตกเล็กน้อย

ยะลา อพยพประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองยะลา รวม 1 จุด 11 คน ไม่มีรายงานความเสียหาย ไม่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ปัจจุบันมีฝนตกเล็กน้อย พัทลุง อพยพประชาชน ในพื้นที่อำเภอควนขนุน รวม 1 จุด 50 คน และนราธิวาส เกิดวาตภัยในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองนราธิวาส อ.บาเจาะ อ.ยี่งอ รวม 8 ตำบล 59 หมู่บ้าน บ้านเรือนได้รับผลกระทบ 1,422 หลัง ไม่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ปัจจุบัน ไม่มีฝนตก

นครฯคลี่คลาย-น้ำยังท่วม

ที่จ.นครศรีธรรมราช หลังจากพายุปาบึกพัดผ่านเข้าจ.กระบี่ สภาพอากาศดีขึ้น แต่ยังคงมีน้ำท่วมขัง นายสมพงศ์ เลขมาศ อายุ 53 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 2 เปิดเผยว่า อากาศเช้านี้ดี ฝนไม่ตก ลมไม่แรง ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังมีบางหมู่บ้าน ที่ได้รับผล กระทบ ส่งผลให้มีน้ำท่วมสูง บริเวณในตัวเมืองบางจุด ขณะนี้ปริมาณยังมีน้ำท่วมสูง บางแห่ง บางครอบครัวต้องอดข้าวอดน้ำ หรือ มีอาหารทานน้อย ต้องรับประทานอย่างประหยัด เนื่องจากร้านค้า และห้างสรรพสินค้าในตัวเมือง และนอกเมืองบางแห่งปิด ของขาดตลาด ทำให้ไม่มีอาหารตุน ส่วนปั๊มน้ำมัน บริเวณโดยรอบตัวเมือง และรอบตัวเมือง ส่วนใหญ่ปิดให้บริการหมด ชาวบ้าน จึงค่อนข้างเดือดร้อน แต่คาดว่าสถานการณ์ ดีขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเย็น ร้านค้าอาจจะทยอยเปิดร้านแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสภาพบริเวณถนนศรีวิชัย ต.ปากนคร อ.เมือง จ.นครศรี ธรรมราช ยังคงมีเสาไฟฟ้าแรงสูง และต้นไม้ขนาดใหญ่ ล้มลงมาระเนระนาดขวางถนนหลัก ที่ใช้สัญจรไปมายาวประมาณ 1 กิโลเมตร ทำให้ต้องปิดถนน เหลือเพียง 1 ช่องทาง ชาวบ้านที่สัญจรลำบาก ไฟฟ้าถูกตัด

ที่ซอยมุมป้อม ซอยประตูขาว ซอยเพนียด ถนนท่าโพธิ์ และถนนหน้าตลาดสดคูขวาง รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านไปมาได้ ชาวบ้านในชุมชนต้องเดินลุยน้ำและใช้เรือพายเดินทางเข้าออกจากบ้านที่ท่วมสูงประมาณ 50-100 ซ.ม.ในขณะที่ทางเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ได้ปักธงแดงเพื่อเตือนชาวบ้านว่าตอนนี้มวลน้ำจากเขาหลวงกำลังไหลเข้าสู่เขตเทศบาลและให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบขนย้ายข้าวของไปไว้ ในที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย

นอกจากนั้นในพื้นที่อำเภอ ที่อ.ทุ่งสง น้ำที่ไหลหลากเข้าท่วมในเขตเทศบาลเมืองทุ่งสงเมื่อกลางดึก ลดระดับลงในช่วงเช้า มีเพียงจุดสี่แยกหนองหว้า ต.ชะมาย ที่น้ำยังสูง รถไม่สามารถสัญจรไปมาได้

ส่วนที่ชุมชนบ้านชายทะเล ปริมาณน้ำลดลง เหลือเพียงโคลน และข้าวของที่กระจัดกระจาย ที่พัดพามากับน้ำ ชาวบ้านต้องออกมาทำความสะอาดบ้านเรือนของตัวเองให้เข้าสู่ภาวะปกติ

ปีติโรงครัวพระราชทาน

พล.ต.ไตรรัตน์ ไชยนุรัตน์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 41 ผู้อำนวยการศูนย์บรรเทา สาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 41 ได้จัดรถครัวสนามประจำพื้นที่เป็นโรงครัวพระราชทาน และชุดแพทย์เคลื่อนที่เข้ามายังศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุทกภัยและวาตภัย ไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่โรงยิมเนเซียมเทศบาลเมืองปากพนัง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช

ทั้งนี้โรงครัวพระราชทาน ได้มีกำลังพลเข้ามาประกอบอาหารแจกจ่ายให้กับประชาชน พร้อมชุดแพทย์มาดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ ต.แหลมตะลุมพุก ที่อพยพมาอยู่ที่ศูนย์อพยพจำนวน นับพันคน ซึ่งมีเด็ก คนชรา และคนพิการ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โดยประชาชน ทยอยเข้ารับแจกอาหารมื้อเที่ยง ด้วยความปลาบปลื้มใจในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานโรงครัวปรุงอาหาร ให้ประชาชนเป็นล้นพ้น

ชุมพร-ตรังต้นไม้ใหญ่ล้ม

ที่อ.หลังสวน จ.ชุมพร พิษพายุปาบึก ส่งผลให้ต้นไม้ล้มขวางถนนเอเชีย 41 หมู่ที่ 6 ต.บ้านควน โดยเป็นต้นสนขนาดใหญ่ 2 ต้น ล้มจากร่องกลางถนน ถูกลมแรงฉุดทั้งรากทั้งโคน ล้มลงขวางถนน เอเชีย 41 รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านได้ ตร.ทล.หลังสวน ต้องปิดการจราจรในช่วงดังกล่าว ให้รถทุกชนิดไปใช้ช่องทางขาล่องใต้

ที่บ้านท้องตมใหญ่ หมู่ 1 ต.ด่านสวี มีรูปปั้น ม้าน้ำเป็นแลนด์มาร์กดึงดูดนักท่องเที่ยว เสียหายจากน้ำทะเลหนุน สะพานท่าเทียบเรือได้รับความเสียหาย และหมู่ 8 บ้านหัวเขาถ่าน ต.ท่าหิน อ.สวี ซึ่งเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวสำคัญเชิงนิเวศ บ้านพักโฮมสเตย์ ถูกคลื่นน้ำทะเลดันจนท่วมพื้นบ้านไม้ปูพื้นหลุดแตกเป็นแผ่นลอยกระจายเกลื่อนชาวบ้านและผู้ประกอบการเร่งช่วยกันขนย้ายสิ่งของกันอย่างเร่งรีบ โดยชาวบ้านเปิดเผยว่าปีนี้หนักกว่าปีก่อน ที่ผ่านมาเนื่องจากมีพายุปาบึกเข้ามาสมทบกับช่วงมรสุมเท่ากับว่าความเสียหายหนักเป็น 2 เท่า

ที่จ.ตรัง ต้นไม้ขนาดใหญ่ล้มทับบ้านเรือน ที่บ้านเกาะมุกด์ หมู่ที่ 2 ต.เกาะลิบง อ.กันตัง ซึ่งเป็นบ้านของนางจ๊ะ พรมจันทร์ เสียหาย โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและยังทับสายไฟฟ้า จนขาดด้วย ส่วนทะเลตรังมีคลื่นลมแรงสูงกว่า 2 เมตร จนเรือทุกชนิดยังคงต้องงดออกจากฝั่งมาถึง 2 วันแล้ว ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต่างรู้สึกหวาดผวา แต่ยังคงไม่อพยพผู้คนออกนอกพื้นที่ โดยต่างรอติดตามสถานการณ์และรับแจ้งข่าวอย่างใกล้ชิด

นายลือชัย เจริญทรัพย์ ผวจ.ตรัง กล่าวว่า ตนได้รับรายงานคลื่นลมที่ค่อนข้างแรงขึ้นตามลำดับ และบางพื้นที่ริมฝั่งอันดามันก็เริ่มมีฝนตกชุก ซึ่งทางจังหวัดออกประกาศงดการออกเดินเรือทุกชนิดนับตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ม.ค. แล้ว แต่ก็ยังมีเรือบางลำยังไม่ยอมกลับเข้าฝั่ง และขอไปหลบอยู่ตามเกาะแก่งต่างๆ แทน ซึ่งทางจังหวัดก็ห่วงใยในเรื่องของชีวิตและทรัพย์สิน เพราะไม่มั่นใจว่าจุดดังกล่าวจะหลบ พายุได้ 100 เปอร์เซ็นต์

คลื่นซัดบางสะพานอ่วม

ที่อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีกระแส ลมพัดมาอย่างรุนแรง คลื่นในทะเลสูง 3- 5 เมตร พัดเข้าสู่ชายฝั่งหมู่ที่ 5 ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน ต้นไม้ที่อยู่ริมทะเลโค่นล้มเสียหาย บ้านเรือนประชาชนที่อยู่อาศัยริมอ่าวแม่รำพึงเสียหาย ต้องอพยพประชาชนกว่า 60 หลังคาเรือนไปยังศูนย์อพยพชั่วคราว ที่ทำการ อบต.แม่รำพึง

นายสมหมาย สิบธง อายุ 79 ปี และ นางบุญแทน สิบธง อายุ 79 ปี บ้านเลขที่ 41/2 ม.5 ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน เปิดเผยว่า ขณะนอนอยู่ภายในบ้านที่ตั้งอยู่ริมอ่าวแม่รำพึง ช่วงเวลาประมาณ 04.00 น. มีกระแสลมพัดเข้ามาอย่างรุนแรง และเกิดคลื่นขนาดใหญ่พัดเข้าสู่ชายฝั่ง ทำให้คลื่นพัดเข้ามาในบ้านที่กำลัง นอนอยู่ จึงต้องช่วยกันขนของออกจากบ้าน และรีบหนีเพื่อเอาชีวิตรอด ช่วงเช้าจึงเข้าไปดูพบว่าบ้านได้รับความเสียหายทั้งหลัง และยังมีคลื่นพัดเข้ามาในบ้านนำเอาสิ่งของภายในบ้านรวมทั้งฝาบ้านหายไปทั้งแถบ

ทั้งนี้พื้นที่อ.บางสะพานจะได้รับผลกระทบ จากน้ำที่มาจากเทือกเขาตะนาวศรี และอ่างเก็บน้ำ ทั้งอ่างเก็บน้ำคลองลอย อ่างเก็บน้ำ วังน้ำเขียว อ่างเก็บน้ำโป่งสามสิบ และอ่างเก็บน้ำช่องลม มีปริมาณน้ำทุกอ่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ มีการระบายน้ำผ่านสปิลเวย์ไหลลงสู่คลองต่างๆ และจะไหลผ่านในเขตตัวเมือง มารวมที่สะพานวังยาว ก่อนเข้าสู่เขตเมือง ตัวบางสะพาน

น้ำทะเลหนุน-เร่งอพยพ

นายภิรมย์ นิลทยา รอง ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า คลื่นลมแรงทำให้บ้านเรือนประชาชน และร้านค้าริมชายหาดได้รับผลกระทบบางจุด พังเสียหาย และเริ่มกัดเซาะชายฝั่งในหลายจุด แล้ว ตั้งแต่ อ.เมือง อ.ทับสะแก อ.บางสะพาน และ อ.บางสะพานน้อย ซึ่งประเมินสถานการณ์ แล้วพบว่า ที่ อ.บางสะพาน ได้รับผลกระทบมากที่สุด บางจุดเสาไฟฟ้าล้ม เจ้าหน้าที่เตรียมเข้าแก้ไขปัญหาให้สามารถปล่อยกระแสไฟฟ้า ได้ตามปกติ ส่วนขยะริมชายหาดและที่ถูกคลื่นซัดขึ้นมาบนถนนและชายหาดนั้น จุดไหน สามารถเก็บได้ให้ดำเนินการในทันที แต่หากจุดไหนยังคลื่นแรงให้ดูความปลอดภัยของ เจ้าหน้าที่และประชาชนเป็น หลัก

ทั้งนี้มีความเป็นห่วงในวันพรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันแรม 1 ค่ำ น้ำทะเลขึ้นสูงสุด บ้านเรือนประชาชน และร้านค้าริมทะเลจะได้รับผล กระทบหนักอีกหนึ่งวัน

ส่วนที่ชายทะเลอำเภอทับสะแก คลื่นในทะเลสูง 5-6 เมตร พัดเข้าสู่ชายฝั่งหมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 3 ต.ทับสะแก จนสิ่งปลูกสร้างบ้านเรือนประชาชน ร้านอาหาร เสียหายไปแล้วจำนวนหลายหลัง

นายปรีดา สุดใจ นายอำเภอทับสะแก กล่าวว่า คลื่นสูงทำให้พัดข้ามเขื่อนกันคลื่นเข้าเข้าท่วมบ้านเรือนของประชาชนพังเสียหายไปแล้วหลายหลัง จึงประสานกองร้อย อส.อำเภอ ทหาร ตำรวจ มูลนิธิ และตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 ค่ายพระมงกุฎเกล้า ช่วยเคลื่อนย้ายชาวบ้านไปอยู่ที่ศูนย์อพยพชั่วคราวที่วัดทุ่งประดู่แล้ว

3 สนามบินเปิดใช้ได้แล้ว

ที่ท่าอากาศยานสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทาง มาเช็กอินและจองเที่ยวบินเพื่อที่จะเดินทาง ออกจากเกาะสมุยกันแน่นขนัด โดยเครื่องบินสามารถเดินทางออกจากท่าอากาศยานเที่ยวแรกได้ในเวลา 09.10 น. มุ่งหน้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีเจ้าหน้าที่ประเมินความปลอดภัยเป็นระยะๆ

ที่ชายหาดเฉวง แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของเกาะสมุย ยังได้รับอิทธิพลพายุ "ปาบึก" น้ำทะเล หนุนสูง คลื่นสูง 2-3 เมตรซัดเข้าชายฝั่ง และปักธงแดงตลอดแนวชายหาด ด้านผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหารที่อยู่ติดชายหาด กั้นพื้นที่แจ้งกับนักท่องเที่ยวให้อยู่ห่างออกจากชายหาด และไม่ให้เข้าไปถ่ายรูปคลื่นทะเลใกล้ชิดกับแนวคลื่นด้วย เพราะอาจจะได้รับอันตราย

เมื่อเวลา 11.00 น. บริษัท ซีทรานเฟอร์รี่ จำกัด ได้แจ้งการเปิดบริการเดินเรือเป็นปกติ ในเส้นทางดอนสัก-เกาะสมุย เที่ยวแรก 12.00 น. เป็นต้นไป และเส้นทาง เกาะสมุย-ดอนสัก เที่ยวแรก 14.00 น. เป็นต้นไป

นางอัมพวัน วรรณโก อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) เปิดเผยว่า หลังจากได้ตรวจสอบความพร้อมด้านมาตรฐานด้านการบินเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและสายการบิน พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์ของท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานีและท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เห็นว่าพายุปาบึกไม่น่าจะส่งผลกระทบแล้ว จึงประกาศให้เปิดทำการท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง ได้ตามปกติ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ทั้งนี้สำหรับผู้โดยสารที่มีความประสงค์ที่จะเดินทาง ในช่วงเวลาดังกล่าว สามารถติดต่อสอบถามสายการบิน เพื่อสำรองที่นั่งในการเดินทางและขอให้ผู้โดยสารเผื่อเวลาในการเดินทางก่อนขึ้นเครื่อง

รฟ.อัมพาต-ไปแค่ทุ่งสง

นายฐากูร อินทรชม ผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่าฝนที่ตกอย่างหนักจากพายุปาบึก ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช มีน้ำเข้าไหลท่วมในย่านสถานีที่วัง อ.ทุ่งสง และท่วมทางรถไฟระหว่างสถานีโคกคราม-นครศรีธรรมราช ทำให้ขบวนรถไม่สามารถผ่านได้จึงเดินรถได้แค่ อ.ทุ่งสง โดยมีรถ 2 สายทางที่ได้รับผลกระทบคือ 1.สายกันตัง ขบวนรถด่วนที่ 83 กรุงเทพ-ตรัง เดินถึงสถานีชุมทางทุ่งสง จากนั้นขนถ่ายผู้โดยสารต่อทางรถยนต์ไปปลายทาง ขบวนรถเร็วที่ 167 กรุงเทพ-กันตัง เดินถึงสถานีชุมทางทุ่งสง จากนั้นขนถ่าย ผู้โดยสารต่อทางรถยนต์ไปปลายทาง ขบวนรถด่วนที่ 84 ตรัง-กรุงเทพ ขนถ่ายผู้โดยสารทางรถยนต์จากสถานีตรัง ห้วยยอด มาต่อขบวนรถออกต้นทางที่สถานีชุมทางทุ่งสง ขบวนรถเร็วที่ 168 กันตัง-กรุงเทพ ขนถ่าย ผู้โดยสารทางรถยนต์จากสถานีกันตัง ตรัง ห้วยยอด มาต่อขบวนรถออกต้นทางที่สถานีชุมทางทุ่งสง

2.รถไฟสายนครศรีธรรมราช ขบวนรถเร็วที่ 173 กรุงเทพ-นครศรีธรรมราช เดินถึงสถานีชุมทางทุ่งสง จากนั้นขนถ่ายผู้โดยสารต่อทางรถยนต์ไปปลายทาง ขบวนรถด่วน ที่ 85 กรุงเทพ-นครศรีธรรมราช เดินถึงสถานีชุมทางทุ่งสง จากนั้นขนถ่ายผู้โดยสารต่อทางรถยนต์ไปปลายทาง ขบวนรถเร็วที่ 174 นครศรี ธรรมราช-กรุงเทพ ออกต้นทางสถานีชุมทางทุ่งสง โดยจะขนถ่ายผู้โดยสารทางรถยนต์จากสถานีนครศรีธรรมราช มาต่อขบวนรถออกต้นทางที่สถานีชุมทางทุ่งสง ขบวนรถด่วนที่ 86 นครศรีธรรมราช-กรุงเทพ ออกต้นทางสถานีชุมทางทุ่งสง โดยจะขนถ่ายผู้โดยสารทางรถยนต์จากสถานีนครศรีธรรมราช มาต่อขบวนรถออกต้นทางที่สถานีชุมทางทุ่งสง ขบวนรถท้องถิ่นที่ 451 นครศรีธรรมราช-สุไหงโก-ลก ออกต้นทางสถานีชุมทางเขาชุมทอง ขบวนรถท้องถิ่นที่ 455 นครศรีธรรมราช-ยะลา ออกต้นทางสถานีชุมทางเขาชุมทอง

เอสเอ็มอีแบงก์พักชำระหนี้

นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า ธนาคาร ออก 2 มาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือลูกค้าธนาคารที่จะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้ ได้แก่ 1.มาตรการพักชำระหนี้ สำหรับเงินกู้ยืมแบบมีระยะเวลา พักชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน ส่วนสัญญาเบิกเงินทุนหมุนเวียนประเภทตั๋วสัญญาใช้เงิน ออกมาตรการช่วยเหลือพักชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน

2.มาตรการ วงเงินสินเชื่อฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้ลูกค้าธนาคารที่ได้รับความเสียหาย มีเงินทุนนำไปฟื้นฟูและหมุนเวียนในกิจการ ซึ่งมีระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี ปลอดชำระคืนเงินต้นไม่เกิน 1 ปี คิดอัตราดอกเบี้ย 0.415% ต่อเดือน ตลอดอายุสัญญา วงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อราย ดังนี้ 1.ลูกหนี้ที่มีวงเงินอนุมัติรวมไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้วงเงินกู้ไม่เกิน 5 แสนบาท 2.ลูกหนี้ที่มีวงเงินอนุมัติรวมมากกว่า 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท และ 3.ลูกหนี้ที่มีวงเงินอนุมัติมากกว่า 5 ล้านบาท ให้กู้สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท ทั้งนี้รวมวงเงินเดิมแล้วไม่เกิน 15 ล้านบาท ส่วนหลักประกันให้พิจารณาหลักประกันเดิมก่อน และสามารถใช้หลักประกัน บสย. ค้ำประกัน เฉพาะมาตรการที่เพิ่มไม่เกิน 2 ล้านบาท

ทดรองจ่ายจังหวัดละ 20 ล.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าแม้พายุ จะอ่อนกำลังลง แต่ขอให้ทุกคนอย่าประมาท โดยอาจพักอาศัยอยู่ที่ศูนย์อพยพชั่วคราวไปก่อนจนกว่าทางราชการจะประกาศชัดเจนว่าปลอดภัย ส่วนพื้นที่ใดที่พายุเคลื่อนผ่านไปแล้ว และประชาชนเริ่มทยอยกลับเข้าที่พัก ขอให้ เจ้าหน้าที่ลงไปให้คำแนะนำถึงการปฏิบัติตัวเพื่อความปลอดภัย และเตรียมการช่วยเหลือฟื้นฟูซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างที่เสียหาย เสาไฟฟ้าที่หักโค่น เพื่อให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้ตามปกติ

นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ให้ทุกฝ่ายประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา ส่วนการเดินทางลงพื้นที่จะพิจารณาจากสถานการณ์อีกครั้ง เพื่อหาเวลาที่เหมาะสม ในการลงไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และประชาชน จริงๆ นายกฯ อยากเดินทางไปด้วยตัวเองวันนี้ แต่กระทรวงมหาดไทยแจ้งว่ายังไม่อยากให้ ลงไป เพราะเป็นห่วงว่าจะมีปัญหาเรื่องของสนามบิน กับสภาพอากาศ รวมถึงไม่อยากให้เจ้าหน้าที่แบ่งกำลังมาต้อนรับ เพื่อจะได้ใช้เวลาช่วยเหลือและดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ จึงต้องดูสถานการณ์และเวลาที่เหมาะสมอีกครั้ง

น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลางเปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางเตรียมพร้อมรับมือสำหรับกรณีหน่วยงานราชการต่างๆจำเป็น ต้องใช้เงินทดรองจ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากพายุปาบึก โดยเบื้องต้นเปิดวงเงินทดรองจ่ายไว้จังหวัดละ 20 ล้านบาท หากจำเป็นต้องเพิ่มวงเงินก็สามารถร้องขอมาได้ โดยกรมจะจัดวงเงินให้ตามความจำเป็นในทันที

"กรมเตรียมเครื่องมือทางการเงินเพื่อรับมือ สำหรับกรณีที่จะเกิดภัยพิบัติต่างๆ มาตลอดอยู่แล้ว กรณีพายุปาบึกนี่ก็เช่นเดียวกัน ทางจังหวัดที่ประสบภัยสามารถเบิกเงินทดรองจ่าย ไปช่วยเหลือประชาชนในท้องที่ได้ทันที โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องประกาศให้จังหวัดนั้น เป็นจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติก่อนจึงจะสามารถ เบิกเงินดังกล่าวได้ หากเงินไม่พอ ก็สามารถขอเพิ่มได้อีก โดยกรมจะจัดวงเงินให้ทันที" นางสาวสุทธิรัตน์กล่าว

นางสาวสุทธิรัตน์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังเตรียมมาตรการผ่อนปรนสำหรับการก่อสร้าง หรือการจัดซื้อจัดจ้างภายหลังที่เกิดภัยพิบัติเรียบร้อยแล้ว เพื่อเป็นการช่วยเหลือสำหรับจังหวัดที่ได้รับผลกระทบทำให้ไม่สามารถก่อสร้างหรือจัดซื้อจัดจ้างได้ตามกำหนดอีกด้วย ซึ่งมาตรการนี้ จะดำเนินการภายหลังที่เกิดเหตุภัยพิบัติแล้ว

ลดเหลือความกดอากาศต่ำ

ล่าสุดกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 26 ระบุว่า เมื่อเวลา 20.00 น. พายุดีเปรสชัน "ปาบึก" บริเวณทะเลอันดามัน ได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง มีแนวโน้มว่าจะอ่อนกำลังลงอีกและสลายตัวไปตามลำดับ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้ตอนล่าง มีฝนลดน้อยลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักได้บางพื้นที่กับมีลมกระโชกแรง ในบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในที่ ลุ่มต่ำได้ ส่วนภาคกลางตอนล่างและบริเวณจังหวัดที่ติดกับชายฝั่งของภาคตะวันออกรวมทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑลจะมีฝนเพิ่มมากขึ้น

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ "ปาบึก"เผ่นอันดามัน หางฟาด ภาคใต้ฝนยังหนักคลื่นยักษ์ถล่ม! บางสะพานวุ่น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง