ฉากชีวิต มอแกนเกาะสุรินทร์ คนทะเลไร้เรือ ในฤดูฝนที่ไม่เหมือนเดิม
________________________________________
มรสุมนี้คงจะใช้ชีวิตยากลำบากกว่าที่ผ่านมา
เงย ตะวัน กล้าทะเล ชาวเลมอแกนหมู่เกาะสุรินทร์ วัยใกล้ 40 ผิวดำกร้านแดด บ่งบอกถึงริ้วรอยชีวิตที่ผจญภัยอยู่กลางทะเล กังวลถึงฤดูฝนที่กำลังมาเยือน
ชีวิตคนทะเล ที่ออกหาปลาเพื่อยังชีพอย่างอิสระ ท่ามเวิ้งน้ำกว้างใหญ่ที่ยากจะคาดเดา แม้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาจะถูกจำกัดพื้นที่ทำมาหากิน ทำให้พวกเขาจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
แต่นั่นก็ยังไม่ยากลำบาก เท่ากับการที่เครื่องมือหากิน อย่างเรือ และอุปกรณ์จับปลา ถูกเผาทำลาย จากเหตุเพลิงไหม้เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
ทำให้มรสุมลูกใหม่ที่กำลังมาถึง สร้างความกังวลใจให้กับมอแกนหนุ่ม ที่ถูกยอมรับจากชาวบ้าน ให้เป็นผู้นำชุมชนอยู่ไม่น้อย
ชีวิตมอแกน ชีวิตคนหาปลา
เรือเร็วบรรทุกนักท่องเที่ยวมาเต็มลำจอดเทียบฝั่งหมู่บ้านชาวเล ชาย-หญิง ทั้งไทย และต่างชาติ ที่ส่วนมากอยู่ในชุดบิกินนี่ เฮโลลงจากเรือ เดินสำรวจหย่อมบ้านเล็กๆของมอแกน บนเกาะสุรินทร์
ชาวบ้านทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ นั่งเรียงรายอยู่บนพื้นทรายหน้าบ้าน ทุกคนต่างยิ้มรับ และทักทายด้วยภาษาง่ายๆ
ด้วยความหวังว่านักท่องเที่ยวที่เดินผ่านร้านค้าเล็กๆ ที่มีขายทั้งสร้อยคอ สร้อยข้อมือ สร้อยข้อเท้า รวมไปถึง เรือไม้ สัตว์ทะเล ตลอดจนภาพวาดน่ารักๆของเด็ก จะซื้อสินค้าที่พวกเขานำมาขาย เพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว
นักท่องเที่ยวบางคนนอกจากซื้อสินค้ากลับไปเป็นของฝากแล้ว ยังเลือกถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับเด็กๆ และชาวบ้าน ที่เมื่อมองจากภายนอกมีรูปลักษณ์แปลกแยกจากผู้มาเยือน
นี่คือข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับว่า หลังเหตุการณ์สึนามิ เมื่อพ.ศ.2547 ชาวเลมอแกน เกาะสุรินทร์ ได้ถูกผนวกรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยที่พวกเขาจำเป็นต้องปรับตัว และยอมรับกับเงื่อนไขที่เกิดขึ้น เพื่อแลกกับความอยู่รอด
ย้อนกลับไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน ชาวเลมอแกน หาอยู่หากินอยู่กับทะเล โดยอาศัยอยู่บนเรือกาบาง เร่ร่อนหาปลาตามสภาพภูมิอากาศ เมื่อถึงฤดูมรสุม ก็เข้าไปตั้งเพิงพักเล็กๆอยู่บนฝั่งเพื่อหลบคลื่นลม ในครึ่งปีนี้ชาวเลมอแกน จะอาศัยอยู่ติดที่ ทำมาหากินด้วยการหาปลาริมเกาะ
จวบจนคลื่นลมสงบ จึงออกเดินเรือหากินตามท้องทะเลอย่างอิสระดังเดิม
แต่หลัง หมู่เกาะสุรินทร์ ถูกประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ในปีพ.ศ.2524 จากนั้นเป็นต้นมา ชาวเลมอแกน ก็ถูกจำกัดพื้นที่หากิน
เงย เล่าว่า แต่เดิมเรามีชีวิตอาศัยอยู่บนเรือกาบาง ออกหากินไปตามท้องทะเลอย่างอิสระเสรี โดยยึดถือภูมิปัญญามอแกน ในการหาปลา และสัตว์ทะเล
โดยเราจะวนไปตามเกาะแก่งต่างๆ และจะไม่หาปลาซ้ำตรงจุดเดิม จนกว่าระบบนิเวศน์ฟื้นความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมา ถึงจะย้อนกลับไปหาปลาในพื้นที่นั้นอีก
ถ้าจะให้เทียบเมื่อก่อนเรามีชีวิตอยู่อย่างอิสระ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เราถูกบังคับให้มาอยู่บนเกาะ ในพื้นที่ที่คับแคบ บ้านเรือนก็ต้องปลูกติดกัน หาปลาก็ยากลำบาก เพราะโดนจำกัดพื้นที่ ไม่ให้วิถีหาปลาของชาวเล ไปกระทบกับนักท่องเที่ยวที่มาดำน้ำดูปะการัง
“เราต้องปรับตัวเยอะมาก ตั้งแต่ประกาศให้หมู่เกาะสุรินทร์เป็นอุทยาน พื้นที่หากินเราหดแคบลง ทั้งๆที่ในชีวิตมอแกน ขอเพียงให้มีข้าว เราสามารถหากับได้จากท้องทะเล ออกเรือไปตามเกาะแก่ง ดำน้ำยิงปลาไม่นานเราก็ได้อาหารกลับมา”
“แต่ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไป ชาวบ้านส่วนหนึ่งต้องไปเป็นลูกจ้างอุทยานฯในช่วงท่องเที่ยว โดยได้รับค่าจ้างมากน้อยแล้วแต่งบประมาณของเขา อีกส่วนก็ขายของให้กับนักท่องเที่ยว ชีวิตมันถูกบีบบังคับด้วยเงื่อนไขอย่างนี้ เราก็ต้องยอมรับ”
“ถ้าถามผมว่าอยากกลับไปมีชีวิตแบบเดิมไหม ผมอยากกลับไปนะ ล่องเรือหาปลาไปตามเกาะแก่งต่างๆ มันอิสระดี” เงย เผยความในใจ
ฤดูฝนกำลังมาเยือน มรสุมที่ไม่เหมือนเดิม
ไฟที่เผาไหม้บ้านชาวเล 67 หลัง ที่ปลูกเรียงรายกัน เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง กับชีวิตมอแกน บนเกาะสุรินทร์ จนชาวบ้านจำนวนหนึ่งต้องไร้ที่อยู่
นอกจากนี้ “เรือ” พาหนะที่สำคัญที่สุดในชีวิต ยังถูกเพลิงเผาเสียหายไปถึง 32 ลำ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของคนที่นี่
เพราะเมื่อไม่มีเรือ ชาวเลก็ออกหาปลาไม่ได้ ยิ่งในช่วงเดือนพฤษภาคม ที่ฤดูฝนกำลังมาถึง เมื่ออุทยานๆปิดทำการ ปากท้อง และรายได้ของชาวบ้านจึงต้องฝากไว้กับท้องทะเล
และจนกว่าจะถึงช่วงเวลาเปิดเกาะในเดือนตุลาคม ทำให้เวลา 5 เดือนนับจากนี้ ถือเป็นอีกครั้งที่ชีวิตต้องผ่านพ้นความยากลำบากไปให้ได้ เหมือนที่ครั้งหนึ่งพวกเขาต้องเผชิญคลื่นยักษ์สึนามิ ที่พัดพาทุกอย่างหายวับไปกับตา
“มรสุมปีนี้ชีวิตคงยากลำบากกว่าเดิม” เงย เริ่มเล่า ถึงความสูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้เมื่อต้นปี ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เรือของชาวบ้านเสียหายหลายสิบลำ
“เราอยากได้เรือใหม่ แต่ด้วยราคาที่ลำหนึ่งหลายหมื่นบาท ทำให้ชาวบ้านต้องใช้เวลาหลายปีในการเก็บเงิน”
เงย ยังเล่าและเหม่อมองออกไปที่ทะเลสีฟ้าคราม ซึ่งตอนนี้กำลังกายเป็นสนามเด็กเล่นของคนทะเล
“เมื่ออุทยานปิด รายได้จากการท่องเที่ยวก็หายไป ชาวเลต้องออกหาปลาเพื่อขายและยังชีพ แต่เมื่อไม่มีเรือ เราก็ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงเมื่อถึงช่วงมรสุม ชาวบ้านที่ไม่มีเรือจะออกหาปลากันยังไง จะเลี้ยงปากท้องและครอบครัวของเขาด้วยอะไร” เขาถอนใจยาวก่อนจบประโยค แล้วหันกลับไปมองทะเล
“เมื่อก่อนเป็นเรือพาย เรายังช่วยกันทำ ช่วยกันขุดเรือด้วยกันเองได้ แต่เดี๋ยวนี้ต้องใช้เครื่องยนต์ ไม้ก็ตัดสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ” เงย เล่าย้อนกลับไปถึงคำถามก่อนหน้า แล้วพูดอย่างยอมรับว่า
“แต่เมื่อไม่มีเรือก็คงต้องเลาะหาตามเกาะแก่งใกล้ๆบ้านเรา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีสัตว์น้ำเหลือให้จับเยอะแค่ไหน ต้องยอมรับว่าปลาที่อยู่บริเวณนี้เหลือน้อยเต็มทีแล้ว เพราะพื้นที่หากินของเราถูกจำกัด ไม่ได้อิสระเหมือนเมื่อก่อน”
“กว่าทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทางคงต้องใช้เวลามากพอสมควร กว่าจะเก็บเงินซื้อเรือได้ 1 ลำ ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4-5 ปี แต่เราก็ต้องหาวิธีให้ชีวิตไปต่อได้ เหมือนที่ตอนที่เจอสึนามิ หรือตอนที่ถูกอุยานกวาดต้อนให้มาอยู่รวมกัน” ผู้นำมอแกน เกาะสุรินทร์ เชื่อว่าชาวบ้านต้องผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้
มอแกน ไร้สิทธิ-เสียง คนชายขอบที่รัฐเข้าไม่ถึง
สภาพบ้านใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น มีระเบียงรับลมอยู่ด้านหน้า ภายในเป็นโถงกว้าง ไม่มีห้องเป็นส่วนตัว ไม่มีรั้วแสดงอาณาเขต หลังคาชนติดกันหลังต่อหลัง ซึ่งหากมองอย่างคนนอก ย่อมรับรู้ได้ถึงความอึดอัดของชาวบ้าน
“ทุกวันนี้ต้องอยู่กันอย่างแออัด” เงย พูดถึงบ้าน และชุมชนที่เขาอยู่ตอนนี้
“ครอบครัวชาวเลมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น บางบ้านอยู่กันถึง 2 ครอบครัว ทำให้บ้านหลังเล็กๆที่เห็นต้องอยู่กันเกือบ 10 คน ซึ่งมันอยู่ลำบาก เวลานอนบางคนก็มานอนตรงระเบียง บางคนต้องผูกเปลนอนใต้ถุนบ้าน เพราะนอนรวมกันหมดไม่ได้”
“แม้แต่จะมีความสัมพันธ์กับคนรัก ก็ต้องอาศัยจังหวะช่วงเวลาที่ไม่มีคนอยู่บ้าน” เงย ยิ้มกรุ้มกริ่ม ตอบข้อสงสัย
ผู้นำชุมชนมอแกน ขยายความว่า เราเคยขออุทยานฯขยายพื้นที่ เพราะที่อยู่ทุกวันนี้แออัด เนื่องจากมีหน้าหาดอีกมุม สามารถสร้างบ้านได้ประมาณ 20-30 หลัง แต่เขาไม่อนุญาต เพราะกลัวเราจะร้องขอให้ขยายไปเรื่อยๆ ทั้งที่หากให้ขยายที่อยู่ จะทำให้ลดความแออัดตรงนี้ไปได้เยอะเลย
นอกจากปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยแล้ว ชาวเลที่นี่ยังมีปัญหาเรื่องสถานะบุคคล เนื่องจากชาวบ้านส่วนหนึ่งยังเป็นคนไร้สัญชาติ
จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันชุมชนมอแกน มีประชากร 327 คน เป็นบุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน (มีบัตรเลข 0) 106 คน และเป็นบุคคลที่ทั้งไม่มีสถานะทางทะเบียน และไม่มีบัตรประชาชน 87 คน
ครูแดง เตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ลงพื้นที่ศึกษาและรวบรวมข้อมูลผู้มีปัญหาสถานะบุคคล ปัญหาการไร้รัฐ ไร้สัญชาติ เผยว่า ต้องตรวจสอบประวัติชาวเลที่ยังมีปัญหา ถ้าเขาเกิดในประเทศไทยก็จำเป็นต้องหาหลักฐานและพยานมายืนยัน เช่น หมอตำแยที่ทำคลอด
“สำหรับมอแกนบางกลุ่ม เราต้องคุยกับระดับนโยบายในเรื่องของหลักการ เพราะคนเหล่านี้อาศัยอยู่ตามเกาะต่างๆ เคลื่อนย้ายที่อยู่อาศัยไปมมาตามวิถีดั้งเดิม
แต่เมื่อเกิดเส้นแบ่งแดนทีหลัง พวกเขาก็ยังเดินทางกันไป-มาระหว่างเกาะเพื่อเยี่ยมเยียนกัน ทั้งจากเกาะที่อยู่ในประเทศไทยและเกาะที่อยู่ในพม่า ดังนั้นเราควรหารือกันว่าจะทำอย่างไร เพราะเป็นเรื่องที่ซับซ้อนในระดับนโยบายและพื้นที่” ครูแดง กังวลถึงปัญหาคนไร้สัญชาติในพื้นที่
“ปัญหาที่นี่มีเยอะไปหมด ทั้งเรื่องการรักษาพยาบาลเวลาที่ชาวบ้านป่วยหนักๆ ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล ก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะขับเรือไปถึง หรือเรื่องบัตรคนจนที่เขาแจกเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ชาวเลก็ไม่ได้ เพราะเราอยู่ชายขอบ เราเข้าไม่ถึงรัฐ รัฐก็ไม่มาหาเรา ทั้งที่หากได้บัตรจริง คงช่วยชาวบ้านได้ในระดับหนึ่ง”
“ส่วนปัญหากับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ก็มีบ้างที่ไม่เข้าใจกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับหัวหน้าอุทยานฯด้วย ถ้าเป็นคนที่เข้าใจเรา ยอมรับฟังปัญหาก็อยู่ร่วมกันได้อย่างไม่อึดอัด ส่วนคนไหนที่ไม่ค่อยฟังเรา เราก็ต้องยอมรับ และอยู่ร่วมกับเขาให้ได้ เพราะเราไม่อยากมีปัญหา เราไม่ชอบความขัดแย้ง และชอบอยู่อย่างสงบ”
“ถ้าขอได้ อยากขอให้ชาวบ้านมีงานที่มั่นคง อยากให้อุทยานฯเพิ่มค่าจ้างชาวบ้าน หรือบรรจุชาวบ้านให้มีงานทำตลอด มีเงินเดือนประจำ เพราะเราถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดูแลหมู่เกาะสุรินทร์ให้คงความสวยงาม และอุดมสมบูรณ์ได้จนถึงทุกวันนี้” เงย สรุปปัญหา และส่งเสียงถึงเจ้าหน้าที่รัฐ
ขณะที่บทสนทนากำลังจะจบลง เป็นจังหวะเดียวกับที่ชาวเลคนหนึ่ง จูงเรือกลับเข้าฝั่ง มาพร้อมถุงดำใบใหญ่ เดินตรงปรี่มาหา เงย ก่อนล้วงปลาตัวเขื่อง ออกมาแบ่งให้เพื่อนบ้านไว้เป็นกับข้าวในมื้อเย็น
นี่คือภาพสะท้อนที่สามารถเล่าแทนบทสนทนาที่ผ่านมาทั้งหมดได้อย่างแจ่มชัด
มรสุมลูกใหญ่กำลังมาถึง แต่ชีวิตคนทะเล ยังต้องออกหาปลาเพื่อยังชีพ พวกเขาต่างมีความหวัง และความฝันว่าสักวันชีวิตจะดีกว่าเดิม