ป.ป.ส.เปิดประมูลทรัพย์สินที่ยึดได้จากขบวนการค้ายาจำนวน 156 รายการ มูลค่า 39 ล้านบาท โดยมีรถหรูรวมอยู่ด้วย โดยบิ๊กไบก์”บีเอ็มดับเบิลยู” ถูกเสี่ยร้านอาหารประมูลไปในราคา 694,000 บาท ส่วนรถลัมโบร์กินียังไม่มีผู้ประมูล เนื่องจากติดเงื่อนไขต้องวางมัดจำ 3 ล้านบาท ซึ่งจะนำมาประมูลในครั้งต่อไป
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 มี.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เป็นประธานเปิดงานขายทอดตลาดทรัพย์สินคดียาเสพติด ประเภทที่ไม่เหมาะสมกับการเก็บรักษา และประเภทที่ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปราม ยาเสพติด ประกอบด้วยรถยนต์หรู รถเก๋ง รถกระบะ เจ็ตสกี จักรยานยนต์บิ๊กไบก์ จักรยานยนต์ ทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ อัญมณี เครื่องประดับ และอื่นๆ อีกมากมายรวม 156 รายการ มูลค่าประมาณ 39,767,000 บาท โดยในจำนวนนี้มีรถหรูลัมโบร์กินีและบิ๊กไบก์ที่ตรวจยึดมาจากนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือเบนซ์ เรซซิ่ง ผู้ต้องหาคดีร่วมฟอกเงินเครือข่ายไซซะนะ ซึ่งเริ่มเปิดประมูลที่ราคา 12 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีเบนซ์ รุ่น E 300 เปิดประมูลที่ราคา 1.9 ล้านบาท เบนซ์ รุ่น E 200 เปิดประมูลที่ราคา 2.3 ล้านบาท มินิคูเปอร์เอส เปิดประมูลที่ราคา 1.3 ล้านบาท รถจักรยานยนต์บิ๊กไบก์ เคทีเอ็ม เริ่มประมูลที่ราคา 1 ล้านบาท รถจักรยานยนต์บิ๊กไบก์ บีเอ็มดับเบิลยู เริ่มประมูลที่ราคา 6.5 แสนบาท จักรยานยนต์ บิ๊กไบก์ ดูคาติ เริ่มประมูลที่ราคา 4.8 แสนบาท เป็นต้น
นายศิรินทร์ยากล่าวว่า การขายทอดตลาดทรัพย์สินคดียาเสพติดในครั้งนี้สืบเนื่องจากมาตรการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย ตามยุทธศาสตร์การควบคุมตัวยาและผู้ค้ายาเสพติดของรัฐบาล โดยมุ่งทําลายเครือข่ายการค้าและเส้นทางการเงินของนักค้ายาเสพติด ที่มักนำเงินจากการค้ายาเสพติดเปลี่ยนเป็นทรัพย์สิน เพื่อให้ยากต่อการติดตามและตรวจสอบ ทั้งนี้ ทรัพย์สินต่างๆ ที่นำมาขายทอดตลาดเป็นการรวบรวมจากการยึดอายัดทรัพย์สินจากหลายๆ คดี บางส่วนยึดอายัดได้จากการดำเนินยุทธการขยายผลตัดวงจรการเงินเครือข่ายนักค้ายาเสพติดของสำนักงานป.ป.ส.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้นับตั้งแต่มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 จนถึงปัจจุบัน ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้ในคดียาเสพติดตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแล้วรวม 8,575 ราย มูลค่าประมาณ 3,829 ล้านบาท
นายศิรินทร์ยากล่าวต่อว่า ส่วนของรถยนต์ลัมโบร์กินีเป็นการดำเนินการตามระเบียบของป.ป.ส. หากทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดไว้รายการใดติดภาระเช่าซื้อ และมีค่าเสื่อมสภาพ แม้คดียังไม่ถึงที่สุดจะต้องนำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาด จัดอยู่ในข่ายประเภททรัพย์สินที่ไม่เหมาะสมที่จะเก็บรักษาไว้ ซึ่งรถคันดังกล่าวยังอยู่ในกรรมสิทธิ์ของบริษัท ผู้ให้เช่าซื้อ ซึ่งป.ป.ส.นำขายทอดตลาดเพื่อนำเงินไปชดใช้คืนแก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ ขณะที่ส่วนต่างที่เหลือก็จะเก็บเข้าเป็นของรัฐ ทั้งนี้ หากคดีถึงที่สุดและศาลพิพากษาให้ผู้ต้องหาไม่มีความผิด ป.ป.ส.จะคืนเงินให้ผู้ต้องหาพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ส่วนรถจักรยานยนต์อีก 2 คันที่เป็นกรรมสิทธิ์ของนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง เจ้าพนักงานได้สอบถามกับนายอัครกิตติ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วและยินยอมให้นำขายทอดตลาดได้
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า มีประชาชนสนใจเดินทางมาร่วมประมูลทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะรถลัมโบร์กินีก็มีคนสนใจจะร่วมประมูล แต่ติดเงื่อนไขที่นำเงินมาไม่พอวางมัดจำ 25% หรือประมาณ 3 ล้านบาท จึงไม่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งทางป.ป.ส.จะนำไปรวมกับทรัพย์สินที่จะเปิดประมูลในครั้งต่อไป
ขณะที่นายปิยะวัฒน์ จันทร อายุ 22 ปี ประกอบอาชีพธุรกิจร้านอาหาร ผู้ประมูลรถจักรยานยนต์บีเอ็มดับเบิลยูของเบนซ์ เรซซิ่ง ได้ในราคา 694,000 บาท กล่าวว่า ตนประมูลรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวให้กับพี่ชาย เพราะพี่ชายมีความสนใจรถรุ่นนี้เป็นพิเศษ โดยราคาที่ประมูลได้ถูกกว่าราคาในท้องตลาดประมาณ 100,000 บาท อีกทั้งสภาพรถโดยรวมยังใหม่อยู่ ถึงแม้เลขไมล์จะอยู่ที่ 9,000 กิโลเมตร ก็ยังถือว่าสมน้ำสมเนื้อกับราคาที่ประมูลได้ “เพิ่งทราบว่าเป็นรถจักรยานยนต์ของเบนซ์ เรซซิ่ง นักแข่งรถ ชื่อดัง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกกังวลแม้แต่อย่างใด เพราะประมูลด้วยความอยากได้และราคาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ผมตั้งไว้” นายปิยะวัฒน์กล่าว