แม่ ด.ญ.7ขวบ ลั่น ครูฟาดกลางหัวลูกสาว หากยังสอนอยู่จะไม่ให้ลูกไปเรียน ผอ.รุดเยี่ยม

แม่ ด.ญ.7ขวบ ลั่น ครูฟาดกลางหัวลูกสาว หากยังสอนอยู่จะไม่ให้ลูกไปเรียน ผอ.รุดเยี่ยม

จากกรณีที่มีหญิงสาวรายหนึ่งออกมาโพสต์ภาพใบหน้าของลูกสาวตัวเอง มีรอยเขียวช้ำบนใบหน้าอย่างเห็นได้ชัด ตาทั้ง 2 ข้างปิด โดยหญิงสาวคนได้กล่าวได้ระบุว่า “เพราะบวกเลขช้า นี่คือเหตุผลที่ครูเอาไม้ตีหัวลูก ตรวจเอ็กซเรย์ 2รอบผลออกมา ศีรษะไม่ร้าว แต่ช้ำในหรือเลือดคั่ง

หมอให้ยาแก้ปวดมากินกับให้คอยประคบเย็นบ่อยๆๆ ที่บวมขนาดนี้เพราะโดนตีที่กลางหัวเลยทำให้เกิดอาการบวมแดง ไปแจ้งความเรียบร้อย รอวันจันทร์ไปคุยกับทาง ร.ร.อีกทีว่าจะเอายังไงกับครู เรื่องนี้ครูต้องรับผิดชอบ ไม่ยอมเหมือนกัน โดนขนาดนี้ ถ้าไม่เอาเรื่องหรือไม่พูดและทำอะไรเลยเด็กคนอื่นๆๆก็อาจจะโดนเช่นกัน” ตามที่เสนอไปก่อนหน้า

ความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 17 ส.ค. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบหญิงสาวผู้โพสต์คนดังกล่าว ทราบชื่อคือ นางนุชนารถ (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี แม่ของ ด.ญ.วัน 7 ขวบ ซึ่งเป็นเด็กที่อยู่ในภาพตามที่ปรากฏในโลกโซเชียล  โดย ด.ญ.คนดังกล่าว เรียนอยู่ชั้น ป.2 ของโรงเรียนเมืองพัทยา5 จ.ชลบุรี  โดยพบว่า น.ส.นฤมล อินทะพงษ์ ผอ.โรงเรียนเมืองพัทยา 5 พร้อมครูผู้ช่วย ได้เดินทางเข้ามาเยี่ยมและดูอาการของ ด.ญ.

นางนุชนารถ เปิดเผยว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยช่วงเย็นขณะไปรับลูกสาวที่โรงเรียนเพื่อพากลับบ้าน ลูกสาวบ่นปวดหัวเลยคิดว่าคงจะเรียนหนักหรือไม่สบายจึงรีบพากลับบ้านมานอนพัก พอตกกลางดึกปรากฏว่าเมื่อจับที่ศีรษะมีลักษณะคล้ายบวมช้ำ ขณะที่ดวงตาทั้ง 2 ข้าง และแก้มข้างขวาบวมช้ำจากภายในจึงรู้สึกตกใจ

เมื่อสอบถาม ลูกสาวบอกว่าถูกครูทำโทษด้วยการใช้ไม้ตีที่ศีรษะหลังตอบคำถามในวิชาคณิตศาสตร์ไม่ได้ จึงได้รีบพาลูกไปพบแพทย์ที่ ร.พ.บางละมุง เพื่อให้หมอตรวจเช็กอาการและเอ็กซเรย์สมอง โดยแพทย์ระบุว่าศีรษะไม่แตกร้าว แต่มีอาการช้ำในหรือเลือดคั่งทำให้บวมแดง ก่อนให้ยามาทานและทาบรรเทา อาการ ตนเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง จึงเดินทางเข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน

โดยทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะดำเนินคดีทางกฎหมายหรือไม่แต่ได้แจ้งไปว่าขอไปคุยกับทางโรงเรียนก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร และวันนี้ก็จะพาลูกไปเอ็กซเรย์สมองอีกครั้งที่ ร.พ.เอกชน และหากพบว่ามีอาการหนักขึ้น ก็จะดำเนินการถึงที่สุด เพราะถือว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ หลังจากนี้ตนจะไม่พาลูกไปเรียนที่โรงเรียนอีกแล้ว หากครูคนนี้ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่เช่นเดิม ส่วนเรื่องที่ตนโพสต์นั้น เพื่อให้เป็นอุทาหรณ์กับอีกหลายครอบครัวที่ต้องหมั่นดูแลบุตรหลานของตัวเอง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่เพิ่มเพื่อน

บทความก่อนหน้านี้เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระราชทานกำลังใจผู้ป่วย ทรงเล่า “ตอนนี้แม่เราก็ไม่สบาย”
บทความถัดไปสตาฟ มาเรียม เพื่อการศึกษา เผยภาพชันสูตรพลาสติกทำตาย หวังเกิดสำนึกลดขยะ!