จับ”ซินแสโชกุน”หนีไม่พ้น อ่วมคดีตุ๋นทัวร์ญี่ปุ่น จนมุม แฉประวัติแสบ เปลี่ยนมา10ชื่อ จ่อโดน112ด้วย

หนีไม่พ้น- ตร.จับกุม"ซินแสโชกุน" น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลา ภิศ ผู้ต้องหาหลอกเหยื่อนับพันคนว่าจะพาไปทัวร์ญี่ปุ่น แล้วปล่อยลอยแพสนามบิน ได้ ที่สำนักสงฆ์บ้านพรรั้ง วัดป่าชัยมงคล ต.บางริ้น อ.เมือง จ.ระนอง เมื่อวันที่ 12 เม.ย. แห่ร้อง - ผู้เสียหายหลายร้อยคนที่ซื้อทัวร์ไปเที่ยวญี่ปุ่นจากขบวนการแชร์ลูกโซ่ บริษัท เวลท์เอเวอร์ จำกัด ของ "ซินแสโชกุน" น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ แล้วถูกลอยแพทิ้งที่สนามบิน เข้าแจ้งความที่กองปราบปราม เมื่อวันที่ 12 เม.ย.

จับแล้ว “ซินแสโชกุน” สาวทอมแสบ หลังหลอกตุ๋นขายทัวร์ญี่ปุ่นราคาถูก มีเหยื่อหลงเชื่อนับพันคน ความมาแตกตอนที่จะบินจริงกลับไม่มีเที่ยวบิน จนต้องเคว้งอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ นางกอบกาญจน์ วัฒน วรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา รุดเคลียร์กลางดึก คาดมีผู้เสียหายร่วม 2 พันคน ตร.ชี้เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ ฉ้อโกงประชาชน ตร.สืบพบซิ่งปอร์เช่ไปโผล่ที่ระนองกับญาติ ตามเจอขณะหลบในสำนักสงฆ์ เจ้าตัวปฏิเสธ อ้างพาสมาชิกไปเที่ยว ไม่เคยพูดขายทัวร์ คุมตัวพร้อมญาติรวม 8 คนเข้ากรุง บิ๊กตู่สั่งดำเนินการเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเวลา 21.30 น. คืนวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมามีกลุ่มผู้โดยสารชาวไทยกว่า 1,000 คน รวมตัวกันอยู่บริเวณประตู 1-2 อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เนื่องจากซื้อทริปท่องเที่ยวไปประเทศญี่ปุ่น โอซาก้า ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน กับบริษัทขายอาหารเสริมชื่อ บริษัท เวลท์เอเวอร์ จำกัด ในราคา 9,730-20,000 บาท และเดินทางในวันที่ 11-16 เมษายน 2560 โดยระบุว่าเป็นการเดินทางแบบเครื่องบินเช่าเหมาลำโดยสายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิค แต่เมื่อมาถึงกลับไม่มีเที่ยวบินดังกล่าว

นายนิรันดร แสนทวีสุข อายุ 46 ปี ชาวอุบลราชธานี เปิดเผยว่า ตนซื้อทัวร์ดังกล่าว เนื่องจากมีคนรู้จักแนะนำว่า หากสมัครเป็นสมาชิกบริษัทขายอาหารเสริมแห่งนี้ จะซื้อทัวร์ไปญี่ปุ่นในราคาถูก ตนจึงซื้อตั๋วพร้อมครอบครัวรวม 9 คน ในราคาคนละ 9,800 บาท เป็นเงิน 88,200 บาท โดยนัดเจอกันตอน 20.00 น. ที่ประตู 1 ชั้น 4 บริเวณเคาน์เตอร์ของการบินไทย ซึ่งตนก็แปลกใจแต่เมื่อถามไปยังแม่ทีมที่ซื้อตั๋วผ่าน ก็บอกว่าทางบริษัทได้เช่าเหมาลำของการบินไทยไปแทน แต่เมื่อถึงเวลานัดก็ไม่มีใครนำตั๋วเครื่องบินมาให้ รวมถึงมีอีกกว่า 1,000 คน ได้ประสบชะตากรรมเดียวกัน ตนจึงมั่นใจว่าถูกหลอกอย่างแน่นอนและเตรียมเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

ต่อมานางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวฯ ได้เดินทางมาที่สนามบินพร้อมเข้ารับฟังรายงานเบื้องต้นจาก พ.ต.อ. ศารุติ แขวงโสภา ผบก.ทท. พ.ต.อ.มนเทียร เบ้าทอง ผกก.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนเผยว่า การขายทัวร์ไปเที่ยวญี่ปุ่นในวันที่ 11-16 เม.ย.นี้ ของบริษัทขายตรงแห่งนี้เข้าข่ายเป็นการหลอกลวง เนื่องจากเป็นการขายทัวร์ในราคาถูก ผ่านการสมัครสมาชิกซื้ออาหารเสริมจำนวน 9,730 บาท รวมถึงเมื่อตรวจเช็กเที่ยวบินที่อ้างว่าเช่าเหมาลำจำนวน 6 ลำ ก็ไม่มีเที่ยวบินดังกล่าว ดังนั้นจึงอยากขอให้ประชาชนที่ซื้อทัวร์ไปญี่ปุ่นกับบริษัทขายตรงเดินทางเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ที่ท่านอาศัยอยู่ ส่วนที่กรุงเทพฯให้แจ้งความที่กองปราบปราม เพื่อนำตัวเจ้าของบริษัทขายตรงมาดำเนินคดี

พล.ต.ต.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผบก.ภจ.สมุทรปราการ กล่าวว่า ได้นำพนักงานสอบสวนที่ จ.สมุทรปราการ กว่า 50 นาย มาช่วยทำคดี โดยคัดแยกผู้เสียหายแต่ละจังหวัด เพื่อให้พนักงานสอบสวนลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อนำไปสู่การจับกุมตัวผู้กระทำความผิด ส่วนผู้เสียหายรายอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เดินทางมาที่สนามบินสุวรรณภูมิ สามารถไปแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ สน.ในพื้นที่ รวมทั้งในต่างจังหวัดก็สามารถไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ สภ.ได้เช่นกัน หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่จะรวบรวมสำนวนคดีทั้งหมดมาที่กองปราบปรามดำเนินการต่อ

“วิธีการเช่นนี้ เปรียบเสมือนการแชร์ลูกโซ่เนื่องจากการสอบปากคำหญิง 2 ราย ที่ถูกผู้เสียหายชี้ตัวว่าเป็นแม่ทีมในการโอนเงินเข้าไปให้ข้อมูลว่า มีการจัดโปรโมชั่นหา ผู้สมัครได้ 10 คน ฟรี 1 คน” ผบก.ภจ.สมุทรปราการ กล่าว

ขณะที่นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่ากระทรวงจะหารือกับกรมการท่องเที่ยว และตำรวจท่องเที่ยว เพื่อหาทางออกร่วมกันและการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย เบื้องต้นบริษัทดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตนำเที่ยวหรืออยู่ในระบบการท่องเที่ยวแต่อย่างใด กรณีนี้อาจไม่มีเงินประกันหรือเยียวยานักท่องเที่ยว ขณะนี้ได้เปิดสายด่วนที่เบอร์โทร.0-2401-1111 เพื่อรับข้อร้องเรียนจากผู้ที่ประสบปัญหาหรือเดือดร้อนจากการหลอกลวงของบริษัททัวร์ หรือที่อ้างว่าทำทัวร์ตลอด 24 ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากทราบว่าถูกหลอกแน่นอนแล้ว มีผู้เสียหายหลายคนพยายามติดต่อไปทาง น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือรู้จักกันในนาม “ซินแสโชกุน” เจ้าของบริษัท แต่ไม่สามารถติดต่อได้ กระทั่งต่อมา มีคลิปเสียงของน.ส.พสิษฐ์ แพร่ออกมาโดย เจ้าตัวประกาศยกเลิกทัวร์ทริปดังกล่าว เนื่องจากสมาชิกทำเรื่องวุ่นวายและยังไปแจ้งความกับตำรวจ ทำให้เครื่องบินที่จะมารับไม่สามารถเดินทางมาได้ พร้อมทั้งยินดีคืนเงินให้ภายใน 3 วัน

ต่อมาในช่วงเช้าผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่สนามบินสุวรรณภูมิอีกครั้ง พบว่าตั้งแต่เมื่อคืนนี้ยังมีผู้เสียหายบางรายยังอยู่ที่สนามบินจึงเข้าไปสอบถาม โดย นางพรรณภัสสร แก้วละออง อายุ 67 ปี ชาว จ.สงขลา 1 ในผู้เสียหายกล่าวว่า นอนค้างที่สนามบินสุวรรณภูมิมาตั้งแต่เมื่อคืน เนื่องจากเดินทางมาพร้อมกับคนในครอบครัวรวม 10 คน ตนซื้อทริปเที่ยวญี่ปุ่นผ่านทางคนรู้จักที่ทำงานเดียวกัน โทร.มาชวนตั้งแต่เดือนก.พ.ที่ผ่านมา ว่าไปเที่ยวญี่ปุ่นไหมเสียค่าใช้จ่ายคนละ 10,000 บาท ตนจึงตอบตกลงและโอนเงินให้รวม 100,000 บาท แต่พอมาวันนี้เจอที่สนามบินกลับไม่สนใจและบอกว่าจะไม่รับผิดชอบหากแจ้งความจะไม่ได้เงินคืน แต่ตนมั่นใจว่าถูกหลอกอย่างแน่นอนจึงแจ้งความไว้เรียบร้อยแล้ว

ต่อมาเวลา 10.00 น. ตำรวจท่องเที่ยวประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นำหญิง 2 คน มาสอบปากคำที่กองปราบปราม โดยทั้งคู่ให้การว่า เป็นสมาชิกของบริษัทดังกล่าวจริง ทำหน้าที่ขายทัวร์ โดยก่อนที่จะมาขายทัวร์ก็ได้ซื้อสินค้าและได้รับรางวัลเป็นแพ็กเกจในการเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะกลับมารับกลุ่มผู้เสียหายทั้งหมดเพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น แต่เมื่อมาถึงวันเดินทางกลับพบปัญหาดังกล่าว

ต่อมาเวลา 11.00 น. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. เดินทางมาที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อร่วมสอบปากคำ ผู้เสียหายและผู้ต้องสงสัย 2 ราย รวมทั้งวางแผนแนวทางติดตามจับกุม โดยเผยว่าหัวหน้าขบวนการดังกล่าวมีพฤติกรรมชัดเจน มีประวัติการก่อคดีในลักษณะนี้จากการตรวจสอบพบว่ามีหมายจับติดตัวตั้งแต่ปี 2555-2559 รวม 6 คดี ซึ่งทั้งหมดเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์ แต่มีการถอนหมายบางส่วนเพราะเคลียร์กับผู้เสียหายได้ โดยมีการเปลี่ยนชื่อสกุลมาแล้วกว่า 10 ครั้ง ขณะนี้มี 3 หน่วยงานหลักรับเรื่องคือ ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับผู้บริโภค ตำรวจประจำสถานีท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ทั้งหมด 470 คน

ผบช.ก.ยังระบุอีกว่า สำหรับคดีนี้ผู้เสียหายที่อยู่ในพื้นต่างจังหวัด ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่กองบังคับการปราบปราม สามารถไปแจ้งความร้องทุกข์ใด้ในพื้นที่สถานีตำรวจในภูมิลำเนาของตน หลังจากตนจะเสนอไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการรวบรวมสำนวนมาไว้ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเพื่อศูนย์กลางในการทำงาน เนื่องคดีนี้เข้าข่ายความผิดฉ้อโกงประชาชนที่มีผู้เสียหายมากกว่า 10 คน

“สำหรับมาตรการหลังจากนี้จะเร่งติดตามยึดทรัพย์เพื่อนำเงินทั้งหมดมาชดใช้ให้กับผู้เสียหาย ซึ่งที่ผ่านมาคดีในลักษณะนี้จะมีการยอมความกันได้ แต่สำหรับคดีนี้จากการสอบปากคำผู้เสียหายและพยานหลักฐานพบว่า ไม่สามารถยอมความได้เพราะเป็นข้อหาฉ้อโกงประชาชน” ผบช.ก.กล่าว

ต่อมาพล.ต.ท.ฐิติราช ได้ชี้แจงกับบรรดาผู้เสียหายที่มารอแจ้งความที่กองปราบปรามว่า เบื้องต้นแจ้งข้อหาฉ้อโกงประชาชน เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์สินของซินแสโชกุน มาเฉลี่ยคืนผู้เสียหายทุกคนให้ได้ โดยประเมินความเสียหายไว้ที่ประมาณ 20 ล้านบาท จากการตรวจสอบพฤติการณ์พบว่าซินแสโชกุน ได้ก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวมาหลายครั้งและใช้รูปแบบเดิมในการก่อเหตุ เปลี่ยนเพียงชื่อเท่านั้น อย่างไรก็ตามอยากให้ผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์เพื่อเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ส่วนบุคคลใดที่ไม่ประสงค์เข้าแจ้งความก็จะไม่ได้สิทธิ์ทางแพ่งและไม่ได้รับเงินคืน

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นางกอบ กาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์ มากำชับให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดเกี่ยวกับการลอยแพลูกทัวร์ของบริษัทขายตรง เพราะส่งผลกระทบ ต่อประชาชนจำนวนมาก ดังนั้นจากนี้ต่อไปกระทรวงจะเร่งให้ความรู้ถึงกลโกงของกลุ่มมิจฉาชีพ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการซ้ำรอยอีกครั้งกับคนอื่นๆ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันสถาน การณ์ซ้ำรอยซ้ำๆ อย่างที่เคยเกิดกับคนไทย แล้วไม่ให้เกิดซ้ำอีก อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้กรมการท่องเที่ยวไปพิจารณาข้อกฎหมายเพื่อเอาผิดให้ได้ โดยยอมรับว่าบริษัทดังกล่าวใช้ถ้อยคำโฆษณาแอบแฝงโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย จึงต้องรอบคอบในการดำเนินการเพื่อสร้างบรรทัดฐาน เพราะยอมรับว่าเป็นกรณีการฉ้อโกงรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะไม่อยู่ในรูปแบบธุรกิจนำเที่ยว และยังใช้ช่องทางออนไลน์เป็นหลัก ทำให้ไม่สามารถหาหลักฐานมาประกอบการเอาผิดได้เต็มที่

“หากตำรวจมีการจับกุมผู้กระทำความผิดแล้ว หากต้องการหาหลักฐานเพิ่ม หรือมีความจำเป็นอาจทำหนังสือไปถึงไลน์ประเทศไทย เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับแช็ตไลน์ ทั้งในไลน์กลุ่มบริษัทขายตรง และเฟซบุ๊ก ที่อาจมีการสื่อสารระหว่างกันในเครือข่ายขายตรง และหากเป็นหลักฐานสืบหาเครือข่ายได้กระทรวงจะเร่งดำเนินการ” นางกอบกาญจน์กล่าว

ด้านนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการหารือกับผู้บริหารสคบ. ว่า ได้มอบหมายให้ สคบ. ตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนก่อน เพราะน.ส. พสิษฐ์ อริญชย์ลาทิศ (ซินแสโชกุน) มีชื่อเป็นเจ้าของบริษัท น่าจะมีความผิดในลักษณะฉ้อโกงประชาชน และทราบว่าบริษัทได้จดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุที่อยู่ในจ.นครสวรรค์ และจดแจ้งว่าทำธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้า-ส่งออกน้ำ ชาและกาแฟ แต่ข้อเท็จจริงพบว่าบริษัทได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมออลลิเชียน (allysian) ซึ่งยังไม่เข้าข่ายความผิดจากการประกอบธุรกิจขายตรง เพราะไม่ได้จดทะเบียนไว้กับสคบ.

“การฉ้อโกงหรือหลอกลวงประชาชนลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก ประชาชนต้องระมัดระวัง อย่าให้เขาหลอก โดยหลักแล้วการลงทุนที่ใช้เงินเล็กน้อย แต่ได้ผลตอบแทนจำนวนมาก ต้องคิดไว้ก่อนว่าตัวเองจะถูกโกงหรือไม่ เพราะการลงทุนลักษณะนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับธุรกิจลักษณะนี้ ขอให้สอบถามหน่วยงานราชการ หรือโทรศัพท์สายตรงที่เบอร์ 1166 ซึ่ง สคบ.จะสามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องได้” นายออมสินกล่าว

พ.ต.อ.ประทีป เจริญกัลป์ ผู้อำนวยการ กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) กล่าวว่า เบื้องต้นไม่พบเป็นการดำเนินธุรกิจแบบขายตรง เนื่องจากไม่มีตัวสินค้า และไม่มีการจดทะเบียนดำเนินธุรกิจขายตรงกับทาง สคบ. เพียงแต่เป็นการกล่าวอ้าง และใช้แผนการดำเนินธุรกิจออนไลน์มาหลอกล่อให้หลงเชื่อ ซึ่งธุรกิจแบบนี้จะเกิดขึ้นบ่อยในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ โดยมีการร้องเรียนเข้ามายัง สคบ. อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้กรณีดังกล่าวเข้าข่ายดำเนินการลักษณะของแชร์ เพราะเป็นการระดมทุนและไม่มีตัวสินค้า ซึ่งจะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.กู้ยืมเงิน และเป็นการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องของสำนักป้องปรามการเงินนอกระบบ สำนักงานเศรษฐกิจการเงินการคลังดำเนินการ ซึ่งมีความผิดโทษจำคุก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินการเอาผิดได้ทุกคดีทางอาญา

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้กำลังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอยู่ เบื้องต้นทราบว่ามีผู้เสียหายถึง 2,000 คน ที่ถูกหลอก การจะทำอะไรก็ตามจะต้องตรวจสอบให้ดี บริษัทเป็นอย่างไร ถ้าไม่ตรวจสอบ พอมีเรื่องขึ้นมาแล้วเป็นยังไง 2,000 คน ไม่ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงสงกรานต์ ทุกคนวางแผนพาพ่อแม่พี่น้องจะไปเที่ยวก็ไม่ได้ไปเงินก็เสีย นี่คือสิ่งหนึ่งที่คนไทยเชื่อคนง่าย

ผู้สื่อข่าวรายงานการติดตามตัวซินแสโชกุนว่า ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบฯและตำรวจตม. สืบทราบว่า ซินแสโชกุนพร้อมญาติ ได้หลบหนีเข้ามาใน จ.ระนอง จึงประสานตำรวจพื้นที่ตรวจสอบ กระทั่งพบ ผู้ต้องสงสัย 5 คน ภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังในตัวเมือง จึงเข้าไปสอบถามพบว่าทั้งหมดเป็นญาติของซินแสโชกุน โดยได้ขับรถเรนจ์โรเวอร์ สีแดง ทะเบียน 6 กค 4990 กทม. มาส่วนตัวซินแสโชกุน ขับรถปอร์เช่สีดำ ออกไปก่อนที่ตำรวจจะไปถึง จึงคลาดกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงรีบวิทยุสกัดจับทั่วเมืองระนองแต่ยังไม่พบตัว

ต่อมาเวลา 18.00 น. ชุดสืบสวน สภ.เมืองระนอง ได้ควบคุมตัวซินแสโชกุนพร้อมพวกอีก 3 คน ขณะหลบอยู่ภายในสำนักสงฆ์บ้านพรรั้ง หรือวัดป่าชัยมงคล ต.บางริ้น อ.เมือง จ.ระนอง ก่อนนำตัวมาสอบสวนที่ บก.ภ.จว.ระนอง โดย พล.ต.ต.สมาน ชัยณรงค์ ผบก.ภ.จว.ระนอง ด้วยตนเอง เบื้องต้นโชกุนปฏิเสธขายทัวร์ อ้างว่าตนเองจำหน่ายเพียงอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ในราคาสมาชิกละ 9,730 บาท ส่วนการขายทัวร์มีบุคคลอื่นไปออกโฆษณา ส่วนทัวร์ญี่ปุ่นก่อนหน้านี้พาสมาชิกไปเที่ยวจริง โดยหมดเงินส่วนตัวไปร่วม 20 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัว 50,000-70,000 บาท โดยสมาชิกไม่ได้เป็นคนซื้อทัวร์เลย ตนเป็นคนจ่ายเงินค่าทัวร์เองทั้งหมด เหตุวุ่นวายเพราะมีคนเข้ามาป่วนตั้งแต่ช่วงบ่ายก่อนวันเดินทาง มีคนไปโพสต์ขายทัวร์เองในราคาหมื่นสอง หมื่นสาม ค่าสมาชิกตนเพียง 9,730 บาท และไม่เคยมีออกจากปากตนเลยว่าขายทัวร์ ไปกะคาเธย์แปซิฟิค มีแต่บอกว่าไปเช่าเหมาลำ หลังบันทึกการควบคุมตัว ตำรวจ นำตัวซินแสโชกุน พร้อมพวกรวม 8 คน ขึ้น ฮ.เข้ากรุงเทพฯ เพื่อสอบสวนต่อที่กองปราบปราม

ต่อมาเวลา 20.30 น. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. กล่าวว่า สำหรับกรณีกระแสว่าซินแสโชกุนแอบอ้างว่าจะมีการนำสมาชิกของบริษัทเข้าเฝ้าฯและจะมีบุคคลพิเศษจากสำนักพระราชวังมาเป็นประธานเปิดงานให้กับบริษัทนั้น ขณะนี้ได้ให้ ปอท. รวบรวมข้อมูลเพื่อตรวจสอบว่าเข้าข่ายมาตรา 112 หรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่าจะนำตัวซินแสโชกุนและพวกเข้ามาสอบปากคำเพิ่มเติม รวมทั้งแจ้งข้อหาที่บก.ป. แม้จะเป็นการควบคุมตัวตามม.44 แต่กรณีดังกล่าวทางตำรวจและทหารได้ตกลงกันแล้วว่าจะนำมาสอบปากคำที่บก.ป.ก่อน

ต่อมาเวลา 21.50 น. เจ้าหน้าที่นำตัวน.ส. พสิษฐ์ หรือ ซินแสโชกุน พร้อมกับพวก ประกอบด้วย นางมณฑญาณ์ นิรันดร นางสาวทัศย์ดาว สมัครกสิกรรณ์ นายก้องศรัณย์ แสงประภา เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์มาถึงที่กองบินตำรวจ จากนั้นได้นำตัวเข้ามาภายในห้องรับรอง โดยมีพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบตร.พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารสอบปากคำ โดยขณะซินแสโชกุน เผยกับ ผู้สื่อข่าวสั้นๆ โดยปฏิเสธทุกข้อหา ยืนยันว่าไม่เคยขายทัวร์

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อาจเป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่ทหารจะนำตัวทั้งหมดไปควบคุมตัวที่ มทบ.11 ในคืนนี้ก่อน จากนั้นจึงจะนำตัวส่งให้พนักงานสอบสวนกองปราบฯเพื่อสอบสวนดำเนินคดีต่อไป

บทความก่อนหน้านี้รับมือพายุถล่มวันนี้!! เตือน 35 จังหวัด ฝนตกหนัก-ฟ้าผ่า-ลมกระโชกแรง-ลูกเห็บ ระวังน้ำท่วม
บทความถัดไปประเดิม33ศพ-7วันอันตรายสงกรานต์ สาเหตุเดิม ๆเมาแล้วขับ ถนนสีลมให้เล่นแค่2ทุ่ม