Khaosod
Online

วันจันทร์ ที่ 3 ส.ค. 2563

ศาลชี้-ก่อเหตุซํ้าซาก ประหาร ฆ่าหนุ่ม-ชิงไอโฟน ไม่ลดโทษให้2จำเลย คดีสะเทือนขวัญต้นปี ปาดคอดับหนุ่ม"มะปิน" พี่สาวเชื่อกฎแห่งกรรม

1 มิ.ย. 2560 - 08:32 น.

ศาลพิพากษาประหารชีวิต 2 โจรโหดฆ่าปาดคอ "มะปิน" หนุ่มบัณฑิต มศว ชิงไอโฟน 6 ที่ย่านลาดพร้าว เมื่อต้นปีที่ผ่านมาหลังพิเคราะห์พยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ทั้งหมด มีความผิดชัดเจน พฤติกรรมมีประวัติการก่ออาชญากรรมหลายครั้ง ยากแก่การปรับปรุงแก้ไขนิสัย และคำรับสารภาพเกิดจากการจำนนต่อพยานหลักฐาน จึงไม่มีเหตุลดโทษ ให้ประหารชีวิตสถานเดียว พี่สาวพอใจคำตัดสินของศาล ระบุเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เผยพ่อแม่ไม่มาฟังคำตัดสินด้วย เพราะไม่พร้อมเผชิญหน้าจำเลย

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 พ.ค. ที่ห้องพิจารณาคดี 903 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.125/2560 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 และนางนิราภรณ์ เหลืองแจ่ม มารดาผู้เสียชีวิต ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายกิตติกร หรือตั้ม วิกาหะ อายุ 26 ปี ชาว จ.สระแก้ว และนายสุพัฒชัย หรือเอ๊กซ์ จันทร์ศรี อายุ 25 ปี ชาว จ.อุทัยธานี เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น เพื่อจะเอาไว้ซึ่ง ผลประโยชน์ที่ตนกระทำผิดฯ, ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวไปในเวลากลางคืน เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้ยานพาหนะ และร่วมกันพาอาวุธมีดไปในเมืองหรือหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289 (7), 339 และ 371

คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา ระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา เวลากลางคืน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยที่ 1 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ มีจำเลยที่ 2 เป็นคนขี่ มาถึงบริเวณปากซอยสุคนธสวัสดิ์ 27 ถ.สุคนธสวัสดิ์ แขวงและเขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ พบนายวศิน หรือมะปิน เหลืองแจ่ม บัณฑิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒ (มศว) ประสานมิตร กำลังถือโทรศัพท์มือถือไอโฟน 6 ราคา 26,000 บาท จำเลยที่ 1 จึงใช้อาวุธมีดจี้ขู่เข็ญให้นายวศินยื่นโทรศัพท์ให้

แต่นายวศินต่อสู้ขัดขืน จึงถูกจำเลยใช้อาวุธมีดแทงทำร้ายหลายครั้งตามร่างกาย และลำคอจนถึงแก่ความตาย แล้วชิงโทรศัพท์มือถือผู้ตายหลบหนีไป กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมของกลาง 5 รายการ ส่งพนักงานสอบสวน สน.โคกครามดำเนินคดี โดยพนักงานอัยการได้คัดค้านการให้ประกันตัวด้วย เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี และเป็นการกระทำผิดโดยอุกอาจ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และเป็นคดีสะเทือนขวัญประชาชน อีกทั้งหลังก่อเหตุคดีนี้ในคืนเดียวกันทั้งสองยังได้ก่อเหตุชิงทรัพย์ในท้องที่ สน.โชคชัย และวิ่งราวทรัพย์ท้องที่ สน.โคกคราม รวม 3 คดี ซึ่งเป็นภัยต่อสังคม จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองสถานหนัก

ชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ อัยการจึงนำพยานสองปากสืบประกอบคำรับสารภาพ คือพนักงานรักษาความปลอดภัยที่อาคารบริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุ และพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม โดยตลอดการพิจารณาคดีจำเลยทั้งสองไม่ได้รับการประกันตัว โดยวันนี้ศาลเบิกตัวจำเลยทั้งสองมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยในวันนี้มีน.ส.ศรุตา เหลืองแจ่ม พี่สาว พร้อมด้วยทนายความ และผู้ใกล้ชิดเดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วย

ศาลพิเคราะห์คำรับสารภาพประกอบพยานที่โจทก์นำสืบแล้วเห็นว่า โจทก์มีพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทแห่งหนึ่งเป็นพยานในที่เกิดเหตุ เบิกความว่าเมื่อคืนวันที่ 4 ม.ค. เวลา 22.00 น. พยานเห็นหนึ่งในจำเลยฉุดกระชากนายวศินจนล้มลงและแทงหลายครั้ง พยานจึงวิ่งออกไปตะโกนห้าม ทำให้จำเลยทั้งสองซ้อนท้ายจักรยานยนต์หลบหนีไป และเข้าไปช่วยเหลือนายวศิน

แต่นายวศินเสียเลือดมาก จึงโทร.แจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ ต่อมาพยานให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนและชี้ตัวจำเลยทั้งสอง เนื่องจากสามารถจดจำใบหน้าของคนร้ายชัดเจน ขณะเดียวกันพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพเหตุการณ์ได้ และผลการตรวจลายนิ้วมือแฝงจากหมวกกันน็อกของคนร้ายที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ มีดของกลาง และโทรศัพท์ที่ยึดได้ ตรงกับจำเลยทั้งสอง พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องกันและไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง เมื่อจับกุมจำเลยทั้งสองพนักงานสอบสวนนำตัวไปชี้จุดเกิดเหตุและทำแผนประกอบคำรับสารภาพ พยานหลักฐานทั้งหมดจึงมีน้ำหนักมั่นคง

พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษทุกกรรมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 289 (7), 339 และ 371 ในข้อหาร่วมกันพกพาอาวุธมีดไปในเมือง ตามมาตรา 371 ให้ปรับคนละ 1,000 บาท ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์ เพื่อปกปิดความผิดของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นความผิดทางอาญา และร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะฯ เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษประหารชีวิตข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ ตามมาตรา 289 (7) ซึ่งเป็นบทหนักสุด และเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์แล้ว จำเลยก่อเหตุร้ายแรง มีประวัติการก่ออาชญากรรมหลายครั้ง ยากแก่การปรับปรุงแก้ไขนิสัย และคำรับสารภาพเกิดจากการจำนนต่อพยานหลักฐาน จึงไม่มีเหตุลดโทษ ให้ประหารชีวิตสถานเดียว

ด้านน.ส.ศรุตา พี่สาวผู้เสียชีวิต กล่าวว่า พอใจมากที่ศาลพิพากษาประหารชีวิตจำเลยทั้งสองคน และไม่มีการลดโทษ ส่วนจำเลยจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่นั้นยังไม่ทราบ รายละเอียดขอคุยกับทนายความและทางบ้านก่อน เราเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ทำดีได้ผลดี ทำไม่ดีก็ได้ผลไม่ดี ใครทำอะไรก็ได้ผลอย่างนั้น ขณะนี้ทางเราคิดถึงคนที่เรารัก ทำใจว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา ถึงแม้จะโหดร้าย และที่พ่อแม่ไม่เดินทางมาในวันนี้เพราะท่านไม่พร้อมเผชิญหน้าจำเลย

น.อ.ประชา อยู่สำราญ ทนายความครอบครัวนายวศิน กล่าวว่า พอใจศาลมีคำพิพากษาประหารชีวิต ส่วนขั้นตอนต่อไปหากจำเลยประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ก็พร้อมที่จะแย้งอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งคิดว่าคดีนี้ถ้าหากฝ่ายจำเลยจะยื่นอุทธรณ์คงจะเป็นประเด็นในเรื่องของการขอลดโทษ

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับนายกิตติกร จำเลยที่ 1 ก่อนก่อเหตุคดีนี้มีประวัติโชกโชน เคยต้องโทษเข้าเรือนจำมาแล้ว 8 ครั้ง ตั้งแต่อายุ 13 ปี ก่อเหตุลักษณะคดีบุกรุก, ทำร้ายร่างกาย, ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยเพิ่งพ้นโทษออกมาจากเรือนจำเมื่อเดือนธ.ค. 2559 นอกจากคดีฆาตกรรมนายวศินชิงโทรศัพท์มือถือแล้ว ในช่วงเวลาต่อเนื่องตั้งแต่กลางดึก 4-5 ม.ค.ที่ผ่านมา นายกิตติกร และนายสุพัฒชัย ยังก่อเหตุชิงทรัพย์โดยขี่รถจักรยานยนต์ตระเวนไปยังบริเวณใกล้เคียงซอยสุคนธ์สวัสดิ์ ในพื้นที่ สน.โคกคราม และ สน.โชคชัย

คดีแรกอัยการคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ฟ้องทั้งสองคนเมื่อวันที่ 30 ม.ค. ในความผิดฐานร่วมกันพยายามวิ่งราวทรัพย์กระเป๋าซึ่งมีโทรศัพท์มือถือ เงินสด และทรัพย์สินอื่นจำนวนหนึ่งของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้หญิง โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ต่อมาวันที่ 31 ม.ค. ศาลพิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และให้นำโทษจำคุก 8 เดือนของจำเลยทั้ง 2 ที่ศาลจังหวัดนนทบุรีรอการลงโทษไว้นำมารวมกับคดีนี้ จึงรวมโทษจำคุกจำเลยทั้ง 2 เป็นคนละ 1 ปี 14 เดือน

คดีที่สองที่อัยการคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องทั้งสองคนในวันที่ 6 มี.ค. ความผิดฐานร่วมกัน ชิงทรัพย์ โดยใช้อาวุธมีดปลายแหลมยาว 33 ซ.ม. ลักเอาโทรศัพท์ไอโฟน 5 เอส มูลค่า 9,600 บาท ของผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้หญิงโดยใช้กำลังกระชากแขนผู้เสียหายจนล้มกับพื้นแล้วใช้อาวุธมีดจี้เอาทรัพย์ ศาลจึงมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 เม.ย. ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 15 ปี ฐานชิงทรัพย์ และปรับคนละ 1,000 บาท ฐานร่วมกันนำอาวุธมีดเข้าไปในเมืองฯ จำเลยรับสารภาพจึงลดโทษเหลือจำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือนและปรับคนละ 500 บาท และให้รวมโทษจำคุกคดีนี้กับคดีที่ศาลอาญาตัดสินแล้ว จากผลคดีทั้งสองที่ศาลตัดสินไปแล้วนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์คดี

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด


ข่าวเด่นประจำวัน













ภาพที่



อัลบั้มภาพ ศาลชี้-ก่อเหตุซํ้าซาก ประหาร ฆ่าหนุ่ม-ชิงไอโฟน ไม่ลดโทษให้2จำเลย คดีสะเทือนขวัญต้นปี ปาดคอดับหนุ่ม"มะปิน" พี่สาวเชื่อกฎแห่งกรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง