กองปราบฯ จับ “บอย ยูนิตี้” ฉ้อโกงขายรถหรู ระหว่างออกจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ที่เจ้าตัวมายื่นฟ้องอธิบดีดีเอสไอกับพวก จากกรณีสั่งอายัดรถหรูของบริษัท เพื่อตรวจสอบว่าเป็นรถที่ถูกขโมยมา ทำให้ได้รับความเสียหาย รอง ผบก.ป.เผย มีผู้แจ้งความว่าซื้อรถปอร์เช่ จากบอยมูลค่า 8 ล้านบาท แต่นำไปจดทะเบียนไม่ได้ ซ้ำถูกกรมศุลฯแจ้งจับฐานหนีภาษี ขณะที่บอยแจง มีหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ เป็นเรื่องตั้งแต่ปี”57 อยู่ระหว่างการฟ้องร้องกับกรมศุลฯ ขณะที่ตร.ไม่ให้ประกัน เตรียมนำตัวส่งฝากขังวันนี้
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 14 มิ.ย. พล.ต.ต. สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกตุ ผกก.1บก.ป. พ.ต.ท.ณัฐพงษ์ เกิดเอี่ยม รองผกก. 4 บก.ป. พ.ต.ต.สมเดช สารบรรณ์ สว.กก.1บก.ป. พร้อมกำลัง ร่วมกันจับกุมนายอินทระศักดิ์ เตชธีรสิริ หรือ “บอย ยูนิตี้” กรรมการบริษัทเอสทีที ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ตามหมายศาลอาญากรุงเทพใต้ เลขที่ 286/60 ลงวันที่ 13 มิ.ย. ในฐานความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” ที่บริเวณซอยสีคาม ทางเข้าออกศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ขณะผู้ต้องหา นั่งอยู่ในรถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู สีดำ ทะเบียนป้ายแดง บ-1186 กรุงเทพ มหานคร เพื่อเดินทางกลับออกมาจากศาล ก่อนคุมตัวมาสอบสวนที่กองปราบปราม
ทั้งนี้มีรายงานว่า ก่อนการจับกุมนายอินทระศักดิ์ หรือ “บอย ยูนิตี้” เดินทางมาที่ศาลพร้อมกับทีมทนายความ เพื่อยื่นฟ้องพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ กับพวก รวม 12 คน ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ /บุกรุก/ และแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อศาล จากกรณีเมื่อวันที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ได้นำกำลังเข้าตรวจค้น พร้อมสั่งปิดโชว์รูมรถยนต์ 2 แห่งของบริษัทเอสทีที ออโต้ เซอร์วิส จำกัด พร้อมกับอายัดรถยนต์หรู รวม 34 คัน โดยกล่าวหาว่ามีรถบางส่วนถูกโจรกรรมมาจากประเทศอังกฤษ และมีการแจ้งสำแดงเท็จ นอกจากนี้นายอินทระศักดิ์ ยังเตรียมฟ้องเพิ่มเติมในคดีหมิ่นประมาทและคดีอื่นๆ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากมีบริษัทนำเข้ารถหรูกว่า 300 บริษัท แต่มีบริษัทของตนเพียงบริษัทเดียวที่ถูกดำเนินคดี ประกอบกับทาง ดีเอสไอ ไม่เคยแสดงเอกสารว่าผิดอะไร และไม่เคยเรียกเข้าไปสอบถามหรือชี้แจงใดๆ อีกด้วย รวมทั้งการถูกสั่งปิดโชว์รูมยังทำให้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากด้วย
ต่อมาเวลา 15.30 น. พ.ต.อ.จิรภพ เปิดเผยว่า คดีนี้มีผู้เสียหาย 5 ถึง 6 ราย เข้าแจ้งความว่าได้ซื้อรถยนต์หรู มูลค่าตั้งแต่ 8 ล้านบาท ถึง 30 ล้านบาท จากบริษัทของนายอินทระศักดิ์ แต่ไม่สามารถนำไปจดทะเบียนได้ ทำให้ถูกตำรวจและเจ้าหน้าที่ศุลกากรจับกุมเนื่องจากไม่ได้เสียภาษี ภายหลังการรับแจ้งความจึงได้รวบรวมหลักฐาน โดยในคดีของผู้เสียหายที่ซื้อรถยนต์ปอร์เช่ รุ่นพานาเมร่า ไปในราคา 8 ล้านบาท ซึ่งมีหลักฐานชัดเจน จึงขอศาลออกหมายจับนายอินทระศักดิ์ ไปเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน วันนี้จึงนำกำลังเข้าจับกุม หลังสืบทราบว่าผู้ต้องหาจะเดินทางมายื่นฟ้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นอกจากนี้ก็มีคดีที่ผู้ซื้อรถลัมโบร์กินี รุ่นอเวนทาดอร์ มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท แล้วเกิดปัญหาจดทะเบียนไม่ได้อีก 1 คดีด้วย ส่วนการออกหมายจับและเข้าจับกุมโดยไม่ออกหมายเรียก เนื่องจากคดีนี้มีอัตราโทษเกิน 3 ปี พนักงานสอบสวนสามารถออกหมายจับหรือออกหมายเรียกได้ แต่ที่ใช้แนวทางออกหมายจับและจับกุมทันที เนื่องจากพยานหลักฐานชัดเจน
ด้านนายอินทระศักดิ์ กล่าวว่า ตำรวจแจ้งข้อหาคดีฉ้อโกงประชาชน ซึ่งรายละเอียดนี้ยังไม่ทราบเรื่อง แต่รู้ว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2557 รถคันที่มีปัญหาเป็นรถปอร์เช่ รุ่น พานาเมร่า ถูกนำออกมาจากกรมศุลกากรและมีปัญหากันอยู่ ครั้งนั้นทางกรมศุลกากรได้ปล่อยให้นำรถออกมาจากท่าเรือแหลมฉบัง ขณะที่ยังไม่ได้เสียภาษี และเมื่อถึงเวลาจะเสียภาษี ทางกรมศุลการก็ไม่ยอมให้เสียภาษี พอเกิดเรื่องจึงได้มีการฟ้องร้องกัน
“ผมรู้สึกแปลกใจและยังงงๆ ที่ถูกจับแบบไม่ทันตั้งตัว ไม่ทราบมาก่อนว่ามีหมายจับ ส่วนตัวมองว่าคดีนี้ตำรวจสามารถออกหมายเรียกได้ แต่ก็ใช้จับกุมแทน ผมไม่ได้กังวลใจอะไรสามารถชี้แจงได้ ยินดีให้ความร่วมมือกับตำรวจ เตรียมหลักทรัพย์ เพื่อขอยื่นประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนด้วย” นายอินทระศักดิ์กล่าว
ต่อมาเวลา 19.20 น. นายธีรสิทธิ์ สุริยันชัยเจริญ ทนายความของนายอินทระศักดิ์ กล่าวหลังพนักงานสอบสวนกองปราบปราม สอบปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมง ว่า ทางพนักงานสอบสวนคัดค้านการให้ประกันตัว ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบได้ ทั้งนี้ลูกความตนจะถูกนำตัวไปขอฝากขังที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ในวันพรุ่งนี้ เวลา 09.00 น. ซึ่งทางตนจะเตรียมหลักทรัพย์เพื่อไปขอยื่นประกันปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นศาล ในส่วนของรายละเอียดการสอบปากคำหรือพฤติกรรมในทางคดีขอไม่เปิดเผย แต่ยืนยันว่าทางลูกความตนนั้นบริสุทธิ์และมีเอกสารหลักฐานในการยืนยัน ทั้งนี้จากการที่ได้พูดคุยกับทางบอย มีสภาพจิตใจดีไม่กังวล
มีรายงานว่า สำหรับคดีของนายบอยนั้น ที่ทางกองปราบปรามรับเรื่องดำเนินคดีมีด้วยกันอยู่ 6 คดี ซึ่งขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานทำสำนวนเสร็จสิ้นไปแล้วสองคดี เหลืออีก 4 สำนวน อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นความผิดในลักษณะเดียวกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา พ.ต.ท.ณัฐพงษ์ เกิดเอี่ยม รองผกก.4.บก.ป. ยังได้จับกุม น.ส.ฐิติพรรณ เตชธีรสิริ อายุ 32 ปี น้องสาวของบอยยูนิตี้ ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ จ.287/2560 ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2560 ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” ขณะที่น.ส.ฐิติพรรณ เดินทางมาเยี่ยมพี่ชายที่กองปราบปราม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าน.ส.ฐิติพรรณเป็นบุคคลตามหมายจับ เนื่องจากมีฐานะเป็นกรรมการของบริษัท เอสทีบี ออโต้คาร์ รวมทั้งเป็นผู้รับเงินค่ารถจากผู้ซื้อไปอีกด้วย ภายหลังจับกุมเจ้าหน้าที่จึงนำตัวผู้ต้องหามาสอบสวนและดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป