ปู่ย่าเชิญวิญญาณน้องรุ้งกลับบ้าน-ไม่คิดอดีตสะใภ้ใจดำฆ่าลูกได้ ซึ้งคนช่วยงานทั้งที่ไม่รู้จัก

เชิญวิญญาณ- ปู่ย่าของ "น้องรุ้ง" ด.ญ.อายุ 12 ปี เหยื่อแม่และพ่อเลี้ยงตีตายโยนศพทิ้งคลองสำโรง ทำพิธีเชิญวิญญาณหลานสาว พร้อมกับรับศพไปบำเพ็ญกุศลที่วัดมงคลนิมิตร อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.

ปู่และย่ารุดเชิญวิญญาณ “น้องรุ้ง” พร้อมทำพิธีสวดบำเพ็ญกุศลที่วัดย่านบางเสาธง กำหนดฌาปนกิจวันอาทิตย์ ซาบซึ้งน้ำใจเพื่อนบ้านมาช่วยงานอย่างดี ทั้งที่ไม่ใช่ญาติและรู้จักกันมาก่อน เปิดใจไม่คิดอดีตลูกสะใภ้ใจดำจะลงมือฆ่าลูกได้ ช่วงเช้าตอนเจอหน้ากันก็ไม่ทัก ไม่ไหว้ ด้านอาของน้องรุ้งไม่เชื่อแม่จะลงมือ มั่นใจคน ก่อเหตุน่าจะเป็นพ่อเลี้ยงมากกว่า เนื่องจาก มีพฤติกรรมติดยาเสพติด

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ จับกุมนายวจะรัน ทัดสวรรค์ อายุ 34 ปี พ่อเลี้ยง และ น.ส.สุภาพร นนทรา อายุ 31 ปี มารดา ร่วมกันก่อเหตุฆ่าถ่วงน้ำด.ญ.พรทิพย์ กุลนานันท์ หรือ น้องรุ้ง อายุ 12 ขวบ ลงคลองสำโรงตามข่าวที่เสนอมาโดยลำดับนั้น

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 มิ.ย. นางประมูล กุลนานันท์ อายุ 60 ปี และนายวัลลพ กุลนานันท์ อายุ 60 ปี ปู่และย่าของของน้องรุ้ง พร้อมด้วยญาติๆ ได้เดินทางไปยัง ห้องเช่า ห้องที่ 2 เลขที่ 7/2 ม.3 ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นที่เคยพักกับแม่และพ่อเลี้ยง เพื่อทำพิธีเชิญวิญญาณ เมื่อย่าของน้องรุ้งพบกับนางสำราญ ใจพุก อายุ 68 ปี เจ้าของห้องเช่า และเป็นผู้ที่ให้เบาะแสตำรวจ จนนำไปสู่การจับกุมคนก่อเหตุ ย่าน้องรุ่งน้ำตาซึม กล่าวขอบคุณนางสำราญ จากนั้นทั้งหมดได้ไปเชิญวิญญาณที่ท่าเทียบเรือเก่าริมคลองสำโรง ซึ่งเป็นจุดที่นำศพไปทิ้ง ก่อนจะเดินทางมา พบพนักงานสอบสวน สภ.บางเสาธง เพื่อติดต่อขอนำเอกสาร ไปรับศพ ที่สถาบันนิติเวชวิทยา ร.พ.ตำรวจ

นางประมูลกล่าวว่า หลังพ่อกับแม่น้องรุ้งเลิกกัน ตนก็เลี้ยงน้องรุ้งมาตั้งแต่เล็ก แต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา พ่อของน้องรุ้งเสียชีวิต ตนก็เลี้ยงน้องมากระทั่งเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา แม่ของน้องรุ้งได้มาขอเอาน้องไปเลี้ยง ตนไม่อยากให้ไปเพราะมีความผูกพัน แต่เขาเป็นแม่คิดว่าถ้าน้องรุ้งไปอยู่คงจะอบอุ่นกว่า จึงตัดสินใจให้ไป หลังทราบข่าวก็ตกใจมากไม่คิดว่าแม่จะใจดำขนาดนี้ ความจริงน้องรุ้งดื้อตามประสาเด็ก แต่ไม่น่าจะถึงขนาดฆ่าลูกทิ้งน้ำได้ เมื่อเช้าได้มีโอกาสเจอแม่ของน้องรุ้ง แม่เขาเห็นย่าทำหน้าตาเฉย ไม่ไหว้ ไม่ทัก ไม่มีทีท่าว่าจะสำนึกผิด อยากให้ลงโทษให้ประหารตายตามกันไป ไม่อยากให้ขังแล้วออกมาทำไม่ดีได้อีก ส่วนศพของน้องรุ้งจะรับศพวันนี้เพื่อที่จะนำไปตั้งบำเพ็ญกุศล ที่วัดมงคลนิมิต ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ

ที่สถาบันนิติเวชฯร.พ.ตำรวจ น.ส.จันทราวดี กุลนานันท์ อาของ ด.ญ.พรทิพย์ เปิดเผยขณะเดินทางมาติดต่อขอรับศพหลานสาวเพื่อนำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่วัดมงคลนิมิตว่า หลังจากแม่ของเด็กถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ตนได้มีการพูดคุย โดยแม่เด็กยอมรับว่าเป็นคนวางแผนเรื่องนำศพไปถ่วงน้ำหลังจากรู้ว่าเสียชีวิต เนื่องจากกลัวความผิด แต่ไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนทำร้ายจนเสียชีวิต ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าแม่ไม่น่าเป็นคนทำร้ายลูกแท้ๆ ของตน แต่เชื่อน่าจะเป็นฝีมือของพ่อเลี้ยงมากกว่า เนื่องจากมีพฤติการณ์ติดยาเสพติดและเคยถูกดำเนินคดีข้อหาเสพยาเสพติด 2 ครั้งเมื่อปี 2557 และล่าสุดที่ถูกจับกุมในคดีนี้ก็ตรวจพบสารเสพติดในร่างกายเช่นกัน พร้อมระบุ ส่วนตัวไม่ขอให้อภัยกับคนที่ทำร้ายหลานจน เสียชีวิตและเรียกร้องให้รับโทษประหารด้วย

น.ส.จันทราวดีกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้แม่เด็กมารับลูกจากปู่กับย่าที่ อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก โดยจะพาไปอยู่กับตาและยายที่จังหวัดร้อยเอ็ดจึงยอมให้มา ซึ่งหากรู้ว่าจะพามาอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการคงไม่ยอมให้หลานมาด้วย สำหรับนิสัยของหลานสาว มีดื้อและโกหกบ้างตามประสาเด็ก แต่ก็ไม่น่าลงมือทำร้ายรุนแรงแบบนี้

เมื่อเวลา 18.00 น. ที่ศาลาแก้ว วัดมงคลนิมิตร นายวัลลพ และนางประมูล พร้อมด้วยญาติ ได้นำศพ ด.ญ.พรทิพย์มาตั้งสวดอภิธรรมเพื่อบำเพ็ญกุศล

นางประมูลกล่าวว่า หลังจากที่มาเชิญวิญญาณหลานแล้วก็มีหลายคนในละแวกนี้แนะนำให้จัดงานศพหลานที่ จ.สมุทรปราการ โดยมีชาวบ้านหลายคนมาช่วยกันเป็นเจ้าภาพจัดงานศพและมาร่วมงาน รู้สึกซาบซึ้งใจ ที่ถึงแม้จะไม่ใช่ญาติกันแต่ก็เห็นน้ำใจคนไทย ที่มาแสดงความเสียใจ โดยกำหนดสวดทั้งหมด 3 วัน และฌาปนกิจในวันอาทิตย์ที่ 18 มิ.ย.นี้

ส่วนทางด้านความคืบหน้าของคดีนั้น พ.ต.ท.สายชล สุวรรณบุตร รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.บางเสาธง กล่าวว่าพนักงานสอบสวน สภ.บางเสาธง จะสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองคนเพิ่มเติม โดยจะนำตัวผู้ต้องหาทั้งคู่ไปฝากขังที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ ใน วันที่ 16 มิ.ย. ก่อนเวลา 12.00 น.

จากการสอบถามสิบเวรที่ประจำห้องควบคุมทราบว่า ผู้ต้องหาทั้งคู่ไม่อยู่ในอาการเครียด ตำรวจได้ให้ผู้ต้องขังคนอื่นชวนคุยเพื่อไม่ให้เครียด และคอยสังเกตพฤติกรรมอยู่ตลอดเวลาเพื่อป้องกันผู้ต้องหาทั้งสองจะคิดสั้นทำร้ายตัวเอง

รายงานข่าวแจ้งว่าล่าสุดพบว่าก่อนหน้านี้น้องรุ้งได้อัดคลิประบายความรู้สึกในใจ บริเวณเพิงพักข้างบ้าน ก่อนที่แม่จะเดินทางมารับตัวจากบ้านพัก ต.แสนสุข อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด เพื่อไปช่วยเลี้ยงน้องสาวต่างบิดาที่จ.สมุทรปราการ ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นเสียงสุดท้ายที่ได้ยิน คลิปแรกเป็นการแต่งนิทาน พร้อมบ่นน้อยเนื้อต่ำใจที่พ่อได้เสียชีวิต และแม่ไม่ยอมรับตัวไปอยู่ด้วย ส่วนคลิปที่ 2 เป็นเสียงรำพึงรำพันถึงพ่อที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ซึ่งเสียงสุดท้ายของน้องรุ้งก่อนที่คลิปจะจบลงมีใจความว่า “หนูจะรักพ่อ นะคะ หนูยังรักพ่ออยู่ และหนูจะไม่คิดว่าพ่อทิ้งหนูไป” สร้างความสะเทือนใจให้กับญาติและคนที่ได้ฟังคลิปนี้อย่างมาก

วันเดียวกัน นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.การต่างประเทศ กล่าวว่า จากการเสียชีวิตของเด็กอายุ 12 ขวบ ที่ถูกแม่ทำร้ายต่อเนื่องจนเสียชีวิตแล้วนำศพถ่วงน้ำ ตนสลดใจและเรียกร้องรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางแก้ไขไม่ให้มีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นกับเด็กไทยคนใดอีก อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก คนไทยทุกคนมีหน้าที่ปกป้องชีวิตของเด็ก และต้องทำในส่วนที่ตนทำได้ ซึ่งหลายกรณีถ้าเจ้าหน้าที่ทราบเรื่องอาจช่วยชีวิตไว้ได้ทัน วิธีหนึ่ง คือการแก้กฎหมายพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กปี 2546 ซึ่งยังมีช่องโหว่ที่ควรแก้ไข เพื่อช่วยรักษาชีวิตเด็กไม่ให้ถูกทำร้ายจนตายอย่างน้องรุ้ง หรือลดจำนวนให้น้อยลง

นายนพดลกล่าวว่า ขอให้แก้ไขอย่างน้อย 4 ประเด็นคือ 1.แก้ไขมาตรา 29 เพิ่มหน้าที่ให้ ผู้ใดที่พบเห็นเด็กที่อยู่ในสภาพที่ต้องได้รับการดูแลต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ภายใน 24 ชั่วโมง 2.ให้รางวัลแก่พลเมืองดีผู้แจ้ง โดยจ่ายจากกองทุนคุ้มครองเด็กในอัตราที่กำหนดเพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการแจ้งการทารุณกรรมต่อเด็กให้เจ้าหน้าที่รับทราบ 3.ควรเพิ่มสภาพบังคับของมาตรา 29 โดยอาจกำหนดบทลงโทษในกรณีที่มีผู้พบเห็นเด็กที่ต้องได้รับความช่วยเหลือและตัวเอง สามารถแจ้งได้โดยไม่มีภยันตรายต่อตัวเองแต่ไม่แจ้ง และ 4.มีมาตรการคุ้มครองพลเมืองดีที่แจ้งถึงการกระทำต่อเด็กดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่เพื่อไม่ให้พลเมืองดีเดือดร้อน

“ผมหวังว่ารัฐบาลหรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือสมาชิกสนช.จะพิจารณาหาทางคุ้มครองเด็ก ผู้น่าสงสาร ที่อาจโชคร้ายอยู่ในเงื้อมมือของผู้ปกครองหรือถูกกระทำทารุณกรรม โดย แก้กฎหมายที่จำเป็น ในระหว่างนี้ควรใช้มาตรการในการบริหารสั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่กระทรวง พม.และของ อปท. ไปสำรวจในพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบ ว่ามีกรณีที่เด็กอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการถูกทารุณกรรมหรือไม่ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนแก้กฎหมาย” นายนพดลกล่าว

บทความก่อนหน้านี้แฟนคลับขอเลขเด็ด!! ‘เป่าเปา’จัดให้งวดนี้ เซียนหวยลุ้นแห่ส่องเลขเด็ด-ความน่ารัก(คลิป)
บทความถัดไปผัวโหดรับสิ้น เมาฆ่าฝังเมีย เกือบ 2 สัปดาห์คนพบศพ “บิ๊กอวบ” นำปิดคดี ที่ปากน้ำ