แรงงานต่างชาติแห่กลับประเทศ เดี๋ยวก็มา “บิ๊กตู่” ลั่นอย่าตื่นตระหนก ให้เวลาอีก 6 เดือนไปจัดสรรมาเอายังไงถ้าไม่เอาคนเก่า ก็ไปเอาคนใหม่ที่ชายแดน พิสูจน์สัญชาติให้เรียบร้อย อุตส่าห์ผ่อนผันให้ไปจดทะเบียน ไม่ส่งกลับทันทีก็ดีแล้ว ส่วนเรื่องโทษปรับที่สูงเกินไป ให้กระทรวงแรงงานไปทบทวน ด้านประธานสภาอุตฯ ท่องเที่ยว ชี้แม้ผ่อนผันอีก 6 เดือนก็แก้ไม่ได้ เพราะวิธีปฏิบัติมีขั้นตอนยุ่งยาก ส่วนนายกสมาคมภัตตาคาร ระบุเป็นกฎหมายที่ใช้กับสถานการณ์จริงไม่ได้ เหมือนกฎหมายห้ามนั่งท้ายรถปิกอัพ ขณะที่ส่งออกข้าวก็กระทบ แรงงานหายไปแล้วกว่า 30 เปอร์เซ็นต์
เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการออกพ.ร.ก.บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ที่ส่งผล กระทบให้แรงงานข้ามชาติจำนวนมากเดินทางกลับประเทศ ว่าอย่าตื่นตระหนก เดี๋ยวก็กลับมา ต้องไปทำให้ถูกต้อง ให้เวลาไปแล้ว 6 เดือน ผู้ประกอบการต้องจัดระเบียบตัวเองว่าจะอยู่กันอย่างเดิมหรืออย่างไร ทุกคนต้องปรับตัว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ระหว่างที่ให้เวลา ก็ไปจัดสรรปันส่วนมา เมื่อคนเหล่านี้ออกไปจะเอาคนใหม่หรือไม่ เพราะเตรียมการขึ้นทะเบียนไว้อยู่แล้วที่ชายแดน แต่ถ้าจะเอาคนเก่าก็ต้องยอมรับตรงนี้ ไปทำให้ถูกต้อง ตนได้บอกถึงความจำเป็นไปแล้วในเรื่องสินค้ามวลรวมของประเทศ ถ้าท่านประกอบการไม่ได้ ตนก็เดือดร้อน รัฐบาลโดนทั้งขึ้นทั้งล่องอยู่แล้ว
“มีรัฐบาลไหนเคยทำไหมเล่า ไม่ต้องทำหรือยังไง ถ้านักการเมืองที่ออกมาพูดกันวันนี้แล้วจะไม่ทำใช่ไหม ไม่ทำแล้วประเทศมันเสียหาย วันข้างหน้าจะทำยังไง อีก 6 เดือนก็ไปจัดสรรว่าเอายังไง ถ้าไม่เอาคนเก่า ก็ไปเอาคนใหม่ที่ชายแดน ซึ่งพิสูจน์สัญชาติเรียบร้อยแล้ว อุตส่าห์ผ่อนผันให้ไปจดทะเบียน ไม่ส่งกลับทันทีก็ดีแล้ว ไม่อย่างนั้นก็จับออกหมด เพราะผิดกฎหมายหมด ให้เวลามาตั้ง 3 ปี ก็ไม่จัดระเบียบกัน อะไรที่เป็นช่องว่างกฎหมายก็ทำกันไป ถึงเวลาก็เรียกร้องว่าธุรกิจจะเสียหาย แล้วกฎหมายมันอยู่ตรงไหน ก็ค่อยๆ ปรับไป อย่าเรียกร้องกันมากนัก” นายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีภาคเอกชนท้วงติงให้ทบทวนเรื่องโทษปรับที่สูงเกินไป นายกฯ กล่าวว่าต้องทบทวนกันอีกที เป็นเรื่องของกระทรวงแรงงาน ให้แนวทางไปแล้วว่าจะทำได้แค่ไหน รัฐบาลไม่ได้ต้องการไปไล่ล่าให้เศรษฐกิจเดือดร้อน แต่ต้องทำ อย่าไปหวังให้รัฐบาลอื่นทำ เขาไม่ทำอยู่แล้ว
ที่กระทรวงแรงงาน มีเวทีเสวนาเรื่อง พ.ร.ก.ต่างด้าว โดยมีตัวแทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม และมีผู้รับฟังจำนวนมาก นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า พ.ร.ก.ต่างด้าว เป็นเรื่องเร่งด่วนต้องดำเนินการ พ.ร.ก.ฉบับนี้มีข้อดีหลายอย่าง ไม่อยากให้มองเรื่องการเพิ่มโทษลูกจ้างและนายจ้างเพียงอย่างเดียว อาทิ เรื่องการกำหนดค่าธรรมเนียมในการใช้งานแรงงาน แก้ปัญหาการทำงานที่ไม่ตรงตามใบอนุญาต ยืนยันว่าสาระสำคัญของพ.ร.ก. นี้ ประชาชน 65 ล้านคนได้รับประโยชน์ ไม่ได้เอื้อประโยชน์เฉพาะกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างแน่นอน
“ไม่ต้องห่วงว่ากฎหมายนี้จะไปเอาผิดลูกจ้าง เพราะหากนายจ้างใช้งานลูกจ้างโดยไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง จะมีโทษปรับขั้นต่ำ 4-8 แสนบาท หรือการใช้ลูกจ้างไม่ตรงตามคำขอ หรือผิดนายจ้าง ให้อัตราเท่ากัน เป็นการเพิ่มโทษนายจ้าง แต่จะไม่ปรับลูกจ้างเพิ่ม เพราะเห็นว่าหากนายจ้างไม่จ้างแรงงานผิดกฎหมาย ก็จะไม่มีแรงงานผิดกฎหมาย ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่จิตสำนึกของนายจ้างที่จะต้องทำให้ถูกกฎหมาย เพื่อทำให้คนเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ตอนนี้เราไม่พบตัวเลขการจ้างงานแรงงานผิดกฎหมายที่แน่ชัดก็จริง เพราะคงไม่มีใครกล้าเดินมาบอก แต่คิดว่าไม่น่าเกิน 1.2 ล้านคน” นายวรานนท์กล่าว
ด้านนายสมพงค์ สระแก้ว ผอ.มูลนิธิ เครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือแอลพีเอ็น กล่าวว่าในอดีตมีแรงงานไม่ถูกกฎหมายไม่มีเอกสารถูกต้อง 80-90 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลไปถึงปัญหาการค้ามนุษย์ที่มีมากในภาคประมง นำไปสู่การละเมิดสิทธิแรงงาน เช่น ใช้แรงงานเด็ก หรือการบังคับแรงงาน จากอดีตถึงปัจจุบันถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้นานาชาติจับตามองปัญหาแรงงานในไทย หากประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว เชื่อว่าจะทำให้แรงงานผิดกฎหมายลดลง ทำให้มีนายจ้างที่ดี ที่จัดการอย่างเป็นระบบ ไม่มีการบังคับแรงงาน ได้รับสิทธิสวัสดิการอย่าง ถูกกฎหมาย จะลดปัญหาแรงงานได้มาก
นายสมพงค์กล่าวว่า แต่การออกกฎหมายฉบับนี้จะกระทบต่อเศรษฐกิจฐานราก เช่น พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของกินของใช้ให้แรงงาน เนื่องจากแรงงานไม่กล้าออกมาจับจ่ายซื้อของ เพราะกลัวถูกจับกุม จากการพูดคุยกับเครือข่ายแรงงานข้ามชาติพบว่า ที่หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต และพัทยา จ.ชลบุรี ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากไม่มีแรงงานมาทำงาน แต่หากมีระบบจัดการที่ดี ลงทะเบียนที่ถูกต้อง แรงงานจะไม่หนีไปไหน กฎหมายฉบับนี้หากบริหารจัดการครอบคลุมหลายประเด็น อาจทำให้เกิดประโยชน์ ส่งผลให้ประเทศขับเคลื่อนไปได้
ขณะที่ ดร.แล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงาน กล่าวว่า ต้องทำให้เห็นชัดเจนว่าความโกลาหลที่แรงงานข้ามชาติทยอยกลับนั้น ไม่ได้เกิดจากเนื้อหาของกฎหมาย แต่เป็นการบริหารจัดการใช้กฎหมายที่ต้องมาตั้งคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่ และทำให้แรงงานที่อยู่ในประเทศพอใช้หรือไม่อย่างไร จากการบังคับใช้กฎหมายเพื่อหวังอำนวยความเรียบร้อย จะเห็นได้ว่าผลกระทบจากกระบวนการใช้กฎหมายนี้ เกิดขึ้นกับกระบวนการผลิตในภาคธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด
ดร.แลกล่าวต่อว่า คำถามคือออกกฎหมายมาเพื่อต้องการแก้ปัญหาอะไร ถ้าต้องการ ให้สอดคล้องกับการมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (เทียร์) หรือมาตรฐานแรงงานของสหภาพยุโรป (ไอยูยู) นั้น ที่เราต้องดูคือที่ผ่านมาการใช้แรงงานเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ การออกกฎหมายมาไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์เรื่องนี้ดีขึ้นแต่อย่างใด ส่วนอัตราการลงโทษที่สูงขึ้น จะทำให้อัตราการหนีกฎหมายจะแพงขึ้นด้วย แง่หนึ่งที่ ผ่านมาที่คนไม่ทำให้ถูกกฎหมายเพราะว่าแพง คนจึงเลือกไม่ทำตามกฎหมาย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก และลูกจ้างจนๆ
“การจะแก้ปัญหาเรื่องแรงงานข้ามชาติ ไม่ใช่ออกกฎหมายมาแล้วจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น แต่รัฐต้องทำให้กระบวนการขึ้นทะเบียนถูกลง ให้คนหันกลับมาใช้วิธีการที่ถูกกฎหมายง่ายขึ้นด้วย และต้องทำให้สะดวกและรวดเร็วด้วย ความแตกตื่นโกลาหลที่ผ่านมา ยังเอื้อต่อการติดสินบนอีกด้วย ฉะนั้นปรากฏการณ์เช่นนี้ จะทำให้คนที่ทำข้อมูลทิปรีพอร์ต และไอยูยู จับตาดูด้วย นอกจากไม่ช่วยเพิ่มเครดิตให้ประเทศแล้ว ความโกลาหลแตกตื่นที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบเศรษฐกิจ ธุรกิจ และความมั่นคงของประเทศด้วย โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ถูกเขย่าอย่างแรง อย่างน้อยก็ระยะหนึ่ง” ดร.แลกล่าว
ขณะเดียวกัน เครือข่ายประชากรข้ามชาติ ทำหนังสือเรียกร้องถึงนายกฯ ระบุว่านับตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. ที่พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้ ทำให้เกิดกระแสความกังวลทั้งฝ่ายลูกจ้าง นายจ้าง ถึงบทลงโทษที่รุนแรง จากข้อมูลสมาชิกเครือข่ายพบว่า ณ วันที่ 4 ก.ค. มีแรงงานพม่าเดินทางกลับประเทศต้นทางแล้ว 200,000 ราย ทั้งช่องทางของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และช่องทางธรรมชาติ ส่วนแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศต้นทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว 4,921 ราย
วันเดียวกัน นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่าอยากย้อนกลับไปถามรัฐบาลว่าออกพ.ร.ก.ต่างด้าว ที่มีผลกระทบมากมาทำไม และยังใช้มาตรา 44 เปลืองมาก ส่วนที่ผ่อนผันเวลาให้อีก 6 เดือน เชื่อว่าแก้ปัญหาไม่ได้ จะนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานแน่นอน เพราะวิธีการปฏิบัติ ในการทำให้แรงงานที่ลักลอบเข้ามา ได้กลายเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมาย มีขั้นตอนยุ่งยากมาก
“พ.ร.ก.ต่างด้าวไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง ทั้งยังเปิดช่องให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องไปเรียกรับผลประโยชน์ เนื่องจากกำหนดอัตราค่าปรับสูงมาก ต้องยอมรับความจริงที่ว่าคนงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย ยังสามารถหางานทำในประเทศไทยได้ เพราะไทยขาดแคลนแรงงานจริงๆ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ส่วนภาคท่องเที่ยวก็บรรดาร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึก” นายอิทธิฤทธิ์กล่าว
ส่วนนางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคาร กล่าวว่าการผ่อนผันคงช่วยได้บ้าง แต่ไม่ทั้งหมด เพราะระยะเวลาที่แรงงานกลับไปจัดทำเอกสารที่ประเทศต้นทางนานมาก อีกทั้งคนต่างด้าวที่อยู่ในไทยมีถึง 10 ล้านคน ให้ลองไปถามทุกอุตสาหกรรมพูดตัวเลขนี้หมด ไม่ได้น้อยแบบที่กระทรวงแรงงานพูด รัฐบาลออกกฎหมายที่ใช้กับสถานการณ์จริงไม่ได้ เหมือนตอนที่ออกกฎหมายห้ามคนนั่งท้ายรถกระบะ แต่ครั้งนี้รุนแรงกว่า เพราะทำให้ธุรกิจหยุดชะงักเลย ไม่สอบถามความเห็นของ ผู้ประกอบธุรกิจเลย
นายกสมาคมภัตตาคารกล่าวว่า ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุดอยากให้รัฐบาลรับฟังปัญหาของแต่ละสมาคมวิชาชีพ เพื่อรับทราบปัญหาและร่วมกันหาทางออกที่แท้จริง เพราะปัญหามีหลายประเภท ทั้งเแรงงานที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ไม่มีใบอนุญาตอะไรเลย ในส่วนนี้ก็สนับสนุนผลักดันออกนอกประเทศ หรือกรณีมีใบอนุญาตแล้ว แต่ทำงานผิดประเภท หรือไม่ได้ทำงานกับนายจ้างคนเดิม และไม่ได้ทำงานในพื้นที่ที่แจ้งไว้ แต่ละธุรกิจก็ต้องไปรวบรวมปัญหามา เพราะปัญหาบางเรื่องอาจต้องให้เจรจากันระดับรัฐบาลไทยกับรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน ต้องให้ผู้นำคุยกัน เป็นระดับสูงกว่าการรับผิดชอบของกระทรวงแรงงาน
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่าการส่งออกข้าวมีทิศทางดีขึ้น แต่ปัญหาใหญ่เรื่องการบังคับใช้ พ.ร.ก.ต่างด้าว ทำให้การขนส่งข้าวล่าช้าออกไป จากเดิมใช้เวลา 7-10 วัน ต้องใช้เวลาเพิ่มเป็น 30 วัน เพราะไม่มีแรงงานมาขนข้าว เนื่องจากกลับประเทศ เพราะกังวลความผิด และโทษค่าปรับที่สูง ขณะนี้แรงงานหายไปแล้วกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนแรงงานขนส่งข้าว ทำให้ผู้ส่งออกลังเลที่จะรับคำสั่งซื้อข้าว เพราะกังวลว่าจะส่งมอบไม่ทัน และส่งผลกดดันให้ราคาข้าวอาจจะ ลดลงในที่สุด อยากให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วย