ทนายพาพ่อแม่น้องพลอยเข้าแจ้งความเพิ่มหาผู้เกี่ยวข้องคดีฆ่าเผาอำพรางศพ เชื่อ “สิบเอก”ไม่ได้ลงมือเพียงลำพังรวมทั้งให้สืบหาเบื้องหลังคดียืดเยื้อถึง 3 ปี ทั้งๆ ที่มีพยานหลักฐานตั้งแต่แรก ด้าน พ่อ-แม่ร่ำไห้รุดดูจุดทำลายศพบนเขากระบก อ.แก่งคอย จ.สระบุรี แม่ร่ำไห้จนเป็นลม สุดสะเทือนใจบอกมารับลูกกลับบ้านแล้ว เกิดชาติหน้าให้มาเป็นแม่ลูกกันอีก เผยปักใจแต่แรกว่าเป็นฝีมือของแฟนเก่า เพราะมีหลักฐานจากกล้องวงจรปิด และพยานเห็นขับรถมารับไปเมื่อ 3 ปีก่อน ส่วนชิ้นส่วนศพที่พบตรวจดีเอ็นเอแล้วเป็นน้องพลอย
จากคดีสะเทือนขวัญ “น้องพลอย”น.ส. พลอยนรินทร์ ผลิผล อายุ 28 ปี หายตัวไปอย่างลึกลับตั้งแต่ปี 2557 จากที่ทำงานอ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งครอบครัวพยายามตามหากระทั่งนายวิชา ผลิผล อายุ 53 ปี และนางพัชรี ปั้นทอง อายุ 51 ปี พ่อแม่น้องพลอยเข้ายื่นหนังสือร้องต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เพื่อให้เร่งรัดติดตามจับกุมคนที่ลักพาตัวลูกสาวไปกว่า 3 ปี ที่ศูนย์บริการประชาชนเมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจจึงรื้อคดีนี้ขึ้นมาสอบสวนอีกครั้งกระทั่งพบผู้ต้องสงสัยคือส.อ.พลกฤต วิเศษ อดีตทหารสังกัดศูนย์การทหารปืนใหญ่ลพบุรี ถูกให้ออกจากราชการเมื่อปี 2557 ที่เคยคบหากับน้องพลอย ก่อนฝ่ายหญิงจะพยายามออกห่างเมื่อพบว่าส.อ.พลกฤต มีครอบครัวแล้ว เมื่อตำรวจพบหลักฐานชัดเจนจึงออกหมายจับกระทั่งพบส.อ.พลกฤต หนีมากบดานกับแฟนใหม่ที่จ.นครราชสีมา ผู้ต้องหาสารภาพว่าฆ่าเผาน้องพลอยในพื้นที่อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ตั้งแต่เดือนพ.ค.2557 สาเหตุเพราะตีตัวออกห่างนั้น
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 14 ส.ค. นาย รณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความของครอบครัวน้องพลอย กล่าวว่า ทางพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. ได้โทรศัพท์มาแจ้งว่า ผลการตรวจสอบดีเอ็นเอโครงกระดูกที่พบบนเขากับดีเอ็นเอของพ่อแม่น้องพลอยตรงกัน จึงยืนยันว่าโครงกระดูกที่พบเป็นของน้องพลอย หลังจากนี้ต้องรอเจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม
วันเดียวกันตำรวจพร้อมด้วยนายวิชา และนางพัชรี ไปดูจุดฆ่าอำพรางน้องพลอย บนเขากระบก บ้านหินซ้อน ต.หินซ้อน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี โดยนางพัชรีมีสีหน้าที่โศกเศร้าและร้องไห้ตลอดเวลา แล้วจู่ๆ ก็เป็นลมพับไปญาติๆ ต้องช่วยกันปฐมพยาบาล
นายวิชากล่าวว่า หลังจากน้องพลอยหายตัวไป พยายามติดตามหาตัว แต่ไม่รู้จะติดตามหาที่ไหนอย่างไร ก่อนได้เบาะแสว่าหายตัวไปหลังจากพบกับส.อ.พลกฤต จึงพยายามติดตามไปพบส.อ.พลกฤต โดยเคยเข้าไปหาถึงในค่ายสุรธรรมพิทักษ์ แต่ก็ไม่พบตัว จึงได้ไปติดตามหาประวัติของส.อ.พลกฤต พบได้ไปทำบัตรประชาชนใหม่ที่จ.นครราชสีมา จึงได้เบาะแสว่า ส.อ.พลกฤตหลบหนีไปอยู่ที่โคราช
“ตลอด 3 ปี นึกถึงแต่ลูกตลอด และทำใจไว้แล้วไม่ว่าลูกจะอยู่จะตาย แต่ยังมีความหวังและความทุกข์ทรมานอยู่ในใจ แต่ตอนแรกหวังว่าลูกจะไปอยู่กับส.อ.พลกฤต ไม่นึกว่าเขาจะเหี้ยมกว่ามนุษย์ ไม่คิดว่าทหารจะทำกับคนรักเช่นนี้ พ่อไม่ได้ทอดทิ้งน้องพลอย พ่อ ตามหาและไม่รู้ลูกจะมาอยู่ตามป่าตามเขา พ่อรักและพยายามติดตามหา แต่ไม่นึกว่าผลจะเป็นแบบนี้ ต่อไปขอให้พลอยได้ไปดี พ่อยังรักและคิดถึงลูกเสมอ” นายวิชากล่าว และว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่ทราบว่า ส.อ.พลกฤตมีลูกเมียแล้ว โดยเพิ่งทราบเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งยังแอบหวังว่าน้องพลอยยังมีชีวิตอยู่ โดยอาจถูกขังแล้วรอวันกลับมาหาพ่อแม่ แต่ที่ผ่านมาน้องพลอยไม่ติดต่อมา จึงคาดว่าลูกคงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ก่อนตำรวจจะติดต่อมาว่าจับคนร้ายได้ และสารภาพเป็นคนฆ่าน้องพลอย ไม่คิดว่าส.อ. พลกฤตจะทำแบบนี้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยเจอส.อ. พลกฤต เคยแค่โทรศัพท์คุยกัน เนื่องจากตอนลูกยังมีชีวิตส่งมือถือให้คุยว่าจะซื้อเสื้อมาให้
ด้านนางพัชรีกล่าวทั้งน้ำตาว่า น้องพลอยแม่มาหาลูก แม่จะมารับกลับบ้าน ไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกแล้ว กลับบ้านกันแม่มาช่วยลูกแล้ว เดี๋ยวกลับไปอยู่บ้านด้วยกัน เพื่อจะได้ใส่บาตรตอนเช้าด้วยกันเหมือนเดิม น้องพลอยทิ้งความทรงจำดีๆ ไว้ให้พ่อแม่ เกิดชาติหน้าให้มาเป็นแม่ลูกกันอีก
นางพัชรีกล่าวอีกว่า เมื่อคืนนอนไม่หลับเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้แล้วรู้ข่าวว่าเจอโครงกระดูกก็คิดว่าใช่ลูกเราหรือไม่ เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นก็คิดว่าใช่ลูกเราหรือไม่ ตั้งแต่วันแรกแล้ว โทรศัพท์ไม่เคยปิดเลย ทักไลน์หาลูกทุกวัน บอกทุกขั้นตอนในการตามหาลูก คิดว่าปาฏิหาริย์ว่าสักวันน้องพลอยต้องมาตอบไลน์ เราสนิทกันมาก จะบอกราตรีสวัสดิ์ทุกคืน มือถือที่น้องติดตัวไปเป็นของขวัญที่ซื้อให้ตอนรับปริญญา คิดว่าส.อ.พลกฤตทำไมต้องหนี ทำไมต้องทำศัลยกรรม รู้ว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงจดรายละเอียดทุกอย่าง ไว้ทั้งหมดว่าไปร้องเรียนที่ไหน ทำทุกทางที่จะช่วยเหลือติดตามลูก
นางพัชรีกล่าวต่อว่า มารู้ว่ารถที่มารับน้องพลอยไปเป็นของส.อ.พลกฤต ต่อมานำไปฝากเต็นท์รถที่สระบุรีขาย ทุกเรื่องต้องสืบหาข้อเท็จจริงเอง ต่อมาส.อ.พลกฤตโทร.มาหามาถามว่าได้ข่าวว่าน้องพลอยหายตัวไป ตนบอกว่าใช่ พอถามกลับไปว่าเอาตัวน้องไปหรือไม่ เขาตอบว่ามีแฟนแล้ว และแม่จะไปแจ้งตำรวจให้ตามหา หลังจากนั้น 1 อาทิตย์ ส.อ.พลกฤตก็โทร.มาหาอีก ซึ่งขณะนั้นรู้แล้วว่าผู้ชายคนนี้พาตัวน้องพลอยไป จึงนำข้อมูลที่ได้มาแจ้งตำรวจ เพราะที่ผ่านมาส.อ.พลกฤตเคยขู่น้องพลอยด้วยการส่งข้อความมา อีกทั้งยังมีหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด และมีพยานเห็น จึงเชื่อมาตลอดว่าเป็นฝีมือของส.อ.พลกฤต โดยตั้งแต่น้องพลอยหายตัวไป ส.อ.พลกฤตก็ยังทำงานปกติ พาครอบครัว ไปเที่ยว อยู่บนความทุกข์ของคนอื่น
นายรณณรงค์ ทนายความกล่าวเพิ่มเติมว่า คดีนี้เชื่อว่ามีผู้ต้องหามากกว่า 1 คน เพราะ ส.อ.พลกฤตไม่น่าจะทำได้เพียงลำพังในการทำร้ายและเผาอำพรางศพในจุดเกิดเหตุ และ ยังมีหลักฐานโยงถึงคนรอบๆ ตัวส.อ.พลกฤต เพราะช่วงแรกที่รับเป็นทนายในกรณีนี้ไปติดต่อตำรวจท้องที่พบว่ามีพยานหลักฐานจำนวนมาก แต่คดีกลับไม่คืบหน้า โดยรับทราบว่าเจอทางตันบางอย่าง โดยตอนแรกก็สงสัยว่าผู้ต้องสงสัยเป็นทหารยศสิบเอกเท่านั้น แต่ทำไมถึงมีอิทธิพลมากนัก จนมาสอบประวัติภายหลังถึงพบข้อมูลบางอย่าง ช่วงที่มาติดตามคดีมีตำรวจบางท่านแนะนำว่า หากทำให้คดีนี้ออกสื่อได้ ตำรวจจะทำงานง่ายขึ้น โดยจะพาพ่อแม่น้องพลอยเข้าพบตำรวจเพื่อแจ้งความเพิ่มเติม ดำเนินคดีกับ ผู้เกี่ยวข้องรายอื่นๆ ด้วย
วันเดียวกันที่ สภ.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี นายศุภโชค สดับจิตร์ อายุ 34 ปี บ้านเลขที่ 20/283 หมู่8 ถนนสุวินทวงศ์ เขตหนองจอก กรุงเทพฯ นำรถยนต์เก๋งยี่ห้อ นิสสัน รุ่นซิลฟี่ สีดำ หมายเลขทะเบียน 2 กย 2118 กทม. มามอบให้ตำรวจ หลังพบว่าเคยเป็นรถของส.อ.พลกฤต ที่คาดว่าใช้ก่อเหตุฆ่าน้องพลอย หลังจากที่ได้รับการประสานจากตำรวจสภ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา จึงรีบติดต่อมามอบให้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
นายศุภโชค ให้การว่าซื้อรถดังกล่าวจากเต็นท์แห่งหนึ่งแถวเลียบด่วนรามอินทรา โดยทำสัญญาเช่าซื้อเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2558 และจัดไฟแนนซ์ผ่านบริษัทเอเซียเสริมกิจลิสซิ่ง (จำกัด) มหาชน ซึ่งไม่เคยทราบมาก่อนว่ารถที่ขับอยู่เกือบ 3 ปีถูกนำไปใช้ก่อเหตุฆาตกรรม แต่ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรและเมื่อได้รับข่าวจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็ยินดีให้ความร่วมมือ