ฉุนโพลชูแม้ว อดีต สปท.ไล่ยุบสถาบันพระปกเกล้า “วุฒิสาร” สวนกลับ ไปอ่านรายงานทั้งหมดก่อน คำร้องอดีตรองอธิบดีดีเอสไอบาน พท.รุมติงคดี “โอ๊ค” จี้รัฐบาลยุติแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม “พรเพชร” คาด กม.ลูกเสร็จ จัดเลือกตั้งได้ปลายปี “61 “วิษณุ” แจงวุ่นยุทธศาสตร์โซ่ตรวน อ้างให้คีมรัฐบาลหน้าไปด้วย บิ๊กตู่ถกสมเด็จฮุนเซนชื่นมื่น “ดอน” ปลื้มภาพสวมกอด

วิษณุแจงวุ่นยุทธศาสตร์โซ่ตรวน

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายบรรยง พงษ์พานิช อดีตที่ปรึกษานายกฯ ระบุยุทธศาสตร์ชาติเปรียบเหมือนคบไฟนำทาง หรือ โซ่ตรวนล่ามชาติ ว่าวันนี้นายบรรยงยังคงทำงานให้รัฐบาลอยู่ และตนเข้าใจนายบรรยงว่าไม่ได้พูดเพื่อเจตนาร้ายต่อรัฐบาล แต่ติเพื่อก่อ พูดด้วยความสร้างสรรค์ ให้ระวังสิ่งที่นายบรรยงได้เตือน ซึ่งตนได้บันทึกไว้แล้วทุกข้อซึ่งดีมาก เพราะรัฐบาลจะได้ระวังไว้

เมื่อถามว่านายบรรยงออกมาพูดในช่วงนี้จะเป็นผลร้ายต่อรัฐบาลหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่มีอะไรเป็นผลร้าย คำว่าโซ่ตรวนความจริงรัฐบาลต่อไปก็สามารถทำอะไรได้ไม่ยาก เพราะถ้าเป็นโซ่ตรวนถือว่ารัฐบาลนี้ให้คีมตัดไปด้วย ก็เอาคีมมางัด ไม่ได้ยาก เพราะคนเล่นการเมืองจะรู้ดีว่าคีมที่ตนพูด คืออะไร หากใครคิดว่ายากก็ไม่ควรเล่นการเมืองเลยในชีวิตนี้ เพราะจะไม่เห็นทางออกอะไรเลย

พรเพชรชี้เลือกตั้งปลายปี 61

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวถึงความคืบหน้าของการพิจารณากฎหมายลูกว่า ยังคงเดินหน้าไปตามโรดแม็ปที่วางไว้ โดยพิจารณาไปแล้วมากกว่าครึ่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ขณะที่ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทางคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายได้พิจารณา 6 ประเด็นข้อโต้แย้งเกือบครบถ้วนหมดแล้ว บางประเด็น กมธ.ร่วมก็ยอมตามความเห็นของกสม.ว่าถูกต้อง เช่น การให้มีกรรมการสรรหาจากภาคเอกชนเข้ามา คือต้องมี จะยกเว้นไม่ได้ คาดว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ สนช.ได้เร็วๆ นี้

เมื่อถามว่าหากกฎหมายลูกเสร็จสิ้น กรอบเวลาการจัดเลือกตั้งน่าจะเป็นเดือนส.ค.2561 ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุหรือไม่ กล่าวว่า ตนนับเวลาตามปกติ กรอบเวลาในการร่างกฎหมายลูกทุกกระบวนการ การเลือกตั้งจะไปไกลกว่าเดือนส.ค.เล็กน้อย คือน่าจะเป็นช่วงปลายปี 2561 ระหว่างเดือนพ.ย.ถึงธ.ค. ซึ่งจะนับชัดเจนไม่ได้ เป็นการประมาณการ เพราะกำหนดเวลาที่ชัดเจน คือกำหนดเวลาการพิจารณากฎหมายลูกของสนช.ในวาระ 1-3 เวลา 60 วัน ตนมีเวลาไม่เกิน 5 วัน ส่งไปให้นายกฯ เพื่อทูลเกล้าฯ และนายกฯก็มีเวลา ซึ่งเวลาเหล่านี้ต้องเอามาคำนวณ ดังนั้นการกำหนดวันเลือกตั้งของ กกต. น่าจะประมาณการโดยไม่ได้นับรายละเอียดในกรณีที่เกิดปัญหาข้อขัดแย้งหรือความเห็นตามในกฎหมาย

มีชัยปรามพูดวันเลือกตั้ง

ด้านนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงนายพรเพชรระบุวันเลือกตั้งอาจเกิดขึ้นปลายปี 2561 ว่า จะกำหนดวันเลือกตั้งได้ชัดเจนต่อเมื่อกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งตัวสุดท้าย ประกาศใช้บังคับ แต่ระหว่างการพิจารณาของกฎหมายลูกก็มีกระบวนการอยู่ ไม่รู้ว่าจะมีความเห็นแย้งขอตั้งกมธ.ร่วมหรือไม่ หรือจะมีใครไปร้องศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกหรือเปล่า การพูดถึงกำหนดวันเลือกตั้งตอนนี้ เป็นการพูดกันไปล่วงหน้า

นายมีชัยกล่าวด้วยว่า การพิจารณากฎหมายคงเดาใจคนทั้ง 240 คนไม่ได้ อย่าไปสมมติ รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า กรธ.จะยังอยู่จนกว่ากฎหมายฉบับสุดท้ายเสร็จ และประกาศใช้ แต่ไม่ให้เกินกว่าสนช. ซึ่งการเขียนแบบนั้นเผื่อไว้ในกรณีที่เกิดอุปสรรค เห็นใจคนทำบ้าง เดี๋ยวตนจะเก็บไปฝันร้าย ยังไงการทำกฎหมายลูกก็ไม่มีทางตัน เว้นแต่กรธ.จะลาออกทั้งคณะ และหากเป็นแบบนั้นเขาก็ตั้งใหม่แทนได้

ชัยเกษมห่วงศึกใน”ดีเอสไอ”

วันเดียวกัน นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตรมว.ยุติธรรม แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีเอกสารร้องเรียนของ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ อดีตรองอธิบดีดีเอสไอ ที่ยื่นต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) เพื่อร้องทุกข์คำสั่งกระทรวงยุติธรรมที่สั่งย้าย พ.ต.ท.สมบูรณ์ไปเป็นผู้ตรวจการพิเศษ โดยระบุถึงสาเหตุการสั่งย้ายว่าเพราะมีความขัดแย้งกรณีมีคำสั่งให้พ.ต.ท.สมบูรณ์แจ้งข้อกล่าวหาฐานร่วมกันฟอกเงินและรับของโจรกับกลุ่มพยานในคดีพิเศษที่ 36/2550 ซึ่งมีนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ รวมอยู่ด้วยว่า เรื่องของการร้องเรียนถูกย้ายโดยไม่เป็นธรรมนั้น คงไม่เข้าไปยุ่งเพราะเป็นเรื่องภายใน เพียงแต่ว่าหากเป็นจริงตามที่ร้องเรียนว่า ถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ควรจะทำก็จะตรงกับแถลงการณ์ที่เพื่อไทยเพิ่งออกไป คือการไปก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม หรือการใช้กระบวน การยุติธรรมในทางที่ทำลายล้างฝ่ายตรง กันข้าม หรือในทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งไม่ดีอย่างยิ่ง เพราะนี่คือกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น

นายชัยเกษมกล่าวต่อว่า ทั้งนี้มีจุดหนึ่งในคำร้องเรียนที่ระบุว่า “ขอสั่งให้มีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม” ซึ่งใครสั่งไม่รู้ เพราะในนั้นเห็นทั้งยศ พ.ต.ท. พ.ต.อ.เข้าไปยุ่งเต็มไปหมด ตนไม่รู้รายละเอียดในส่วนนั้น แต่เห็นว่ามีข้อหารับของโจร ซึ่งเจ้าของสำนวนออกมาระบุว่าขาดอายุความไปแล้ว จะให้เขาแจ้งดำเนินการไม่ได้เพราะเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ก็มีคนบอกว่าไม่เป็นไรเพราะเป็นระบบไต่สวน ดังนั้นให้ผู้ต้องหาเขามาแก้ตัวเอาเอง ตรงนี้มองว่า หากมองตามข้อกฎหมายแล้วชัดเจนว่าเมื่อคดีขาดอายุความแล้วจะไปทำอะไรเขาไม่ได้ ส่วนกรณีฟอกเงินเขาก็พูดคล้ายๆ กับว่ายังไม่มีอะไรที่ชัดเจน รู้สึกว่าที่ประชุมจะมีมติให้ไปหาหลักฐานเพิ่มเติม

ทำระบบยุติธรรมถูกวิจารณ์

นายชัยเกษมกล่าวอีกว่า หลักในการแจ้งข้อหานั้นมีอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความคดีอาญาอยู่แล้ว ว่าการแจ้งข้อหาต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นจะได้กระทำความผิดตามข้อหานั้น หมายความว่าจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ตามสมควรก่อน และจำเป็นก็ต้องเรียกมาสอบสวนชี้แจง เมื่อเห็นว่ามีพยานหลักฐานตามสมควรแล้วจึงจะแจ้งข้อกล่าวหาได้ ไม่ใช่มีใครมากล่าวหาอะไรแล้วไปแจ้งข้อหาได้เลยโดยที่ไม่ได้สอบสวนว่ามีมูลหรือมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ตรงนี้ก็แสดงให้เห็นว่าคนที่รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่ ไม่ว่าจะกระทำไปด้วยตนเองหรือจะเอาใจผู้มีอำนาจ หรือถูกสั่งมาก็แล้วแต่ กำลังดำเนินการอย่างไม่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมตามที่สมควรจะเป็น ซึ่งสุ่มเสี่ยง หากเจ้าตัวไม่ยอมถูกย้ายแล้วไปทำตามที่ถูกให้ทำ ก็อาจจะถูกดำเนินคดีได้ เพราะคดีขาดอายุความแล้วไปฝืนแจ้งข้อหาเขา

“ในยุคที่อยู่ใต้รัฐบาลที่มาจากการรัฐ ประหาร จะเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ไม่ว่าในชั้นต้นหรือชั้นสอบสวน ไม่ว่าจะเป็นดีเอสไอไปถึงชั้นอัยการ ก็มีความรู้สึกว่ามีความไม่ถูกต้องในบางส่วนค่อนข้างเยอะ น่าเป็นห่วงว่าแม้ว่าต่อไปจะหมดยุคนี้ไปแล้ว แต่คนที่ทำจนเคยชินหรือทำจนติดนิสัยก็คงจะเบี่ยงเบนการทำงานตามกระบวนการยุติธรรมที่ควรจะทำ แล้วจะแก้ยาก บ้านเมืองก็จะจมอยู่ในการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ขอแสดงความเป็นห่วงตรงนี้ ซึ่งรวมถึงองค์กรอิสระด้วย” นายชัยเกษมกล่าว

เจ๊หน่อยติงบี้ข้อหา”โอ๊ค”

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า จากกรณีสื่อเผยแพร่เอกสารคำร้องทุกข์ของพ.ต.ท. สมบูรณ์ ว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องทำให้เกิดความกระจ่างและชัดเจน ว่าเหตุใดรัฐบาลจึงปล่อยให้ใช้อำนาจบีบบังคับเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอ ซึ่งถือเป็นต้นทางกระบวนการยุติธรรม ให้จัดการแจ้งข้อกล่าวหากับนายพานทองแท้ ให้ได้ ทั้งที่คณะผู้สอบสวนสรุปว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอจะแจ้งข้อกล่าวหา แต่กลับ มีผู้มีอำนาจที่สูงกว่า ไปบีบบังคับให้แจ้ง ข้อกล่าวหาไปก่อนให้ได้ โดยอ้างว่าระบบยุติธรรมไทย ในคดีอาญาเป็นระบบกล่าวหา ไม่ใช่ระบบการไต่สวน โดยให้จำเลยไปแก้ข้อกล่าวหาเอาเอง

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า เมื่อคณะผู้สอบสวนไม่ยอมทำตาม เพราะผิดกฎหมาย มาตรา 157 และมาตรา 200 ก็ถูกลงโทษให้ย้ายออกจากตำแหน่ง ซึ่งกรณีนี้เป็นการใช้อำนาจแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพื่อใช้ขจัดฝ่ายตรงข้าม เพราะคดีนี้เกิดนานกว่า 10 ปี หากผิดจริง เชื่อว่าจะต้องถูกดำเนินคดีตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 แล้ว คงไม่ปล่อยเวลาให้เนิ่นนานขนาดนี้ การกระทำเช่นนี้ถือว่าผิดกฎหมายตามมาตรา 157 และมาตรา 200 อย่างชัดเจน

จี้”ตู่”สอบแทรกแซงยุติธรรม

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ที่สำคัญคือการใช้อำนาจแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพื่อกำจัดคู่แข่งหรือผู้ที่เห็นต่าง ถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ นายกฯจะต้องไม่เพิกเฉยต่อการกระทำเช่นนี้ เพราะทำลายความน่าเชื่อถือในระบบยุติธรรม ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของต่างชาติอย่างรุนแรง เห็นได้จากการลงทุนของต่างชาติที่หดหายไป ส่งผลเสียต่อระบบและต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างมหาศาล และยังทำลายความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ สร้างความแตกแยกให้ลึกลงไปอีก

“ถ้ายังปล่อยให้มีการใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมต่อไป สิ่งที่คสช.เคยประกาศเป้าหมายในการทำรัฐประหารว่าเข้ามาเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง จะเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อยึดอำนาจเท่านั้น ไม่ได้มีความจริงใจที่จะทำให้เกิดประโยชน์สุขต่อคนในชาติอย่างแท้จริง” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

พท.บี้”คสช.-รบ.”ยุติคุกคามสิทธิ

วันเดียวกัน พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เรียกร้องให้คสช.และรัฐบาล ยุติการคุกคามสิทธิเสรีภาพและหยุดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพื่อเอาผิดกับฝ่ายที่เห็นต่าง ระบุว่า แม้คสช.และรัฐบาลจะมาจากการยึดอำนาจ แต่ไม่ควรเสพติดกับการใช้อำนาจจนเกินไป เพราะประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 แล้ว จึงไม่ควรอาศัยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และกฎหมายอื่นๆ รวมทั้งคำสั่งของหัวหน้า คสช.ที่ 7/2557 ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ขึ้นไป มาเป็นเครื่องมือดำเนินการกับคนที่เห็นต่าง ที่สำคัญการดำเนินคดีกับบุคคลตามมาตรา 116 ต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบของความผิดด้วย โดยเฉพาะเรื่องเจตนาและเจตนาพิเศษ หรือมูลเหตุจูงใจของผู้กระทำ

พรรคเห็นว่าการแสดงออกของนักวิชาการ นักศึกษาและประชาชนที่ถูกจับกุมดำเนินคดีนั้น มิได้เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 116 รวมถึงกรณีอื่นๆ อีกหลายคดี อีกทั้งการใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคง หรือความผิดในข้อหาต่างๆ ดำเนินคดีกับบุคคลและผลักให้เป็นภาระของผู้ถูกกล่าวหาให้พิสูจน์ตนเองนั้น ถือเป็นการบิดเบือนการใช้กฎหมาย เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อปิดปากผู้เห็นต่างโดยแท้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อกระบวนการสร้างสามัคคีปรองดอง เพราะประเทศไทยไม่ได้เป็นของคสช. แต่ทุกคนถือเป็นเจ้าของประเทศ

รับฟังความเห็นต่าง

นอกจากนี้ การดำเนินการใดที่จะมีผลกระทบถึงประชาชน ต้องรับฟังความคิดเห็นเพื่อให้เกิดความหลากหลาย แม้จะเห็นต่างหรือวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและคสช.ก็ต้องรับฟัง จะฟังเฉพาะพวกประจบสอพลอ หรือที่ได้ตำแหน่งจากคสช.และรัฐบาลไม่ได้ ทั้งคสช.และรัฐบาลต้องไม่แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เช่น ชั้นสอบสวนของตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ องค์กรอิสระ รวมถึงอัยการ ซึ่งเป็นต้นทางก่อนคดีถึงศาล ควรปล่อยให้เจ้าหน้าที่ได้ทำหน้าที่และใช้ดุลพินิจตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง และไม่เลือกปฏิบัติ

พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้คสช.และรัฐบาล ยุติการคุกคามสิทธิเสรีภาพ หยุดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพื่อเอาผิดกับฝ่ายที่เห็นต่าง ต้องเปิดใจกว้าง ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง และเปิดให้ใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญในการแสดงความคิดเห็นได้ ตราบใดที่ไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นหรือละเมิดกฎหมาย ไม่ใช่จะใช้กฎหมายเพื่อปิดปากบุคคลไว้เช่นที่เป็นอยู่ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพ และผู้มีหน้าที่อำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในทุกขั้นตอน ไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายใด

ขอบคุณประชาชนไม่ลืม”แม้ว”

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถาบันพระปกเกล้าเผยผลสำรวจแจกแจงความเชื่อถือของนายกฯ ตั้งแต่ปี 2545-2560 พบว่านายกฯที่ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาคือนายทักษิณ ชินวัตรว่า สถาบันพระปกเกล้าเป็นสถาบันทางวิชาการชั้นนำที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด ควรค่าแก่การรับฟังมากกว่าโพลหลายสำนัก ที่ไม่รู้ว่าเป็นโพล แท้หรือโพลเทียม การสำรวจครั้งนี้รวบรวมข้อมูลจากประชาชนหลายหมื่นคน ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจ ทำให้ข้อมูลที่ได้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

นายอนุสรณ์กล่าวว่า ผลโพลทำให้เห็นว่าคนไทยมีใจเป็นธรรม จดจำผลงานของอดีต ผู้บริหารประเทศได้อย่างดี แม้นายทักษิณไม่ได้บริหารประเทศมานับ 10 ปี แต่ประชาชนยังนิยมและจดจำได้ ซึ่งเชื่อว่ามาจากความประทับใจในโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เอสเอ็มแอล กองทุนหมู่บ้าน โอท็อป การผลักดันการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ถือเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้บริหารประเทศต้องมุ่งสร้างผลงานให้เกิดขึ้นกับประเทศและประชาชนมากกว่าสร้างวาทกรรมทางการเมือง ส่วนที่พรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนนิยมมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้น พรรคเพื่อไทยน้อมรับในผลโพล แต่เราตระหนักว่าพรรคยังต้องทำงานหนักต่อไป ทั้งการปฏิรูปพรรค คัดสรรคนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมือง คิดค้นนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ มุ่งสร้างปรองดองสมานฉันท์

เสรีฉุนโพลไล่ยุบส.พระปกเกล้า

ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) อดีตกมธ.ด้านการเมืองของ สปท. โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงสถาบันพระปกเกล้าทำโพลความเชื่อมั่นของ 6 นายกฯทั้งในอดีตและปัจจุบันในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาว่า กมธ.ด้านการเมืองของสปท. เคยเสนอให้ปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานสนับสนุนงานกฎหมายและงานวิชาการให้กับรัฐสภาโดยตรงมากกว่าทำภารกิจอื่น ซึ่งการทำโพลดังกล่าวเป็นประเด็นที่อ่อนไหว ตอกย้ำให้เกิดการแตกแยกในบ้านเมืองให้เป็นฝักเป็นฝ่ายมากขึ้น และอาจขยายวงทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองได้

“ที่สำคัญไม่เกิดประโยชน์ต่องานของรัฐสภา อันเป็นองค์กรต้นสังกัด ที่สถาบันพระปกเกล้าควรทำหน้าที่เป็นกลไกงานกฎหมายหรืองานวิชาการให้กับรัฐสภาโดยตรง เสียงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนไปปีละหลายร้อยล้านบาท ซึ่งผ่านมาหลายปีเท่ากับเสียงบฯ ไปเป็นพันล้านบาทแล้ว หากไม่มีการปฏิรูปก็ควรยุบเลิกไปเลยจะดีกว่า” นายเสรีกล่าว

วุฒิสารโยนสื่อเลือกเสนอ-ทำวุ่น

ขณะที่นายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นความเชื่อมั่นนายกฯว่า การนำเสนอรายงานดังกล่าวไม่ได้เปรียบเทียบความ เชื่อมั่นต่อนายกฯเลย แต่สื่อนำเสนอข้อมูลไม่ครบถ้วน นำผลสำรวจไปเทียบกัน ทั้งที่ในทางปฏิบัติแล้วไม่สามารถนำไปเทียบกันได้ เพราะเป็นผลสำรวจแต่ละปี ไม่ได้ถามเปรียบเทียบกัน และไม่ได้สำรวจแค่ 2 คน มีอดีต นายกฯคนอื่นด้วย

นายวุฒิสารกล่าวว่า ในรายงานก็มีรายละเอียดจำนวนมาก ทั้งความพึงพอใจนโยบายรัฐบาล ความเชื่อมั่นองค์กรต่างๆ ไม่ใช่แค่เรื่องดังกล่าว เพราะเราต้องการสื่อสารความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยว กับนโยบายของรัฐบาลว่า นโยบายไหนที่ประชาชนพึงพอใจ และนโยบายไหนที่ยังไม่พึงพอใจ เพื่อให้นำข้อมูลนี้ไปปรับปรุงแก้ไข ดังนั้นการที่สื่อหยิบยกข้อมูลไปนำเสนอแบบไม่ครบถ้วน ก็เป็นความรับผิดชอบของสื่อที่ทำให้เกิดสถานการณ์ดังกล่าวขึ้น

สวน”เสรี”กลับไปอ่านโพลก่อน

“เราต้องการนำเสนอความคิดเห็นของประชาชนต่อนโยบายของรัฐบาล ไม่ได้ต้องการเปรียบเทียบหรือเอาใจใคร หากจะเอาใจ เราคงเปรียบเทียบไปแล้วว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ มีคะแนนความเชื่อมั่นสูงกว่านายกฯ คนอื่นๆ ถึง 4 คน” นายวุฒิสารกล่าว

เมื่อถามถึงกรณีนายเสรีแสดงความเห็นต่อกรณีสถาบันพระปกเกล้าทำโพล นายวุฒิสาร กล่าวว่า นายเสรีก็มีสิทธิแสดงความเห็น แต่อยากให้ไปดูว่าในรายงานดังกล่าวจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร ซึ่งสถาบันฯ ส่งรายงานผลสำรวจไปให้ สนช.และสปท. ทุกปี ส่วนที่บอกว่าสถาบันฯไม่ควรทำเรื่องเกี่ยวกับการเมือง แต่ควรทำแค่เรื่องกฎหมายนั้น อยากให้ไปทำความเข้าใจในเรื่องอำนาจหน้าที่ของสถาบันพระปกเกล้า เพราะการพัฒนาประชาธิปไตยจะใช้แค่กลไกทางกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้

แม่เกด-พ่อเฌอถกฟ้องคดี 99 ศพ

วันเดียวกัน นายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงแนวทางต่อสู้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเหตุสลายการชุมนุม เมื่อปี 2553 ว่า มีผู้มีความประสงค์จะเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ทหาร ทั้งนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาน.ส.กมนเกด พยาบาลอาสาผู้เสียชีวิต และนายพันธุ์ศักดิ์ ศรีเทพ บิดาของน้องเฌอ ผู้เสียชีวิตจากการถูกยิงในช่วงการชุมนุม โดยในวันที่ 10 ก.ย.นี้ นางพะเยาว์ นัดหารือกับตนและทีมทนายถึงช่องทางเอาผิด ซึ่ง จะพิจารณาแนวทางการฟ้องเป็นเหตุการณ์เฉพาะตัว

นายอานนท์กล่าวว่า ส่วนจะใช้ช่องทางไหนนำคดีขึ้นสู่ศาลนั้น จริงๆ เรามองจากแนวทางที่ศาลฎีกามีการยกฟ้องคดีไว้ ว่าเป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเรามองว่ากฎหมาย ป.ป.ช.นั้นการดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับฆ่าจะทำได้หรือไม่ เชื่อว่าหลังการพูดคุยน่าจะได้ความชัดเจน

ยกฟ้องอีกคดีเสื้อแดงมีอาวุธ

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ห้องพิจารณาคดี 301 ศาลจังหวัดมีนบุรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมาย เลขดำ อ.8979/2559 ที่อัยการมีนบุรีเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องน.ส.อัมพร ใจก้อน หรือครูแขก อายุ 57 ปี ชาวเชียงใหม่ ที่ใกล้ชิดผู้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันทำ ประกอบ ซ่อมแซม เปลี่ยนลักษณะ ซื้อ มี ใช้ สั่งหรือนำเข้า วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้, ร่วมกันทำให้เกิดระเบิดเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ตามความผิดพ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิดฯ มาตรา 38 , 55 ,78

สำหรับคดีนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2557 เกิดเหตุระเบิดที่บริเวณบ้านไม่มีเลขที่ ภายในซอยราษฎร์อุทิศ 25 แขวงและเขตมีนบุรี มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ โดยตำรวจสืบสวนพบว่าผู้ต้องหามีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์มีพนักงานสอบสวนเบิกความว่าพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุมีความเชื่อมโยงกับคดีระเบิดที่สมานเมตตาแมนชั่นพื้นที่จังหวัดนนทบุรี โดยทำแผนผังความเชื่อมโยงของนายกษิ ดิฐธนรัชต์ หรือนายอ่าว อิสระส์ ผู้ที่กระทำผิดร่วมโดยเชื่อมโยงกับจำเลย แต่พยานโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่ยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด เช่นเดียวกับพยานแวดล้อมก็ไม่ยืนยันว่าเห็นจำเลยมาที่ห้องพักเลขที่ 49 ที่โจทก์ระบุว่าเป็นห้องที่ใช้ประกอบวัตถุระเบิด ประกอบกับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีลายนิ้วมือเป็นของจำเลยปรากฏในห้องเช่า

พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่แน่ชัดว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลย พิพากษายกฟ้อง

ต่อมาเวลา 19.30 น. เรือนจำพิเศษมีนบุรีได้ปล่อยตัวนางอัมพร หรือครูแขก โดยมีน.ส.เบญจรัต มีเทียน ทนายความและนายมี ใจก้อน อายุ 79 ปี พ่อของครูแขก ไปรอรับ หลังจากที่เจ้าหน้าที่เรือนจำได้เปิดประตูให้ครูแขกออกมาพ้นประตูเรือนจำ นายมีและนางอัมพรได้เข้าสวมกอดกันด้วยความดีใจที่ได้รับอิสรภาพหลังจากที่ถูกจำคุกมาเป็นเวลา 1 ปี กับอีก 6 วัน

นางอัมพรกล่าวว่า เสียใจกับขบวนการตำรวจที่กล่าวหาว่าตนร่วมกันประกอบระเบิดทั้งที่ไม่ได้ทำ และที่เสียใจมากคือสื่อที่ใส่ร้ายว่าครอบครัวดิฉันย้ายมาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง จริงๆแล้วไม่ใช่เลย ดิฉันก็รักประเทศไทย รักและเคารพในหลวง เหมือนกับทุกคน ดังนั้นจึงต้องต่อสู้เพื่อความถูกต้อง จากนี้จะขอปรึกษาทนายความก่อนว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป

“บิ๊กตู่”นำครม.ถก”ฮุนเซน”ชื่นมื่น

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เพื่อเข้าร่วมประชุมร่วมนายกฯและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 3

เมื่อเดินทางถึงกรุงพนมเปญ พล.อ.ประยุทธ์ และสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโชฮุนเซน นายกฯกัมพูชา เดินตรวจแถวทหารกองเกียรติยศ จากนั้นเข้าหารือทวิภาคีกลุ่มเล็ก ก่อนหารือเต็มคณะ ระหว่างนายกฯและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 3 ที่อาคารสันติภาพ สำนักนายกฯกัมพูชา

จากนั้นนายกฯทั้ง 2 เป็นสักขีพยานการลงนามเอกสาร 2 ฉบับ ได้แก่ แถลงการณ์ร่วมสำหรับการประชุมร่วมนายกฯและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 3 และความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนไทย-กัมพูชา

ต่อมานายกฯทั้ง 2 ร่วมกันแถลง โดยพล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สรุปแล้วคือการก้าวไปข้างหน้าของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในภูมิภาค และอยู่บนพื้นฐานการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่มีความหวาดระแวง บนผลประโยชน์ที่เท่าเทียม

ด้านสมเด็จฮุนเซน แถลงว่า การหารือกันครั้งนี้ถือเป็นเข็มทิศชี้ทางความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชาและไทย เกือบทุกบริบทที่หยิบยกมาหารือและเห็นชอบร่วมกันนั้น ด้านเศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศ มุ่งเน้นเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน ซึ่งไทยตกลงรับซื้อสินค้าเกษตรกรรมมากขึ้น ขณะที่การเชื่อมโยงระหว่างกันเป็นประเด็นหลัก และเห็นชอบเปิดด่านถาวรอีก 4 แห่ง ส่วนปัญหายาเสพติดและการค้ามนุษย์ เป็นประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายหยิบยกมาหารือ ทั้งนี้อยากให้คนงานกัมพูชา เข้าทำงานในไทยอย่างถูกกฎหมาย โดยไม่ถูกหลอก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังผู้นำทั้ง 2 ชาติแถลงเสร็จ ได้หันเข้ากอดกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ช่วงบ่าย นายกฯ มีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ สมเด็จวิบุลเสนาภักดีสายชุม ประธานวุฒิสภา และรักษาการแทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี แห่งประเทศกัมพูชา จากนั้นไปวางพวงมาลา ณ วิมานเอกราช และเดินทางไปที่พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ พระบรมรัตนโกศ ก่อนเป็นประธานร่วมกับนายกฯกัมพูชา ในพิธีเปิดสวนมิตรไทย-กัมพูชา และเดินทางถึงประเทศไทยในเวลา 18.15 น.

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงภาพผู้นำ 2 ชาติสวมกอดกันว่า ถือเป็นภาพที่ชื่นมื่นเป็นอย่างมาก อยากจะเห็นเกิดขึ้นกับผู้นำต่างๆ ไม่ใช่แค่ภูมิภาคนี้ สมเด็จฮุนเซนยังแต่งเพลงให้กับรัฐบาลไทยอีก 4 เพลง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะแปลเนื้อหาเพลงและเผยแพร่ในเว็บไชต์กระทรวงต่อไป ทั้งนี้การประชุมในครั้งที่ 4 จะเกิดที่ประเทศไทยซึ่งสมเด็จฮุนเซนย้ำว่าจะเกิดการประชุมครั้งต่อๆ ไปอีก

“อดุลย์”เลี้ยงอำลาทูตสปป.ลาว

เมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 7 ก.ย. นายณรงค์ คงคำ โฆษกกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ให้การต้อนรับนายหลี บุญค้ำ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำประเทศไทย และได้หารือถึงความร่วมมือระหว่าง สปป.ลาวและไทยในช่วงที่ผ่านมา พร้อมจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน เนื่องในโอกาสที่เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำประเทศไทย จะพ้นวาระการดำรงตำแหน่ง ณ ห้องรับรองชั้น 9 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว กรุงเทพฯ

พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างลาวและไทยโดยกระทรวง พม.ในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ โครงการจัดตั้งศูนย์พัฒนาสังคมมิตรภาพลาว-ไทย ณ เมืองโพนโฮง สปป.ลาว ซึ่งจะเป็นศูนย์ส่งเสริมการดูแลและฟื้นฟูผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ใน สปป.ลาว โดยฝ่ายไทยได้ให้การสนับสนุนการก่อสร้างอาคารศูนย์และพัฒนาบุคลากรสำหรับศูนย์ดังกล่าว ล่าสุด ไทยส่งแบบแปลนให้ฝ่าย สปป.ลาวพิจารณาแล้ว อีกทั้งได้ส่งหนังสือให้กระทรวงการต่างประเทศช่วยประสานให้ฝ่าย สปป.ลาวประมาณการค่าใช้จ่ายในการติดตั้งไฟฟ้าและประปา เพื่อส่งกลับมาให้ฝ่ายไทยดำเนินการปรับงบประมาณ และดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและก่อสร้าง โดยฝ่ายไทยจะประสานกับฝ่ายลาวเพื่อสอบถามความต้องการในการนำมาจัดหลักสูตรพัฒนาบุคลากรต่อไป

พล.ต.อ.อดุลย์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาทั้งฝ่ายไทยและลาวได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเพื่อทบทวนบันทึกความเข้าใจดังกล่าว โดยสถานะล่าสุด ฝ่ายลาวรับเป็นเจ้าภาพในการจัดพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ว่าด้วยความร่วมมือเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์โดยเฉพาะเด็กและสตรี ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอฝ่าย สปป.ลาวยืนยัน

“นับว่าทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง และขอขอบคุณเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประจำประเทศไทย ที่มีส่วนช่วยให้การดำเนินงานด้านต่างๆ ระหว่าง สปป.ลาว และไทย ประสบความสำเร็จจนเกิดความร่วมมืออันดีต่อกันในระยะยาวต่อไป” พล.ต.อ.อดุลย์กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน