ชาวบ้านคลิตี้-เมืองกาญจน์!เฮสู้19ปีศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ให้เหมืองแร่ตะกั่วชดใช้กว่า 36 ล้านแก่ชาวบ้าน151 คนที่ได้รับผลกระทบจากลำห้วยที่บริษัทเหมืองแร่ปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารตะกั่ว ลงลำห้วยจนชาวกะเหรี่ยงร่างกายเจ็บป่วย เรื้อรัง พร้อมทั้งให้เร่งฟื้นฟูขจัดมลพิษในลำห้วย ให้มีสภาพกลับมาใช้ประโยชน์ได้เหมือนเดิม
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 ก.ย. ที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี ชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี กว่า 20 คน เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม คดีที่นายยะเสอะ นาสวนสุวรรณที่ 1 กับชาวบ้านคลิตี้ล่าง จำนวน 151 คน ฟ้องเรียกค่าเสียหายกว่าพันล้านบาท กรณีบริษัทโรงแต่งแร่ทำลำห้วยคลิตี้ ปนเปื้อนสารตะกั่ว พร้อมขอให้ศาลสั่งบริษัทดังกล่าวรับผิดชอบฟื้นฟูขจัดมลพิษในลำห้วย โดยยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2550 เรียกค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,041,952,000 บาท (หนึ่งพันสี่สิบเอ็ดล้านเก้าแสนห้าหมื่นสองพันบาทถ้วน) ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2553 ศาลจังหวัดกาญจนบุรี มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งสิ้น 36,050,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5
โดยศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ให้บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมชดเชยค่าเสียหายให้กับชาวบ้าน คลิตี้ เป็นเงิน 36,050,000 บาท จากการที่จำเลยปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารตะกั่วลงสู่ลำห้วย คลิตี้ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของชาวบ้าน จนทำให้ชาวบ้าน เจ็บป่วย เรื้อรัง และไม่สามารถใช้สอยลำห้วยได้เหมือนเดิม และให้จำเลยดำเนินการขจัดมลพิษที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งฟื้นฟูลำห้วยให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้เหมือนเดิม
การอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดี สิ่งแวดล้อมครั้งนี้ มีนายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา สภาทนายความ ว่าที่ ร.ต.สมชาย อามีน กรรมการสิ่งแวดล้อม นายสุรสีห์ พลไชยวงศ์ ทนายความ นายวรรษภณ แสงเป่า ประธานสภาทนายความจังหวัดกาญจนบุรี นางภินันท์ โชติรสเศรณีย์ ประธานชมรมกลุ่มสตรีจังหวัดกาญจนบุรี และตัวแทนชาวคลิตี้ จำนวนกว่า 20 คน เดินทางมาร่วมรับฟังการอ่านคำพิพากษา มีทนายความฝ่ายจำเลยมาร่วมรับฟัง 1 คน ซึ่งศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาทีจึงแล้วเสร็จ
นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยง และพัฒนา สภาทนายความ กล่าวว่า สำหรับการฟื้นฟูลำห้วยศาลมองว่า โจทก์ทั้งหมด 151 คน เป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นไปตามสิทธิชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมตามรัฐธรรมนูญ สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 และปี 2557 ว่าสามารถมีสิทธิส่วนรวมในการจัดการทรัพยากรได้ จึงมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้ง 7 คือ บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และกรรมการผู้จัดการ ร่วมกันรับผิดชอบในการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ให้ดีขึ้นเหมือนเดิม เป็นไปตามค่ามาตรฐานตามที่หน่วยงานรัฐว่ากฎเกณฑ์ไว้ ในส่วนของการกำหนดเวลาเป็นไปตามคำพิพากษาควรดำเนินการโดยเร็ว
นายสุรพงษ์กล่าวต่อว่า ถึงแม้จะมีคำพิพากษาของศาลออกมาแล้ว เรื่องของการฟื้นฟูลำห้วยของชาวบ้าน 8 คน ที่ฟ้องบริษัทดังกล่าวโดยศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมมี คำพิพากษา เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2558 ให้ 20,200,0000 บาท และให้แก้ไขฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ผ่านมาปีกว่าแล้ว แต่ผู้ประกอบการที่เป็นจำเลยกลุ่มเดิมก็ยังไม่ดำเนินการฟื้นฟูเลย ซึ่งผ่านมาปีกว่าแล้ว โดยหวังว่าจำเลยทั้งหมดจะร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย และร่วมกันฟื้นฟูลำห้วยโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะสิ้นสุดลงทั้ง 3 คดีแล้ว แต่ในส่วนของฟื้นฟูลำห้วยยังไม่ได้รับการแก้ไข ผ่านมาแล้ว 4 ปีกว่าโดยทั้งหมดได้วางมาตรฐานเดียวกันคือหน่วยงานรัฐหรือผู้ที่ทำให้ก่อให้เกิดมลพิษ มีหน้าที่ต้องฟื้นฟูลำห้วยกำจัดสารพิษให้หมดไป
นายกำธร ศรีสุวรรณมาลี อายุ 50 ปี ชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ 1 ในโจทก์ร่วม กล่าวว่า ทุกคนต่างดีใจเป็นอย่างมาก หลังจากที่ได้ฟังคำพิพากษา ที่ศาลฎีกาเห็นด้วยกับศาลอุทธรณ์ และบริษัทต้องร่วมกันฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ ตอนนี้ถือว่าคดีได้สิ้นสุดคดีลงแล้ว จากที่ต่อสู้กันมานานกว่า 10 ปี ปัจจุบันชาวบ้านก็ยังใช้ประโยชน์จากลำห้วยนี้อยู่ เนื่องจากมีลำห้วยอยู่เพียงที่เดียวและเป็นแหล่งใช้สอยของคนในหมู่บ้านทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ยังมีชาวบ้านบางส่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ใช้ประโยชน์จากลำห้วยนี้ เนื่องจากเกรงจะเกิดอันตราย นอกจากนี้ตั้งแต่ที่ยื่นฟ้อง 151 คนปัจจุบันเหลือแค่ 140 คน ได้เสียชีวิตกว่า 10 ราย แต่แพทย์ไม่ได้ระบุว่า เสียชีวิตจากสารตะกั่ว
“ตอนที่สาธารณสุขลงมาตรวจสุขภาพก็พบสารตะกั่วปนเปื้อนในเลือดของชาวบ้านมีอยู่แล้ว ซึ่งไม่ทราบว่า ที่เสียชีวิตไปเสียชีวิตจากสารตะกั่วหรือเปล่า เพราะแพทย์ระบุว่า เสียชีวิตจากโรคอื่น ปัจจุบันยังมีชาวบ้านเจ็บป่วย แต่ทางแพทย์ยังไม่ระบุว่า เจ็บป่วย เพราะสารตะกั่ว ซึ่งตอนนี้มีสาธารณสุข และหน่วยงานเข้ามาตรวจเลือดปีละครั้ง พร้อมทั้งรักษาชาวบ้านหากพบว่ามีสารตะกั่วเกินในร่างกาย ตอนนี้สิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุด คืออยากให้ทางบริษัทเข้ามาฟื้นฟูลำห้วยโดยเร็ว เพราะชาวบ้านอยากใช้ชีวิตแบบปกติโดยไม่ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งใดและไม่ต้องกังวลกับสารเคมีต่อไป” นายกำธรกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากคดีนี้แล้ว ยังมีคดีที่ชาวบ้านคลิตี้ล่างใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลอีก 2 คดีและมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้วก่อนหน้านี้ คือ คดีแพ่งที่ชาวบ้านคลิตี้ล่าง 8 คน เป็นโจทก์ฟ้องบริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) กับพวกรวม 2 คน เป็นจำเลย โดยศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2558 ให้ให้บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 20,200,0000 บาท และให้แก้ไขฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้โดยค่าใช้จ่ายของจำเลย จนกว่าลำห้วยคลิตี้จะกลับมามีสภาพที่สามารถใช้อุปโภค บริโภคได้ ตามมาตรฐานของทางราชการและให้สงวนสิทธิแก้ไขคำพิพากษาในส่วนค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยและค่าเสียหายเพื่อการประกอบการงานของโจทก์ทั้ง 8 ภายในระยะเวลา 2 ปี
และอีกหนึ่งคดีคือ คดีปกครองที่ชาวบ้านฟ้องกรมควบคุมมลพิษฐานละเลยล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่ฟื้นฟูขจัดมลพิษในลำห้วยคลิตี้ ซึ่งเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2556 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาว่ากรมควบคุมมลพิษละเลยล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้ชาวบ้านได้รับความเสียหายจนถึงปัจจุบัน จึงพิพากษากำหนดให้กรมควบคุมมลพิษต้องปฏิบัติหน้าที่ฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ โดยต้องกำหนดแผนการฟื้นฟู และตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนในตัวอย่างน้ำ ดิน พืชผัก และสัตว์น้ำในลำห้วยทุกฤดูกาลจนกว่าจะไม่เกินค่ามาตรฐาน พร้อมทั้งปิดประกาศผลการตรวจให้ชุมชนทราบ รวมทั้งให้กรมควบคุมมลพิษชดใช้ค่าเสียหายต่อสิทธิในการได้ใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติเป็นเงินรวมเกือบ 4 ล้านบาทด้วย
ด้านนายยะเสอะ นาสวนสุวรรณ เปิดเผยว่า พวกเราชาวบ้านคลิตี้ทั้ง 151 คนมีความรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ศาลฎีกาแผนกคดี สิ่งแวดล้อม ได้มีคำสั่งพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ 1 กับพวก รวม 7 ร่วมกันจ่ายเงินค่าเสียหายให้กับชาวคลิตี้ จำนวน 36,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับจากวันฟ้องส่วนประเด็นหลักที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุดคือการเร่งฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ให้กลับมาเหมือนเดิน ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านก็ได้ต่อสู้คดีมายาวนานกว่า 19 ปีแล้ว
ส่วนนางภินันท์ โชติรสเศรณีย์ ประธานชมรมกลุ่มสตรีจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า วันนี้รู้สึกดีใจกับชาวบ้านคลิตี้ทั้ง 151 คนเป็นอย่างมาก ที่ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ เพราะคดีนี้ต่อสู้กันมายาวนานถึง 19 ปีและกลุ่มสตรีกาญจนบุรีที่ได้ร่วมกันต่อสู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน โดยจะนำคำพิพากษาศาลฎีกาในครั้งนี้ไปเป็นแนว ทางต่อสู้คดี หากมีบริษัทแห่งใดแห่งหนึ่งกระทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสียหายดังเช่นลำห้วยคลิตี้ในครั้งนี้