หลังจากเป็นที่ฮือฮาของชาวระนองผู้ที่พบเห็นปรากฏการณ์แสงสีเขียว จึงถ่ายภาพและนำมาแชร์กันเป็นจำนวนมาก พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าเป็นแสงที่เกิดจากอะไร
เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 28 ต.ค. ชาวระนองในหลายพื้นที่ เช่น หมู่บ้านปากคลอง, ต.ปากน้ำ, ต.บางริ้น, ต.หงาว และต.เขานิเวศน์ อ.เมืองระนอง ได้พบเห็นแสงสีเขียว ที่ครอบคลุมท้องฟ้าทางทะเลฝั่งทิศตะวันตก หลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป
เหตุการณ์ดังกล่าวนำมาสู่การตั้งคำถามของผู้ที่พบเห็นแสง และผู้ที่เห็นภาพดังกล่าวเป็นจำนวนมากว่าแท้ที่จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่?

ถ้าจะอ้างอิงตามหลักวิทยาสาสตร์แล้วนั้น เหตุการณ์ดังกล่าวก็สามารถอธิบายได้จาก ปรากฏการณ์มีชื่อเรียกว่า อากาศเรืองแสง (Airglow) ปรากฏการณ์เรืองแสงอ่อนๆของชั้นบรรยากาศของโลก อากาศเรืองแสง เป็น “แสง” ตามธรรมชาติของชั้นบรรยากาศของโลก มันเกิดขึ้นตลอดเวลาและทั่วโลก อากาศเรืองแสง แบ่งเป็นได้เป็นสามประเภท คือ dayglow, twilightglow และ nightglow ซึ่งจะแตกต่างในระยะเวลาที่เกิดขึ้น และการมองเห็น

ปรากฏการณ์นี้สามารถสับสนได้ง่ายกับ แสงออโรร่า (Aurora) ที่มักจะเกิดขึ้นในบริเวณแถบขั้วโลก โดยบางครั้งจะเรียกว่า แสงเหนือ หรือ แสงใต้ ทั้งสองปรากฏการณ์นี้เกิดจากอะตอม และโมเลกุล (โดยเฉพาะออกซิเจน) ที่ระดับความสูงราวๆ 100 กิโลเมตรถูกกระตุ้นแล้วคายพลังงานออกมา แต่กลไกการเกิดปรากฏการณ์ทั้งสองอย่างนี้มีความต่างกัน

แสงออโรร่า เกิดจาก อนุภาคมีประจุพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์พุ่งเข้าใส่อะตอมและโมเลกุลของก๊าซออกซิเจนและก๊าซไนโตรเจนด้วยความเร็วสูง เมื่ออนุภาคก๊าซจำนวนมหาศาลเหล่านั้นกลับสู่สภาวะเดิมจะเกิดการคายพลังงานออกมาจนเห็นเป็นแสงออโรรา
ส่วนอากาศเรืองแสง เกิดจากรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ ซึ่งรังสียูวีทำให้เกิดกระบวนการหลายอย่างที่บรรยากาศ รังสียูวีนี้ทำให้อิเล็กตรอนหลุดจากอะตอม แล้วอิเล็กตรอนดังกล่าวจะถูกอะตอมรอบข้างจับไว้ทำให้เกิดการปล่อยพลังงานออกมาในรูปแสงที่ตามองเห็น เพราะรังสียูวีจะทำให้โมเลกุลก๊าซออกซิเจนแยกออกจากกัน จากนั้นมันจะเข้าจับกับอะตอมไนโตรเจน แล้วปลดปล่อยแสงออกมานั่นเอง


การเรืองแสงของอากาศมีได้หลากลายสีสัน แสงที่เข้มที่สุดคือแสงสีเขียว-เหลือง ส่วนสีแดงที่เกิดจะมาจากออกซิเจนที่ระดับความสูง 150-300 กิโลเมตร ซึ่งกล้องถ่ายภาพแบบดิจิตัลสามารถปรับ ISO ให้มีค่าสูงมากได้ ทำให้การเรืองแสงของอากาศถูกพบได้ในภาพถ่ายที่เปิดรูรับแสงไว้นานๆโดยมีลักษณะเป็นริ้วๆ


แม้ว่าจะมีหลายคนบอกว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวคือ แสงวาบสีเขียว (Green Flash) หรือมีชื่ออีกอย่างว่า แสงแห่งโชค (Lucky Light) แสงดังกล่าวจะปรากฏขึ้นมาเพียง 1-2 วินาทีในจุดที่ดวงอาทิตย์ตกลับหรือโผล่พ้นขอบฟ้า ซึ่งเกิดจากการหักเหของแสงคล้ายปริซึม เพราะแต่ละชั้นบรรยากาศมีอุณหภูมิและความหนาแน่นไม่เท่านั้น ค่าดัชนีการหักเหของแสงก็ต่างกันไปด้วย
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ เพราะผู้สังเกตต้องอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมด้วยถึงจะเห็นแสงวาบสีเขียวบอกเลยว่า ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เพราะต้องอาศัยปัจจัยที่เหมาะสมหลายอย่างมาประกอบกันอย่างลงตัวเท่านั้น และที่สำคัญมากก็คือ อากาศตอนนั้นจะต้องนิ่ง ไม่มีอนุภาคในอากาศรบกวนมากเกินไป

แสงวาบสีเขียวนั้นเป็นทีรู้จักเป็นอย่างมากในหมู่นักเดินเรือ เพราะมีความเชื่อเล่าต่อกันมาว่าหากใครที่เห็นแสงวาบนี้ คนผู้นั้นจะได้รับพลังงานที่สามารถล่วงรู้ถึงจิตวิญญาณของผู้คนที่เขาพบเจอได้
ซึ่งตำนานนี้ก็โด่งดังจนนำมาประกอบในหนัง ผจญภัยล่าโจรสลัดสุดขอบโลกภาคนึง (Pirates of the Caribbean: At World’s End) ที่ผู้ต้องคำสาปจะออกมาจากโลกหลังความตาย ได้ก็ต่อเมื่อเกิดแสงวาบสีเขียวดังกล่าวดัง

แน่นอนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นจากเรือไดหมึกเช่นเดียวกัน เพราะถ้าหากเรือไดหมึกรัวตัวกันในจำนวนมาก “แสงสีเขียว” ที่ใช้ล่อหมึกนั้นก็จะสว่างไสวไปทั่วพื้นที่
อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวว่าที่เป็นไปได้มากที่สุดเรื่อง “แสงสีเขียว” นี้มาจากเรือไดหมึก พิจารณาจากเฉดสีของท้องฟ้าสีเขียวที่เห็นนั้นและการที่คืนนั้นมีเมฆมาก ยิ่งที่ให้แสงสีเขียวที่ขึ้นมาจากเรือที่ผิวน้ำนั้น สะท้อนไปตามเมฆ กระจายไปเป็นวงกว้างยิ่งขึ้น


ภาพของ “แสงสีเขียว” จากเรือไดหมึกในพื้นที่ทะเลไทยที่ถ่ายโดยนักบินอวกาศ


ที่มา : earthsky / narit / earthobservatory / อาจารย์เจษฎ์