การทำลายสมบัติสาธารณะ มีอยู่ในประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานแล้ว ในอดีตเป็นการกระทำของผู้ชนะ ขณะที่ปัจจุบันเป็นการส่งเสียงเรียกร้องของผู้ถูกกดขี่

การพ่นสี หรือ การทำลายสมบัติสาธารณะ ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในประเทศไทย ขณะที่ในบางประเทศ การพ่นสีทางการเมืองที่ได้รับการอนุญาตจากทางการ อาจถือว่าไม่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวถูกจัดเป็นวิธีของการประท้วงอย่างสันติ และถูกจัดเป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับกันทั่วโลกในการเรียกร้องและต่อสู้กับฝ่ายอำนาจที่มากกว่าด้วยสันติวิธี

The Albert Einstein Institution

ขณะเดียวกัน การนำออกหรือทำลายซึ่งสัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตย เช่น ทำให้วัตถุสูญหาย เปลี่ยนชื่อ หรือ ทำลาย โดยรัฐเป็นผู้กระทำนั้น มีกรณีที่พบเห็นค่อนข้างน้อย และมักไม่ถูกนำเสนอเป็นข่าวสำคัญที่มีการติดตามสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศที่มีการปิดกั้นเสรีภาพสื่อ

ทั้งนี้ การลบภาพวาดหรือคำที่ถูกเขียนในปัจจุบัน มักกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และมักดำเนินการลบรอยทั้งหมดอย่างรวดเร็วโดยไม่ปล่อยไว้นาน เนื่องจากยิ่งทิ้งไว้นาน สียิ่งลบออกยาก โดยในการพ่นสี มักมีการใช้ทั้ง สีทา สเปรย์สี และสีน้ำ ซึ่งม็อบราษฎรมีการรณรงค์ให้ผู้ชุมนุมใช้สีน้ำ เนื่องจากลบออกง่ายที่สุด ในบางครั้งภาพวาดหรือคำเขียนก็อาจถูกลบหรือวาดเขียนทับลงไปโดยกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย

Reddit

ที่ สหรัฐอเมริกา ในช่วงที่มีการพ่นสีภาพฝาผนังเพื่อรณรงค์ Black Lives Matter ก็ถูกทำลายและเขียนทับด้วยคำดูถูกจากกลุ่มผิวขาวที่เหยียดเชื้อชาติ จะเห็นได้ว่าการเขียนทับหรือลบข้อความ อาจถูกกระทำจากฝั่งที่ใช้ความรุนแรงและมีอำนาจมากกว่าในสังคมก็เป็นได้เช่นกัน

The New York Times

โดยทัศนคติของการพ่นสีไปจนถึงทำลายของสาธารณะของคนในสังคม นั้นแตกต่างกันไปแต่ละสังคมของโลก แม้แต่การโค่นอนุสาวรีย์ที่เชิดชูความรุนแรงหรือเผด็จการถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในหลายประเทศ

ในอดีต ประวัติศาสตร์สงครามที่เกิดขึ้นบนโลกที่ผ่านมา การทำลายสมบัติสาธารณะ เป็นดั่งสัญลักษณ์ของการชนะสงคราม ซึ่งถือเป็นเรื่องสามัญธรรมดา ที่ผู้ชนะจะเข้าไปรื้อระบอบเดิมและสร้างระบอบใหม่

อย่างไรก็ตาม ในโลกปัจจุบันนั้น สาเหตุของการทำลายของสาธารณะ กลับมีความแตกต่างอย่างมหาศาล เพราะเรื่องราวของการต่อสู้โดยใช้พื้นที่สาธารณะเป็นผ้าใบแห่งการแสดงออกนั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อแย่งชิงดินแดน หรือผลประโยชน์ทางทรัพยากร แต่มักเป็นการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในคนที่อาศัยในสังคมเดียวกัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลุ่ม กปปส. ปี พ.ศ.2556 และ กลุ่มคณะราษฎรปลดแอก ปีพ.ศ. 2563

โดยผู้ที่มีอำนาจหรือสิทธิ์ในการสร้างสัญลักษณ์ทางวัตถุหรือสถานที่ ขึ้นมา ก็คือผู้มีอำนาจดั้งเดิม โดยสาเหตุของการต่อสู้ระหว่างคนในสังคมของโลกปัจจุบันนั้น มักจะเป็นเพราะผู้มีอำนาจดั้งเดิมกำลังกดขี่กลุ่มที่แตกต่างในสังคมจนเกิดการต่อต้าน ทั้งนี้พื้นที่ในการแสดงออกเชิงศิลปะ-เชิงสัญลักษณ์ ที่เป็นทางการ หรือ “เป็นที่เป็นทาง” มักถูกควบคุมจากกลุ่มคนที่มีอำนาจดั้งเดิมเช่นกัน ทำให้เสียงของผู้ถูกกดขี่ นั้น ไม่มีทางที่จะได้รับการรับฟังจากระบบที่สร้างมาให้เสียงของพวกเขาไม่ถูกรับฟังได้เลย

ผู้ถูกกดขี่จึงต้องหาทางอื่นในการส่งเสียงเรียกร้องปัญหาผ่านช่องทางอื่น ๆ เช่น แกลอรี่ทางเลือก ซึ่งถือว่าเสียงของเขาก็ยังไม่สามารถ เอื้อมถึง สายตาของสาธารณะได้ กล่าวคือ สังคมใดที่มีการพ่นสีเรียกร้องในที่สาธารณะเป็นจำนวนมาก ก็อาจคาดได้ว่า ระบบ ของสังคมประเทศดังกล่าว อาจจะมีบางอย่างที่ผิดปกติ แต่ไม่มีพื้นที่ให้พลเมืองได้ส่งเสียง

พื้นที่สาธารณะจึงเป็นที่เดียวที่พวกเขาจะได้ปลดปล่อยความรู้สึกจากการถูกกดขี่ออกมา ทำให้การประท้วงของมวลชน กับ พื้นที่สาธารณะ มีความเกี่ยวข้องกันอยู่เสมอ ศิลปะที่ทรงพลังในยุคสมัยใหม่ มักไม่ได้ถูกจัดแสดงอยูในแกลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์ แต่กลับอยู่ในพื้นที่สาธารณะ เพราะงานศิลปะที่ถูกควบคุมในอยู่ในกรอบของการ “ไม่สามารถพูดถึงปัญหาทางการเมืองได้” นั้นไม่ถือว่าเป็นศิลปะที่เสรี และประวัติศาสตร์ต้องถูกเขียนโดยคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่การเขียนโดยคนที่มีอำนาจในสังคมเพียงกลุ่มเดียว

Gyproc

ยกตัวอย่าง กรณีการชุมนุมในฮ่องกง ในช่วงเริ่มแรกนั้นเป็นการชุมนุมโดยสันติมาตลอด จนกระทั่งมีการใช้กำลังตอบโต้ของเจ้าหน้าที่ ที่เกินกว่าเหตุ ทั้งยังมีกลุ่มอันธพาลเสื้อขาวที่ตั้งใจเข้าทำร้ายผู้ชุมนุมที่สวมเสื้อดำที่ต่อต้านรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ตำรวจกลับเพิกเฉยกับเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้น

หลังจากนั้นจึงเริ่มมีการพ่นสีตามสถานที่ต่าง ๆ เกิดขึ้น โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า ความรุนแรงมักเริ่มต้นจากรัฐและกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐ แต่ผู้ชุมนุมก็ยังพยายามที่จะใช้สันติวิธีในการต่อสู้ โดยการพ่นสี ถือเป็นวิธีเดียวที่ผู้ชุมนุมโดยสันติสามารถสู้กับผู้มีอำนาจและส่งเสียงให้แก่สังคมได้ เพราะการชุมนุมอย่างสงบ กลับได้รับผลเป็น รถฉีดน้ำแรงดันสูง แก๊สน้ำตา และกระสุนยาง

KUOW

ผู้ชุมนุมฮ่องกงพยายามอดทนอดกลั้นกับความรุนแรงที่ไม่สมเหตุสมผล และยืนหยัดกับสันติวิธีได้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน แม้จะสิ้นหวัง และเลือกกระทำเพียงการทำลายของสาธารณะ เช่น การทำลายเครื่องออกบัตรโดยสารรถไฟฟ้า เพราะผู้ชุมนุมเชื่อว่าการเผชิญหน้าด้วยความรุนแรงกับผู้มีอำนาจในสังคมจะนำไปสู่โศกนาฎกรรมเป็นแน่แท้ แต่การทำลายของสาธารณะ ถือว่าไม่เป็นการใช้ความรุนแรงอย่างการก่อจลาจล เพราะผู้ชุมนุมไม่มีจุดประสงค์ในการทำร้ายผู้คน แต่กลับเป็นรัฐและฝ่ายสนับสนุนรัฐเอง ที่ดูมีความชอบธรรมในการใช้อาวุธและความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ไทย แตกต่างจากฮ่องกง คือการพยายามสร้างภาพการปะทะของมวลชนโดยการปล่อยให้ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้โดยรัฐ และการจัดตั้งมวลชนของกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล ซึ่งปรากฎค่อนข้างชัดว่าความรุนแรงและความปั่นป่วนมักมาจากฝั่งสนับสนุนรัฐบาล และฝั่งเรียกร้องประชาธิปไตยพยายามเตือนมวลชนไม่ให้ตอบโต้ด้วยการใช้ความรุนแรงในเชิงกายภาพ

Facebook

ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา กรณีการประท้วงเพื่อ จอร์จ ฟลอยด์ การชุมนุมกลับเดินทางไปถึงจุดสิ้นสุดของความอดทนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ชุมนุมเห็นตรงกันว่า ชีวิตที่สูญเสียไปจากการมีอคติทางเชื้อชาตินั้น ประเมินค่าไม่ได้เลยกับ สิ่งของหรือสถานที่ ที่ถูกทำลาย และเรื่องอคติทางเชื้อชาตินั้น ถือเป็นเรื่องที่สังคมเห็นตรงกันว่าเป็นปัญหาที่กดขี่กดทับคนในสังคมมาเป็นเวลานาน

การทำลายของสาธารณะ และปล้นของ แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่กลับเป็นเรื่องที่ยอมรับได้สำหรับหลายคน เพราะไม่มีการทำร้ายไปที่บุคคล และพวกเขาให้คุณค่ากับการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียม ว่าปัญหามันต้องจบลงเพื่อให้สังคมได้เดินต่อไปโดยที่ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน