‘บิ๊กฉัตร’ถกกรมชลฯ 4 โครงการยักษ์เพิ่มการระบายน้ำ เร่งระบาย 12 แก้มลิงลุ่มเจ้าพระยาช่วงน้ำทะเลลด จนท.โต้โซเชี่ยลลือหึ่งเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มการระบายอีก กทม.เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ ปภ.สรุปพิษพายุดีเปรสชันและเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำเพิ่ม ทำน้ำท่วมรวม 23 จังหวัด ในทุกลุ่มน้ำทั่วประเทศ สังเวยแล้ว 10 ศพ ชาวบ้านได้รับผลกระทบกว่า 3 แสนคน
● 3 แสนคนเดือดร้อนภัยท่วม
เมื่อวันที่ 27 ต.ค. นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดี ปภ. เปิดเผยว่า สถานการณ์อุทกภัยจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชัน และการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่วันที่ 10-26 ต.ค. ทำให้เกิดน้ำไหลหลากและน้ำเอ่อล้นตลิ่งในพื้นที่ 23 จังหวัด 78 อำเภอ 472 ตำบล 2,777 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 125,116 ครัวเรือน 324,962 คน ผู้เสียชีวิต 10 ราย ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์ใน 19 จังหวัด รวม 67 อำเภอ 425 ตำบล 2,519 หมู่บ้าน 113,497 ครัวเรือน 296,380 คน อพยพ 20 ครัวเรือน
แยกเป็นลุ่มน้ำปิง 2 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ น้ำเอ่อล้นตลิ่งท่วมพื้นที่ 2 อำเภอ ประกอบด้วย จอมทอง และสันป่าตอง รวม 4 ตำบล 5 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผล กระทบ 120 ครัวเรือน 312 คน, ตาก 2 อำเภอ ได้แก่ สามเงา และบ้านตาก รวม 28 ตำบล 121 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผล กระทบ 2,639 ครัวเรือน 7,228 คน ผู้เสียชีวิต 2 ราย ลุ่มน้ำยม 1 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย 4 อำเภอ ประกอบด้วย คีรีมาศ, ศรีสัชนาลัย, ศรีสำโรง และกงไกรลาศ รวม 5 ตำบล 11 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 92 ครัวเรือน 221 คน ผู้เสียชีวิต 1 ราย, ลุ่มน้ำยม และลุ่มน้ำน่าน 1 จังหวัด ได้แก่ พิจิตร น้ำท่วม 10 อำเภอ ประกอบด้วย สามง่าม, โพธิ์ประทับช้าง, บึงนาราง, โพทะเล, วชิรบารมี, ตะพานหิน, สากเหล็ก, วังทรายพูน, บางมูลนาก และเมืองพิจิตร รวม 45 ตำบล 288 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 11,974 ครัวเรือน 54,763 คน ผู้เสียชีวิต 2 ราย
● ล้นทุกลุ่มน้ำทั่วประเทศ
ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 7 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ รวม 5 อำเภอ ประกอบด้วย เมือง, พยุหะคีรี, โกรกพระ, ชุมแสง และท่าตะโก 48 ตำบล 474 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 19,787 ครัวเรือน 41,122 คน, อุทัยธานี 2 อำเภอ ได้แก่ เมือง และทัพทัน 7 ตำบล 35 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,788 ครัวเรือน 2,923 คน, สิงห์บุรี 4 อำเภอ ได้แก่ เมือง, อินทร์บุรี, พรหมบุรี และท่าช้าง 19 ตำบล 88 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 6,295 ครัวเรือน 16,367 คน ผู้เสียชีวิต 1 ราย
น้ำป่าทะลักที่แม่ฮ่องสอน
ลพบุรี น้ำท่วมพื้นที่ อ.บ้านหมี่ 9 ตำบล 60 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 7,643 ครัวเรือน 22,231 คน ผู้เสียชีวิต 1 ราย, อ่างทอง 5 อำเภอ ได้แก่ เมือง, ป่าโมก, วิเศษชัยชาญ, อ่างทอง, โพธิ์ทอง และไชโย 30 ตำบล 92 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผล กระทบ 2,595 ครัวเรือน 6,747 คน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 6,017 ไร่, พระนครศรี อยุธยา 7 อำเภอ ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา, บางบาล, เสนา, บางปะอิน, ผักไห่, บางไทร และบางปะหัน 99 ตำบล 589 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 37,463 ครัวเรือน 97,403 คน ปทุมธานี น้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้า ท่วมพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองปทุมธานี และอ.สามโคก 21 ตำบล 67 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 4,352 ครัวเรือน 11,315 คน
ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำท่าจีน 1 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท 5 อำเภอ ได้แก่ เมือง, มโนรมย์, สรรพยา, ชัยนาท, วัดสิงห์ และหันคา 22 ตำบล 106 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 3,895 ครัวเรือน 10,127 คน ลุ่มน้ำท่าจีน 1 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี 5 อำเภอ ได้แก่ เมือง, บางปลาม้า, สองพี่น้อง, สุพรรณบุรี, สามชุก และเดิมบางนางบวช 38 ตำบล 1,228 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผล กระทบ 12,523 ครัวเรือน 43,035 คน
● อีสานยังหนัก
ลุ่มน้ำชี 5 จังหวัด ได้แก่ หนองบัวลำภู ผลกระทบจากน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ 3 อำเภอ ได้แก่ เมือง, ศรีบุญเรือง และโนนสัง 23 ตำบล 162 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผล กระทบ 4,164 ครัวเรือน 10,826 คน, ขอนแก่น 3 อำเภอ ได้แก่ เมือง, อุบลรัตน์, และน้ำพอง 20 ตำบล 157 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,610 ครัวเรือน 5,687 คน, มหาสารคาม 3 อำเภอ ได้แก่ เมือง, โกสุมพิสัย และกันทรวิชัย 19 ตำบล 122 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 516 ครัวเรือน 1,341 คน อพยพ 20 ครัวเรือน
กาฬสินธุ์ 2 อำเภอ ได้แก่ ฆ้องชัย และกมลาไสย 6 ตำบล 24 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 15 ครัวเรือน 39 คน, ร้อยเอ็ด น้ำท่วม อ.จังหาร 3 ตำบล 7 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 159 ครัวเรือน 548 คน ลุ่มน้ำมูน 1 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี น้ำท่วมพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ เมือง และวารินชำราบ 18 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 64 ครัวเรือน 906 คน
● น้ำป่าถล่มฝาง
วันเดียวกันที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เกิดน้ำป่าไหลลงลำห้วยแม่มาว ลำห้วยน้ำฝาง ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่บ้านห้วยงู ม.2, บ้านแม่มาว ม.1, บ้านสบมาว ม.10 ต.สันทราย, บ้านสันปาไหน และบ้านริมฝาง ม.9 ต.เวียง สูง 50-70 ซ.ม. ประมาณ 100 หลังคาเรือน ข้าวในนาที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวประมาณ 1,000 ไร่ ล่าสุดระดับน้ำลดลงแล้ว แต่ยังมีหลายครัวเรือนจมอยู่ในน้ำ
เชียงใหม่เจอปัญหาน้ำป่า
ส่วนเหตุสะพานถนนสายบ้านห้วยโท้ง-บ้านสันปูเลย เขตเชื่อมต่อ อ.สันทราย และอ.แม่วาง ถูกกระแสน้ำกัดเซาะจนขาด เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดเจ้าหน้าที่ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 1 (พิจิตร) สร้างสะพานเบลีย์ให้ชาวบ้านใช้สัญจรชั่วคราวแล้ว พร้อมฝากประชาสัมพันธ์หากประชาชนพบเห็นสะพานขาดชำรุด หรือไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง หมวดทางหลวง ในพื้นที่ทั่วประเทศ และสายด่วนกรมทางหลวง 1586 โทร.ฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง
ที่ จ.แม่ฮ่องสอน เกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายชั่วโมง ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากที่บ้านห้วยเสือเฒ่า ม.8 ต.ผาบ่อง อ.เมือง บ้านเรือนราษฎรเสียหาย 5 หลังคาเรือน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 750 คน 154 ครัวเรือน และเกิดดินสไลด์ปิดทับเส้นทาง รถยนต์ทุกชนิดไม่สามารถผ่านไปมาได้ ขณะเดียวกันน้ำจากลำห้วยแม่หารไหลบ่าทะลักท่วมบ้านป่าหมาก ม.11 ต.บ้านกาด อ.แม่สะเรียง ได้รับความเสียหาย 30 หลังคาเรือน เจ้าหน้าที่เร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุทั้งหมดแล้ว
ส่วนที่สนามบินกองทัพภาคที่ 4 ค่ายวชิราวุธ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช พล.ท. ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 ตรวจการฝึกซ้อมศูนย์บรรเทาสาธารณภัย กองทัพภาคที่ 4 ให้มีความพร้อมในทั้งกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และเครื่องมือของศูนย์บรรเทาสาธารณภัย สามารถออกช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบอุทกภัยช่วงฤดูมรสุมในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ให้มีประสิทธิภาพและทันท่วงที
สำหรับพื้นที่น้ำท่วมด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจะเป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท, อ.อินทร์บุรี และอ.เมือง จ.สิงห์บุรี, อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง, อ.บางบาล อ.ผักไห่ และอ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา รวมจำนวน 14 จุด และปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานีตรวจวัดที่ อ.บางไทร เฉลี่ย 2,826 ลบ.ม.ต่อวินาที ยังต่ำกว่าความจุของลำน้ำมาก โดยความจุลำน้ำสามารถรับได้ 3,500 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงยังไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลแต่อย่างใด
ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่ ม.1 ต.ป่าโมก อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง แม่น้ำเจ้าพระยาทะลักคันกั้นน้ำเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนเกือบ 200 หลังคาเรือน วัดอัมพวัน น้ำเข้าท่วมสูงเกือบ 2 เมตร โบสถ์ วิหาร เจดีย์ กุฏิพระ เมรุ ถูกน้ำท่วมสูง พระสงฆ์ต้องพายเรือขึ้นกุฏิ โรงเรียนเทศบาลวัดอัมพวันถูกน้ำท่วมห้องเรียนทุกห้อง
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ประตูระบายน้ำคลองวิ ต.กระแชง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เร่งสูบน้ำที่ท่วมชุมชนและบ้านเรือนออกลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ชาวบ้านเผยว่า ความเป็นอยู่มีความลำบากมากเนื่องจากน้ำท่วม ต้องพายเรือไปทำบุญจะออกจากบ้านทีก็ใช้เรือพายออกมากัน ทางวัดต้องทำนั่งร้านให้เป็นสะพานข้ามน้ำไปยังวัดเพื่อให้ประชาชนสามารถข้ามเข้าออกวัดได้
● ตร.ภ.1ฝึกขับเรือช่วยท่วม
ที่บช.ภาค 1 พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รรท.ผบช.ภาค 1 เผยถึงมาตรการช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่รับผิดชอบว่า การติดตามสถานการณ์บริเวณประตูน้ำแต่ละพื้นที่นั้น เป็นเรื่องของฝ่ายปกครองกับกรมชลประทานที่ประสานดูแลกันอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะคอยร่วมติดตามสถานการณ์ด้วย ยกตัวอย่างพื้นที่ จ.นนทบุรี บางพื้นที่น้ำจะดันขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ ทำให้การใช้กระสอบทรายทำเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาอาจจะไม่ได้ผล ที่ตำรวจจะทำงานช่วยเหลือชาวบ้าน โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้ช่วยฝ่ายปกครองตามแผนของจังหวัด
ส่วนหน้าที่โดยตรงของตำรวจเองนั้น คือการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินเป็นงานหลัก โดยกำชับให้เข้าถึงที่เกิดเหตุเร็วที่สุด อำนวยความสะดวกและจัดระเบียบการจราจร กรณีน้ำท่วมถนน การช่วยประชาชน การแจ้งเปลี่ยนเส้นทางที่ถูกน้ำท่วม รวมถึงให้ตำรวจซ้อมขับเรือ เพราะเมื่อน้ำท่วมถนน จะได้เข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้ทันที
● ลุ่มเจ้าพระยายังรับไหว
วันเดียวกันสำนักงานบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ชี้แจงกรณีมีข่าวเผยแพร่ในโลกออนไลน์ว่าจะมีการปล่อยน้ำหลังวันที่ 26 ต.ค. ว่า ไม่เป็นความจริง สถานการณ์ปัจจุบันน้ำยังคงท่วมพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาจากระดับน้ำล้นตลิ่ง ส่งผลกระทบกับชุมชนที่อาศัยในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกแนวคันกั้นน้ำ ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเขต อ.เมืองปทุมธานี และอ.สามโคก
ด้านนายธานินทร์ เนื่องทศเทศ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานปทุมธานี เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมชลประทานยังคงระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,697 ลบ.ม. ต่อวินาที และผันน้ำออกทางฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกรวม 769 ลบ.ม.ต่อวินาที และไม่มีแผนเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาแต่อย่างใด ปัจจุบันปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราดังกล่าวได้ไหลถึง จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี และกรุงเทพฯ แล้ว ไม่ได้มีสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ดังกล่าวตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด
● โต้เขื่อนระบายน้ำเพิ่ม
ส่วนที่ศาลาว่าการกทม. นายสมพงษ์ เวียงแก้ว รองปลัด กทม. กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวเผยแพร่ในโซเชี่ยลมีเดียและถูกส่งต่อกันอย่างแพร่หลายโดยมีข้อความระบุว่า “พรุ่งนี้เข้าสู่สถานการณ์เตรียมพร้อม!ที่ รังสิต สะพานแดงนํ้าท่วมคนในพื้นที่บอกว่า เขาจะปล่อยน้ำหลังวันที่ 26 นี้ตอนนี้น้ำมันเก็บไม่อยู่แล้ว !!!!” ว่า ปัจจุบันกรมชลประทานไม่มีแผนเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาแต่อย่างใด
สำหรับการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากสภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่กทม. ได้ก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ ต่อเนื่องครบแล้วในระดับ +2.8 – +3.5 ม.รทก. รวมทั้งวางกระสอบทราย 1 แสนใบในจุดที่เป็นช่องว่าง เช่น บริเวณท่าเรือ อู่เรือ เพื่อป้องกันน้ำที่ทะลักเข้าเมื่อเกิดคลื่น โดยเสริมขึ้นมาที่ระดับ +2.30 ม.รทก. ตลอดจนจัดเตรียมกระสอบทรายไว้อีกกว่าแสนใบ เพื่อให้เสริมแนวในจุดที่อาจเกิดการรั่วซึมด้วย
● กทม.เร่งป้องทะเลหนุน
ขณะเดียวกันสำนักการระบายน้ำได้เตรียมความพร้อมทั้งระบบระบายน้ำและระบบป้องกันน้ำท่วมไว้แล้วเช่นกัน โดยก่อนเข้าฤดูฝนได้ดำเนินการทำความสะอาดท่อระบายน้ำ และขุดลอกคูคลองทั้งหมด รวมทั้งจัดเก็บผักตบชวา เปิดทางน้ำไหลในคลองต่างๆ ซ่อมบำรุงประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และบ่อสูบน้ำ จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และหน่วยเบสท์ เพื่อสนับสนุนการทำงาน อย่างไรก็ตามในสัปดาห์หน้า ช่วงวันลอยกระทง คาดว่าน้ำทะเลหนุนจะสูงขึ้น จึงได้เตรียมเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้กทม.ยังห่วงใยประชาชนที่มีบ้านเรือนอาศัยอยู่นอกแนวคันป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากเอ่อล้นตลิ่ง หากมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคกลาง อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยามากขึ้นประกอบกับมีน้ำทะเลหนุนในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจากการสำรวจมีจำนวน 496 ครัวเรือน ในพื้นที่ 10 เขต ได้แก่ เขตบางซื่อ ดุสิต พระนคร สัมพันธวงศ์ บางคอแหลม ยานนาวา คลองเตย บางกอกน้อย คลองสาน และเขตราษฎร์บูรณะ จึงขอให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และเตรียมขนย้ายสิ่งของให้อยู่ในที่สูง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนหากเกิดปัญหาระดับน้ำขึ้นสูง
ท่วมสูงอีก – วัดไก่เตี้ย ต.กระแช อ.สามโคก จ.ปทุมธานี รวมทั้งชุมชนใกล้เคียงถูกน้ำเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมหนัก ทางวัดต้องต่อสะพานไม้เพื่อให้ชาวบ้านใช้เดินเข้ามาทำบุญ ขณะที่ระดับน้ำเพิ่มขึ้นสูงอีก 20 ซ.ม. เมื่อวันที่ 27 ต.ค.
ขณะเดียวกันยังได้สั่งการให้สำนักงานเขตที่มีพื้นที่อยู่ตามแนวริมน้ำเจ้าพระยา สำรวจพื้นที่บ้านเรือนของประชาชน จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนในกรณีฉุกเฉินต่างๆ จัดเตรียมไม้สำรองไว้หากต้องมีการเสริมทางเดินเข้าสู่ชุมชน พร้อมทั้งจัดเตรียมยา เครื่องเวชภัณฑ์ และเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที
● ยันคลองกรุงไร้วิกฤต
วันเดียวกันศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กทม. รายงานสถานการณ์น้ำประจำวัน โดยในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ว่า พื้นที่กรุงเทพฯ มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง ปริมาณฝนรวมสูงสุดที่จุดวัด สถานีสูบน้ำเทเวศร์ เขตพระนคร 53 ม.ม. จุดวัดน้ำ สำนักงานเขตดุสิต 35.5 ม.ม. จุดวัด สำนักงานเขตบางกอกใหญ่ 30 ม.ม. ไม่มีรายงานจุดเร่งการระบายน้ำในถนนสายหลัก ที่สำนักการระบายน้ำรับผิดชอบ
ส่วนค่าระดับน้ำแนวคันกั้นน้ำด้านตะวันออก ที่ประตูระบายน้ำแสนแสบ (มีนบุรี) (ระดับวิกฤต +0.90) เวลา 07.00 น. ระดับ +0.79 ระดับน้ำปกติ ประตูระบายน้ำลาดกระบัง (ระดับวิกฤต +0.60) เวลา 07.00 น. ระดับ +0.27 ระดับน้ำปกติ และประตูระบายน้ำคลองสอง (สายใต้) (ระดับวิกฤต +1.80) เวลา 07.00 น. +1.47 ระดับน้ำปกติ
ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นสูงสุดวันนี้ ที่ประตูระบายน้ำปากคลองตลาด ระดับ +1.82 ม.รทก. เวลา 11.00 น. และสถานีสูบน้ำบางนา ระดับ +1.68 ม.รทก. เวลา 10.45 น. ฐานน้ำขึ้นสูงสุดแม่น้ำเจ้าพระยา ณ หน้าสถานีกองบัญชาการกองทัพเรือ ระดับ +1.01 ม.รทก. เวลา 12.30 น. สำหรับปริมาณน้ำผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาวันนี้ ที่จังหวัดนครสวรรค์ 2,979 ลบ.ม.ต่อวินาที เขื่อนเจ้าพระยา 2,697 ลบ.ม.ต่อวินาที ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร (เฉลี่ย) 2,826 ลบ.ม.ต่อวินาที
ป่าโมกจม – สถานการณ์น้ำท่วมในจ.อ่างทองยังไม่พ้นวิกฤต ล่าสุดน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาทะลักคันกั้นน้ำ ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ต.ป่าโมก อ.ป่าโมก เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนนับร้อยหลังคาเรือน วัด และโรงเรียน จมน้ำทันที ชาวบ้านต้องใช้เรือพายเป็นพาหนะ เมื่อวันที่ 27 ต.ค.
วันที่ 27 ต.ค. พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพภาคที่ 1 เดินทางตรวจเยี่ยมสถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่วัดโบสถ์ จ.ปทุมธานี โดยลงเรือและรับฟังบรรยายสรุปจาก หน่วยบัญการป้องกันภัยทางอากาศ หรือ นปอ. ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ จากนั้นได้มอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัยที่วัดท้ายเกาะ ต.ท้ายเกาะ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี
สำหรับพื้นที่ อ.สามโคก ประสบอุทกภัยทั้ง 11 ตำบล 31 หมู่บ้าน ความเสียหายกว่า 2,300 ครัวเรือน ปัจจัยที่ทำให้น้ำท่วมมาจาก 2 สาเหตุ คือฝนและจำนวนน้ำที่เหนือเขื่อน แต่ช่วงนี้เป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว ตั้งแต่หลังวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา ฝนตกน้อยลง อีกทั้งเขื่อนต่างๆก็ยุติการระบายน้ำทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิตติ์ ส่วนน้ำภาคเหนือตอนบน ตอนนี้ปล่อยน้ำออกจากเขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยามาพอสมควร
แม่ทัพภาคที่ 1 เปิดเผยว่า ได้นำความห่วงใยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ มาแจ้งกับประชาชนที่ได้รับผล กระทบน้ำท่วมในอำเภอพื้นที่ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี และวันนี้ก็ได้ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนราชการในพื้นที่ และศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งมีหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ เป็นหน่วยปฏิบัติ นำสิ่งของไปมอบให้กับประชาชน
พล.ท.กู้เกียรติ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่และฟังบรรยายสรุป อยากสร้างความมั่นใจกับประชาชนว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ขณะนี้ทรงตัว เพราะน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในปริมาณที่ไม่สูงกว่านี้แล้ว คือ 2,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำฝนก็คาดว่าน่าจะไม่มีแล้ว น้ำทะเลก็ไม่หนุน ดังนั้นพื้นที่ของจังหวัดปทุมธานี ก็จะไม่ท่วมมากไปกว่านี้ นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบกได้สั่งการให้หน่วยทหารในพื้นที่ที่กองทัพภาคที่ 1 ซึ่งรับผิดชอบจังหวัดภาคกลาง ส่งทหารลงไปช่วยเหลือประชาชน ขณะนี้อยู่ในขั้นของการช่วยเหลือ และหลังน้ำลด ก็จะมาช่วยกัน ยกของเข้าบ้าน ทำความสะอาดรวมถึงการซ่อมแซมร่วมกับทางจังหวัดต่อไป
จากนั้น คณะของแม่ทัพภาคที่ 1 เดินทางไปที่มัสยิดท่าอิฐ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี รับฟังการบรรยายสรุป ก่อนลงตรวจพื้นที่ และมอบสิ่งของให้กับผู้ประสบอุทกภัย
● เร่งระบาย 12 แก้มลิง
วันเดียวกัน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยการประชุมคณะทำงานวางแผนการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า กรมชลประทานอยู่ระหว่างการดำเนินการบริหารจัดการน้ำที่ค้างในทุ่งแก้มลิงทั้ง 12 แห่ง ที่มีปริมาณ 1,340 ล้าน (ลบ.ม.) คาดว่าจะใช้เวลาเกือบ 2 เดือน เพื่อไม่ให้น้ำที่ระบายกระทบกับชุมชนที่อยู่อาศัย แต่จากนี้ต่อไปเป็นช่วงที่น้ำทะเลลดเป็นขาลง ทำให้การระบายน้ำทำได้เร็วขึ้น จึงไม่น่าจะมีปัญหาเพราะสิ้นสุดหน้าฝน จากนี้ก็เตรียมรับมือฝนใต้ซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล แต่ได้สั่งการให้กรมชลประทานนำเครื่องสูบน้ำและอุปกรณ์ต่างๆ ลงใต้เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำท่วมใต้แล้ว
นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานจะค่อยๆ ทยอยระบายน้ำที่ค้างในทุ่งแก้มลิงทั้ง 12 แห่ง แบ่งเป็น 1.ทุ่งบางระกำ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1-30 พ.ย. ระบายน้ำลงทางแม่น้ำยม-น่าน จำนวน 24.19 ล้านลบ.ม.ต่อวัน 2.ทุ่งเชียงราก เริ่มวันที่ 25 พ.ย.-10 ธ.ค. ระบายน้ำผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 5.36 ล้านลบ.ม.ต่อวัน 3.ทุ่งท่าวุ้ง เริ่มตั้งแต่ 25 พ.ย. -10 ธ.ค. ระบายน้ำผ่านทางแม่น้ำลพบุรี ป่าสัก และเจ้าพระยา จำนวน 5.60 ล้านลบ.ม.ต่อวัน
4.ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก เริ่มตั้งแต่ 21 พ.ย. -5 ธ.ค. โดยระบายน้ำผ่านคลองชัยนาท-ป่าสัก จำนวน 7.78 ล้านลบ.ม.ต่อวัน 5.ทุ่งบางกุ่ม เริ่มตั้งแต่ 25 พ.ย. -10 ธ.ค. ระบายน้ำผ่านแม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก จำนวน 8.64 ล้านลบ.ม.ต่อวัน 6.ทุ่งบางกุ้ง เริ่มตั้งแต่ 25 พ.ย. -10 ธ.ค. ระบายน้ำเข้าเจ้าพระยา จำนวน 1.81 ล้านลบ.ม.ต่อวัน 7.โครงการฯรังสิตใต้ ใช้เป็นทุ่งสำรองไม่มีการระบาย 8.ทุ่งบางบาล- บ้านแพน เริ่มตั้งแต่ 20 พ.ย. -5 ธ.ค. ระบายผ่านแม่น้ำน้อย จำนวน 7.17 ล้านลบ.ม.ต่อวัน
9.ทุ่งบ้านโมก เริ่มตั้งแต่ 21 พ.ย. -20 ธ.ค. ระบายผ่านแม่น้ำน้อยและคลองบางหลวง จำนวน 1.40 ล้านลบ.ม.ต่อวัน 10.ทุ่งผักไห่ เริ่มตั้งแต่ 18 พ.ย. -17 ธ.ค. ระบายผ่านทุ่งเจ้าเจ็ด จำนวน 5.53 ล้านลบ.ม.ต่อวัน 11.ทุ่งเจ้าเจ็ด เริ่มตั้งแต่ 15 พ.ย. -14 ธ.ค. ระบายผ่านแม่น้ำท่าจีนและเจ้าพระยา จำนวน 25.06 ล้านลบ.ม.ต่อวัน และ 12.โครงการฯโพธิ์พระยา เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. 60 – 4 ม.ค. 61 ระบายน้ำผ่านแม่น้ำท่าจีน จำนวน 46.66 ล้านลบ.ม.ต่อวัน
“จากนี้ต่อไปคงต้องเฝ้าระวังภาคใต้ เพราะตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลดลง ไปฝนจะตกหนัก และปลายปีเดือนธ.ค. ฝนจะตกหนักใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา นราธิวาส และปัตตานี โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าฝนตกมากกว่า ค่าเฉลี่ยแน่นอนประมาณร้อยละ 5-10 กรมชลประทานจึงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดเพราะทุกปีภาคใต้จะมีฝนตกเยอะอยู่แล้ว”
● บิ๊กฉัตรถก 4 โครงการผันน้ำ
ต่อมาพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ กล่าวภายหลังการประชุมคณะทำงานวางแผนการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลังการประชุมยาวนานกว่า 4 ชั่วโมง ว่า คณะทำงานมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับโครงการ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจึงเตรียมรวบรวมผลการประชุมและความเห็นต่างของคณะกรรมการเสนอคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ (กนช.) ในประมาณต้นเดือนพ.ย. เพื่อสรุปทางเลือกในการดำเนินการตามแผนงานโครงการสำคัญภายใต้แผนการบรรเทาอุทกภัยเจ้าพระยาตอนล่าง ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณาในปลายเดือนพ.ย.ต่อไป
ด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในการประชุมมีการหารือและถกเถียงให้เหตุผลความคุ้มค่าและประสิทธิภาพการระบายน้ำของ 4 โครงการในแผนงานโครงการสำคัญภายใต้แผน การบรรเทาอุทกภัยเจ้าพระยาตอนล่าง ได้แก่ 1.แผนงานคลองระบายน้ำหลากฝั่งตะวันออก คลองชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย สามารถเพิ่มการระบายน้ำฝั่งตะวันออก แม่น้ำเจ้าพระยา จากเดิม 130 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 930 ลบ.ม.ต่อวินาที หากมีการปรับปรุงคลองสามารถตัดยอดน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มอีก 800 ลบ.ม.ต่อวินาที จะใช้งบ ประมาณ 36,403 ล้านบาท แต่หากขุด คลองป่าสัก-อ่าวไทย (ขุดใหม่) เพื่อระบาย น้ำหลากสามารถตัดยอดน้ำได้ประมาณ 600 ลบ.ม.ต่อวินาที จะใช้งบประมาณ 86,262 ล้านบาท
2.แผนงานคลองระบายน้ำควบคู่ถนนวงแหวนรอบที่ 3 เป็นโครงการที่ร่วมกับ ไจก้า สามารถเพิ่มการระบายน้ำได้ประมาณ 500 ลบ.ม.ต่อวินาที โครงการนี้ทำควบ คู่กับการก่อสร้างวงแหวนรอบ 3 มีความ ยาวประมาณ 110 กิโลเมตร จึงลดการเวนคืน ภายใต้งบประมาณดำเนินการ 91,000 ล้านบาท แต่บูรณาการงบประมาณกับวงแหวนรอบ 3
3.แผนงานคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ระยะทาง 22.4 ก.ม. มีเป้าหมายเพิ่มการระบายน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา ลดน้ำท่วม จ.พระนครศรีอยุธยา เพิ่มอัตราการไหลของน้ำอีก 1,200 ลบ.ม.ต่อวินาที ภายใต้วงเงิน 17,600 ล้านบาท และ 4.แผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา คลองถนน และอุโมงค์ระบายน้ำ 4 แห่ง คือ อุโมงค์ใต้คลองทวีวัฒนา 2 ก.ม. ระบายน้ำได้ 32 ลบ.ม.ต่อวินาทีอุโมงค์ใต้คลองราชมนตรี 9 ก.ม.ระบายน้ำได้ 48 ลบ.ม.ต่อวินาที อุโมงค์ใต้คลองบางน้ำจืด ยาว 12 ก.ม.ระบายน้ำได้ 60 ลบ.ม.ต่อวินาที และ อุโมงค์ใต้คลองแนวลิขิต 17 ก.ม.ระบายน้ำได้ 30 ลบ.ม.ต่อวินาที ทั้งหมดก่อสร้างภายใต้งบประมาณ 24,100 ล้านบาท



