เงินช่วย”กิตติ ดัสกร”หาย เมียเบิกไป โร่พบตร.-รับสิ้น แอบถอน8หมื่น อ้างใช้หนี้ยืมมา จ่อสอบดาวร้าย

 

เงินบริจาคช่วย “กิตติ ดัสกร” อดีตดาวร้าย หาย จากบัญชี 8 หมื่นบาท “ไทด์-เอกพัน” รุดแจ้งตร. แฉ “คิตตี้” อดีตภรรยาดาวร้ายเบิกเงินไป 4 ครั้ง ตอนแรกปฏิเสธ-บ่ายเบี่ยง แต่เมื่อจำนนต่อหลักฐานจึงยอมรับ เบื้องต้นได้ปิดบัญชีเก่าแล้วเปิดบัญชีใหม่ กันอดีตภรรยามาเบิกเงินไปซ้ำ จากนั้นคิตตี้โผล่มาโรงพักด้วย รับกดเงินไปใช้หนี้ที่ยืมมา ไปจ่ายค่าเล่าเรียนลูก- ค่างวดรถ ขอรับผิดเพียงผู้เดียว ตร.รอสอบอดีตดาวร้าย-ยังไม่แจ้งข้อหา

จากกรณีนายกิตติ กลิ่นเกลี้ยง หรือกิตติ ดัสกร อดีตดาวร้าย ขับรถประสบอุบัติเหตุ จนป่วยอัมพฤกษ์ ก่อนพักรักษาตัวที่บ้านพักใน จ.นนทบุรี โดยมีอดีตภรรยาโพสต์ขอความ ช่วยเหลือและมีผู้บริจาคเงินเข้ามาจำนวนมาก ต่อมา “ไทด์”เอกพัน บรรลือฤทธิ์ ดารานักแสดงชื่อดัง เข้าไปช่วยเหลืออดีตดาวร้ายที่บ้านพัก ก่อนพบภายในบ้านเต็มไปด้วยกองขยะ และพบนายกิตติอยู่ในสภาพอนาถา พร้อมลูกเล็กที่เดินอยู่ภายในห้องจึงได้ช่วยเหลือออกมา ตามที่เคยเสนอข่าวไปแล้วนั้น

สำหรับความคืบหน้า เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ร.พ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี นายเอกพัน หรือไทด์ เดินทางเข้าเยี่ยมนายกิตติ เบื้องต้น พบอาการดีขึ้นมากและใบหน้าแจ่มใสขึ้น โดยนายเอกพันกล่าวว่า หลังจากนายกิตติเข้ารับการรักษาและทำกายภาพบำบัดอาการเริ่มดีขึ้นตามลำดับ และวันที่ 13 พ.ย. จะพานายกิตติไปรักษาตาที่โรงพยาบาลหู ตา คอ จมูก ซึ่งเป็นหมอเฉพาะทางย่านตลิ่งชัน โดยโรงพยาบาลจัดทีมแพทย์และพยาบาลเพื่อเฝ้าดูแลอาการอย่างใกล้ชิด จนกว่าจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ส่วนค่าใช้จ่ายมูลนิธิร่วมกตัญญูจะเป็นผู้ออกให้ทั้งหมด

ต่อมานายเอกพันเดินทางไปที่ สภ. ไทรน้อย เพื่อแจ้งความและลงบันทึกประจำวันกับร.ต.อ.พันธ์พัฒน์ เศษบุปผา รอง สว.(สอบสวน) สภ.ไทรน้อย เกี่ยวกับกรณีเงินในบัญชีของนายกิตติกว่า 80,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ประชาชนโอนเข้ามาช่วยเหลือได้ถูกเบิกถอนโดยน.ส.ศศิประภา รุ่งมงคล หรือคิตตี้ ซึ่งเป็นอดีตภรรยา

นายเอกพันกล่าวว่า เดินทางมาลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเบิกถอนเงินในบัญชีของ นายกิตติ หลังตรวจสอบพบเงินในบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา ถูกถอนออกไป 80,000 บาท ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ประชาชนโอนมาช่วยเหลือและรักษาตัว ตนจึงมาเเสดง ความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินจำนวนนี้

“สำหรับเงินจำนวนนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแล แต่พบว่าน.ส.ศศิประภาได้เบิก เงินไปใช้ เมื่อขอตรวจสอบบัญชีอ้างว่าทำสมุดบัญชีหาย บ่ายเบี่ยงไม่ให้ตรวจสอบ จากนั้นคณะกรรมการดูแลเงินในบัญชีจึงให้นายกิตติโทรศัพท์ตรวจสอบกับธนาคาร จนทราบว่าบัญชีมีความเคลื่อนไหว มีการกดเงินออกไป 80,000 บาท ซึ่งน.ส.ศศิประภายังยืนกรานว่าไม่ได้กด จนสุดท้ายมีหลักฐานมาแสดง จึงยอมรับว่าได้กดเงินไปใช้” นายเอกพันกล่าว

นายเอกพันกล่าวอีกว่า ตอนนี้คณะกรรมการได้ปิดบัญชีดังกล่าวและเปิดบัญชีใหม่ เพื่อนำเงินมาช่วยเหลือนายกิตติตามความประสงค์ของผู้บริจาค ส่วนเงินที่น.ส. ศศิประภากดไปใช้นั้นทราบว่าตอนนี้เหลือเพียงพันกว่าบาท คณะกรรมการจึงแก้ปัญหาด้วยการไม่ให้น.ส.ศศิประภาเข้ามาเกี่ยวข้องกับเงินอีก และไม่มีสิทธิ์ไปเบิกเงินจากบัญชีใหม่ด้วย ส่วนจะดำเนินคดีหรือไม่คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของนายกิตติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่นายเอกพัน แจ้งความอยู่นั้น น.ส.ศศิประภาได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ไทรน้อย เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับกรณีเงิน 80,000 บาท ที่ถูกถอนออกมาว่าเงินดังกล่าวได้นำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง

น.ส.ศศิประภากล่าวว่า ใช้บัตรเอทีเอ็มธนาคารกรุงศรีอยุธยาของนายกิตติถอนเงินสด 80,000 บาทจริง ซึ่งถอนในวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา จำนวน 4 ครั้ง ครั้งละ 20,000 บาท โดยนำเงินดังกล่าวไปใช้หนี้ให้ผู้ชายคนหนึ่งที่เคยติดหนี้ เพราะเคยโอนเงินมาให้ โดยโอนมาให้ผ่านบัญชีนายกิตติ ซึ่งเป็นเพื่อนทางเฟซบุ๊ก แต่ไม่สามารถระบุชื่อได้ เนื่องจากเกรงอีกฝ่ายจะเดือดร้อน ซึ่งผู้ชายคนนี้ได้ค่อยๆ ทยอยโอนเข้ามา และเงินก้อนนี้ตนจะหามาผ่อนคืนให้เดือนละ 5,000-10,000 บาท

น.ส.ศศิประภากล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังนำเงินไปเป็นค่าเล่าเรียนของลูก ค่างวดรถจักรยานยนต์ที่ติดค้างชำระและใช้จ่ายประจำวัน โดยขอยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว หาก มีการดำเนินคดีความกัน ซึ่งตำรวจได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานและยังไม่แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ เนื่องจากต้องรอสอบปากคำนายกิตติ เพราะเคยเป็นสามีภรรยากัน โดยหลังจากนี้จะไปทำงานอยู่ที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ด้านนายอภินันท์ รัตนะวิศ ประธาน หมู่บ้านปิยะวรารมย์ 3 กล่าวว่า หลังจากทราบเรื่องการถอนเงิน 80,000 บาท ตนและ นายกิตติ พร้อมนายอมต อินทา ได้ร่วมกันเปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพ สาขาบัวทอง สแควร์ เลขที่บัญชี 924-7-05721-0 เพื่อให้ ผู้ที่มีความประสงค์จะช่วยเหลือนายกิตติโอนเงินผ่านบัญชีนี้เท่านั้น