รถตู้อีกแล้ว ชนสยอง 14 ศพ สายถนนเอเชีย ช่วงอ.เมือง จ.สิงห์บุรี ตร.รุดสอบพบขนแรงงานต่างด้าวจาก อ.แม่สอด จ.ตาก จะไปส่งที่มหาชัย มาถึงจุดเกิดเหตุ พุ่งเสยท้ายสิบล้อเกิดไฟลุกไหม้คลอกดับยกคัน คาดคนขับหลับใน เผยรู้ชื่อหมดแล้ว เป็นแรงงานถูกกฎหมาย แต่สภาพศพไหม้เกรียม จึงส่งศพพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลที่นิติเวช ตร. ขนส่งฟัน บ.รถตู้ พักใบอนุญาต 30 วัน ชี้ความเร็วก่อนชนอยู่ที่ 107 ก.ม./ช.ม. ซึ่งเกินกฎหมายกำหนด
เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 24 พ.ย. ร.ต.อ. จิรเดช ดวงรัศมี รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองสิงห์บุรี รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถตู้ชนท้ายรถบรรทุกสิบล้อ มีผู้เสียชีวิตหลายราย บนถนนทางหลวงแผ่นดินที่ 32 (ถนนสายเอเชีย) ก.ม.ที่ 90+600 ต.บางมัญ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ขาเข้ากรุงเทพฯ จึงรุดไปสอบสวนพร้อมด้วย พ.ต.อ.พิชา รุจินาม ผกก.สภ.เมืองสิงห์บุรี เจ้าหน้าที่แพทย์และกู้ภัยเมืองสิงห์บุรี
ที่เกิดเหตุพบรถตู้โตโยต้า ทะเบียน 33-3241 กรุงเทพมหานคร ถูกเพลิงลุกไหม้ลามไปทั้งคัน เจ้าหน้าที่จึงรีบประสานรถดับเพลิงจากเทศบาลเมืองสิงห์บุรีมาช่วยดับเพลิง ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ ตรวจสอบภายในรถพบศพผู้โดยสารทั้งหมด 14 ราย เป็นชาย 9 ราย หญิง 5 ราย เป็นสัญชาติพม่าทั้งหมด 13 ราย และคนขับรถคนไทยอีก 1 ราย สภาพศพบางส่วนถูกไฟคลอกเป็นที่สยดสยอง ใกล้กับรถตู้พบรถบรรทุกสิบล้อ มิตซูบิชิ ฟูโซ่ สีขาว ทะเบียน 81-7407 นครสวรรค์ จอดอยู่ข้างทาง สภาพรถด้านท้ายและล้อหลังมีร่องรอยถูกชนเสียหาย โดยมีนายสุนทร ฟักทอง อายุ 56 ปี บ้านเลขที่ 73/3 หมู่ที่ 2 ต.เกยไชย อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ เป็นคนขับ ยืนรอพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยให้การว่า ขับรถมาตามทางแล้วโดนรถตู้ชนท้าย เบื้องต้นทราบว่ารถคันดังกล่าวขนแรงงานชาวต่างด้าวซึ่งมีใบอนุญาตถูกกฎหมาย มาจากอำเภอแม่สอด เพื่อจะไปส่งที่กรุงเทพฯ แต่มาเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคัน คาดว่าคนขับหลับใน
ต่อมาเวลา 08.30 น. ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสิงห์บุรี เจ้าหน้าที่ได้นำร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 14 ราย เตรียมส่งพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลที่โรงพยาบาลตำรวจ เบื้องต้นทราบรายชื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมดแล้ว แต่ยังไม่สามารถระบุตัวตนที่แน่ชัดได้ มีเพียงนายปฐมพันธ์ พันธ์ผล อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 38/350 ซ.พระยาสุเรนทร์ 40 แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร คนขับรถตู้คนไทยเพียง รายเดียวที่ทราบตัวตนแน่ชัด
ต่อมานายประวิทย์ แสนชัย เจ้าของรถตู้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้ปากคำ ก่อนเผยว่า ผู้ตายทั้งหมดเป็นแรงงานชาวพม่าที่เดินทางกลับไปต่อวีซ่าที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง อ.แม่สอด จ.ตาก โดยได้ว่าจ้างนายปฐมพันธ์เป็นผู้ขับรถออกเดินทางจากมหาชัย ตอนเวลาประมาณ 20.00 น. ไปถึงแม่สอดเวลาประมาณ 06.00 น. ของวันที่ 22 พ.ย. นายปฐมพัฒน์แจ้งว่าจะนอนพักค้างคืนที่แม่สอด 1 คืน แล้วจะรับผู้โดยสารชาวพม่าที่จะเดินทางเข้ามหาชัยกลับมาด้วย จนถึง วันที่ 23 พ.ย. เวลาประมาณ 20.00 น. จึงออกเดินทางกลับมากระทั่งมาประสบอุบัติเหตุดังกล่าว สันนิษฐานเบื้องต้นว่าอาจเกิดอาการหลับใน เนื่องจากขับรถเป็นระยะทางที่ไกล
ด้าน พ.ต.อ.เถกิงวุฒิ กิตติศุภคุณ ผกก.สส.ภ.จว.สิงห์บุรี กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมด แม้จะทราบชื่อแล้วแต่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ ต้องส่งไปพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลที่โรงพยาบาลตำรวจ ต้องติดต่อญาติจากประเทศพม่าให้มาตรวจดีเอ็นเอเปรียบเทียบให้แน่ชัดก่อน
ด้าน พ.ต.อ.พิชาเผยหลังสอบปากคำว่า ทาง หจก.บุญเรือน ทัวร์ ทำประกันภัยชั้น 1 ไว้ ทางตำรวจต้องพิสูจน์อัตลักษณ์ให้ได้ เพื่อที่จะได้ตามญาติของผู้เสียชีวิตทั้งหมดมาตรวจดีเอ็นเอเปรียบเทียบ ด้านการตรวจสอบรถและการขนแรงงานทาง หจก.บุญเรือน ทัวร์ ทำโดยถูกต้องตามกฎหมาย
วันเดียวกัน นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เผยว่า รับรายงานจากขนส่งจังหวัดสิงห์บุรีว่า จากการตรวจสอบความเร็วจากระบบจีพีเอส ความเร็วครั้งสุดท้ายก่อนเกิดเหตุ 107 ก.ม./ช.ม. เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดที่ 80 ก.ม./ช.ม. สำหรับรถตู้ดังกล่าวเป็นรถตู้โดยสารเช่าเหมา ทะเบียน 33-3241 กรุงเทพมหานคร จดทะเบียนเมื่อ 25 ก.ค. 59 เป็นระบบเบนซินสลับกับก๊าซซีเอ็นจี ผ่านการตรวจสภาพครั้งล่าสุดเมื่อ 4 ก.ค. 60 รถสิ้นอายุภาษีวันที่ 30 มิ.ย. 61 โดยเป็นรถของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุญเรือน ทัวร์ เป็นผู้ประกอบการขนส่ง ใบอนุญาตประกอบการฯ สิ้นอายุวันที่ 28 มิถุนายน 2563 โดยได้ทำประกันภัยพ.ร.บ. และประกันภัยชั้น 1 กับ บจก. สินทรัพย์ประกันภัย วงเงินคุ้มครองรวมเสียชีวิตจะได้รับเงิน 950,000 บาท/คน (คุ้มครองตามพ.ร.บ. 300,000 บาท และประกันภัยเพิ่มเติมชั้น 1 จำนวน 650,000 บาท)
ส่วนรถบรรทุกคู่กรณีพบว่าเป็นรถบรรทุก 10 ล้อ ส่วนบุคคล ทะเบียน 81-7407 นครสวรรค์ สิ้นอายุภาษีวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ตรวจสภาพครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2560 โดยเป็นของห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงสีไฟสิริรัตน์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการขนส่ง ใบอนุญาตประกอบการฯ สิ้นอายุวันที่ 30 สิงหาคม 2564 มีผู้ขับรถชื่อ นายสุนทร ฟักทอง ได้รับใบอนุญาตขับรถบรรทุกประเภทส่วนบุคคล ชนิดที่ 2 เลขที่ 2 นว 00132/50 สิ้นอายุวันที่ 18 พฤศจิกายน 2562
“สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุเบื้องต้นคาดว่าเกิดจากอาการหลับใน อย่างไรก็ตาม อยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ สภ.เมืองสิงห์บุรี เบื้องต้นขนส่งได้สั่งยกเลิกทะเบียนรถตู้คันเกิดเหตุโดยไม่สามารถนำไปให้บริการได้อีก รวมทั้งสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบการ หจก.บุญเรือนทัวร์ เป็นเวลา 30 วัน นอกจากนี้ยังขอให้นำรถที่เหลืออีกจำนวน 11 คัน มาเข้ารับการตรวจสอบโดยด่วน และให้พนักงานขับรถทุกคนมาเข้ารับการอบรมต่อไป รวมทั้งประสานบริษัทประกันภัยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายให้ครบถ้วนถูกต้องโดยเร็ว รวมทั้งจะได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อติดตามผลคดีอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจะได้เรียกผู้ประกอบการขนส่งรถเช่าเหมาให้มาชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการพิจารณาลงโทษขั้นสูงสุดในทุกกรณีความผิดต่อไป” นายสนิทกล่าว
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร.เปิดเผยว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบเอกสารของรถตู้ถูกต้องและเอกสารของแรงงานต่างด้าวเมียนมาการเข้ามาในราชอาณาจักรถูกต้อง และได้แจ้งให้สถานทูต เมียนมาประจำประเทศไทยทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ส่วนทางคดีอยู่ระหว่างสอบสวนพยานในที่เกิดเหตุ รอผลตรวจร่องรอยการเฉี่ยวชน และรอผลการชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุการตาย
ขณะที่เวลา 13.05 น.วันเดียวกัน ที่สถาบันนิติเวชวิทยาโรงพยาบาลตำรวจ เจ้าหน้าที่ มูนิธิร่วมกตัญญู จากจังหวัดสิงห์บุรีได้นำร่าง ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ทั้ง 14 รายส่งสถาบันนิติเวชวิทยาฯ ชันสูตรพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล โดยร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 14 รายห่อด้วยผ้าขาวมีการเขียนหมายเลขกำกับไว้ โดยสภาพศพไหม้เกรียม ทั้งนี้ ไม่มีญาติของผู้เสียชีวิตเดินทางมาด้วยแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อผู้เสียชีวิตทั้ง 14 ราย ประกอบด้วย 1.นางทินซาแอ 2.นายซอ อุง ลิน 3.นางไว ไว เนียว 4.นางฮิน ยอน 5.นายซอ เคียว ซอ แล 6.นายอัง ตุน 7.นางซิน มา เคียง 8.นายมิน โอ 9.นายทิน เทียว 10.นายอัง เทด เฟียว 11.นายโก เนียง 12.นางเทค มา ไว 13.นายซอ ลิน และ 14.นายปฐมพัฒน์ พันธ์ผล อายุ 46 ปี คนขับรถตู้
ขณะที่นายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะประธานชมรมไทยปลอดภัย แถลงว่า สำหรับอุบัติเหตุรถตู้โดยสารไม่ประจำทางซึ่งในขณะนี้เกิดขึ้นถี่และรุนแรงมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากกรณีรถตู้เช่าเหมาของนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเกิดเหตุจนกระทั่งมี ผู้เสียชีวิต 5 ราย เป็นข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลกและกรณีที่เกิดขึ้นยังมีลักษณะเดียวกันอีก ดังนั้น จำเป็นจะต้องมีมาตรการควบคุมรถตู้โดยสารประเภทนี้อย่างเคร่งครัดและรัดกุมมากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกับรถตู้สาธารณะประจำทาง ที่ขณะนี้มีมาตรการควบคุมจนกระทั่งมีอัตราการสูญเสียลดลงแล้ว ปัจจุบันรถตู้โดยสารไม่ประจำทางมีมากกว่า 20,000 คัน ซึ่งสามารถรับจ้างและเดินทางไปได้ทั่วทุกแห่ง ทำให้เข้าไปกำกับและควบคุมไม่ได้ ทั่วถึง
ด้านนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า เคยเสนอว่าควรให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ รถโดยสารสาธารณะ เช่น รถบัส รถตู้ ควรติดตั้งเครื่องจำกัดความเร็วไม่ให้ขับเกินกฎหมายกำหนด ถ้ามีเครื่องนี้แล้วคนขับจะเหยียบคันเร่งเท่าไหร่ความเร็วจะถูกล็อกไว้ ในสหภาพยุโรปก็ใช้มาตรการนี้ เพราะการขับรถเร็วเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่การติดจีพีเอสนั้นมันไม่ได้ผล เพราะจำกัดความเร็วไม่ได้ แต่น่าเสียดายที่ ผู้เกี่ยวข้องยังไม่เข้าใจ ประเทศไทยติดลำดับโลกในเรื่องคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ซึ่งทำให้สูญเสียมหาศาลทั้งในทางเศรษฐกิจและในมิติของคน ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบคิดจะทำอะไรจริงจังเพื่อลดจำนวนอุบัติเหตุและคนเสียชีวิตหรือไม่