ผอ.รพ.บุษราคัมขอบคุณ “บังซา” ช่วยเป็นอาสาสมัครดูแลผู้ป่วย แบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่ ชี้กรณีไลฟ์สด ถ่ายภาพ และวิดีโอ ต้องขออนุญาตตามกฎหมาย เหตุละเมิดสิทธิผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ เพราะถือเป็นพื้นที่ รพ.ตามกฎหมาย ส่วนที่ต้องออกจากอ รพ.เพราะรักษาครบ 7 วันตามมาตรฐานกรมกาแพทย์ ให้กลับไปดูแลที่บ้าน เปิดเตียงให้คนไข้อื่นเข้ารักษาต่อ ไม่ได้เลือกปฏิบัติ
เมื่อวันที่ 31 ก.ค. นพ.กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะ ผอ.รพ.บุษราคัม แถลงข่าวผ่านออนไลน์กรณีการให้บริการ รพ.บุษราคัม ว่า ตามมาตรฐานการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 ของกรมการแพทย์ อนุญาตให้ผู้ป่วยอาการน้อยที่ไม่รุนแรงรักษาอยู่ที่ รพ. อย่างน้อย 7 วัน จากนั้นสามารถกลับไปรักษาที่บ้านได้ โดยเฉพาะจังหวัดที่มีการระบาดสูง เนื่องจากจะต้องใช้เตียงให้ผู้ป่วยรายใหม่ ส่วนผู้ป่วยที่รักษาครบ 14 วันแล้ว ตามมาตรฐานก็ไม่จำเป็นจะต้องตรวจ RT-PCR ซ้ำ เนื่องจากอาจเจอซากเชื้อได้ก็จะพบว่ามีผลบวกอีก โดยจะให้ใบรับรองแพทย์ว่า ผู้ป่วยมีการรักษาใน รพ.ครบกำหนดแล้ว
นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 โดยทั่วไปแล้วถือว่าพื้นที่ใน รพ.บุษราคัม เป็น รพ. ดังนั้น การถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะภาพผู้ป่วย ภาพเจ้าหน้าที่ในระหว่างการปฏิบัติงาน โดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการละเมิดสิทธิ แม้กระทั่งผู้ป่วยถ่ายภาพผู้อื่นภายใน รพ.เองก็ไม่เหมาะสมเช่นกัน เป็นแนวทางปฏิบัติเดียวกันกับ รพ.ทั่วไป
เมื่อถามถึงกรณีอาสาสมัคร “บังซา” ที่ไลฟ์สดใน รพ.บุษราคัม ซึ่งภายหลังบังซาระบุว่าถูกเชิญออกจาก รพ. นพ.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ต้องขอขอบคุณที่มีการสะท้อนแง่มุมภาระงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเท่าที่ดูก็ไม่ได้เห็นว่ามีการตำหนิเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด เพียงแต่ว่าการนำเสนอที่อาจจะต้องการให้มีความน่าสนใจ จึงมีการใช้คำพูดที่รุนแรง แต่เชื่อว่าไม่ได้มีเจตนาอะไร ซึ่งเจ้าตัวมีการช่วยยกคนไข้ เข็นคนไข้ที่สูญเสีย ช่วยเหลือคนไข้เปราะบาง ทำหน้าที่โดยสุจริต รพ.ขอขอบคุณอย่างมากที่ช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่ เพียงแต่ว่าในส่วนการถ่ายทำ ตามปกติแล้วจะมีเรื่องของสิทธิผู้ป่วย จะกระทำได้ต้องมีการขออนุญาตผู้ป่วยและ รพ. ซึ่งเป็นวิธีการปกติตามกฎหมาย
“ส่วนกรณีที่ต้องออกจาก รพ. เป็นไปตามมาตรฐานการรักษาผู้ป่วยของกรมการแพทย์ ที่ผู้ป่วยอยู่ครบ 7 วันแล้วก็สามารถกลับไปรักษาต่อที่บ้านได้ โดยเฉพาะสถานการณ์เช่นนี้ เตียงมีความสำคัญมาก ดังนั้น หากผู้ป่วยสามารถกลับไปดูแลตัวเองที่บ้านได้ ก็เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยรายอื่นที่รอเตียงเข้ามา การปฏิบัติเช่นนี้ ไม่ได้ปฏิบัติเฉพาะทีมของผู้ไลฟ์สด แต่เป็นการปฏิบัติตามปกติในการดูแลผู้ป่วย โดยในส่วนตัวผู้ที่ไลฟ์สดนั้นก็เป็นที่รักใคร่ของเจ้าหน้าที่ด้วย” นพ.กิตติศักดิ์ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีการจ้างอาสาสมัครที่เป็นผู้ป่วย นพ.กิตติศักดิ์กล่าวว่า ปกติเราจัดผู้ป่วยเป็นหน่วยหน่วยละ 18 คน และมีอาสาสมัครของหน่วย เรียกว่า ผู้ใหญ่บ้าน คอยช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในกลุ่ม ช่วยวัดความดัน วัดไข้ วัดออกซิเจน ส่งข้อมูลสื่อสารกับทางพยาบาล หมอผู้รักษา ต้องขอบคุณที่ป่วยแล้วยังกรุณาช่วยดูแลผู้อื่น และมีอาสาสมัครทำงานทั่วไป เช่น ทำความสะอาดห้องน้ำ เข็นคนไข้ที่ป่วยและเสียชีวิต ซึ่งอาสาสมัครหลายคนที่ครบกำหนดกลับบ้านและยินดีขอทำต่อ เราประชุมพิจารณาว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ควรให้ค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม จัดที่อยู่อาหารการกิน ให้ช่วยงานเท่าที่ยินดี เพราะหลุดจากความเป็นคนไข้แล้ว แต่เราไม่ได้จ้าง