จากกรณีดราม่าวงการ “ล็อตเตอรี่” ที่กำลังระบาดในช่วงนี้ หลังจากที่ผ่านมาได้มีผู้ที่อ้างตนว่าซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลมาแล้วเกิดหาย รวมถึงแย่งสิทธิ์การเป็นเจ้าของล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 กันในหลายพื้นที่
ล่าสุดวันที่ 14 ธ.ค. 2560 ข่าวสด ได้รับการเปิดเผยจาก นายตั้ม (นามสมมุติ) ชาว จ.สุรินทร์ ที่ได้เจอมือดี “สวมรอย” ในกรณีที่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 30 ล้านบาท แต่กลับถูกบุคคลปริศนาเข้ามาแอบอ้างว่าเป็นเจ้าของรางวัลดังกล่าวเสียเอง
นายตั้ม กล่าวว่า “ย้อนไปเมื่อปี 2558 ครอบครัวตนได้ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 เป็นเงิน 30 ล้านบาท วันที่รู้ว่าถูกรางวัลได้เขียนชื่อไว้บนล็อตเตอรี่ และไปลงบันทึกไว้ที่สถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ จากนั้นก็เดินทางไปขึ้นเงิน ใช้ชีวิตตามปกติ”
“จนกระทั่งปี 2559 ประมาณเดือนมีนาคม อยู่ดีๆ มีหมายศาลมาว่า ทางครอบครัวตนได้ไปขโมยล็อตเตอรี่ใบที่ถูกรางวัลจาก จ.ขอนแก่น โดยในหมายระบุไว้ว่า ทางคนฟ้องได้ไปซื้อล็อตเตอรี่ที่ จ.ขอนแก่น และไปไว้ในรถกระบะ พอรู้ว่าถูกรางวัลที่ 1 แต่กลับหาไม่เจอเลยไปแจ้งตำรวจที่ สภ.เมืองขอนแก่น ทางตำรวจเลยไปตามสืบดูว่าในงวดดังกล่าวใครคือผู้ถูกรางวัลที่ 1 ซึ่งเป็นครอบครัวผมเลยส่งหมายศาลมา”
นายตั้ม กล่าวว่า ส่วนตัวตนไม่รู้จักผู้ที่แจ้งความ และทางครอบครัวไม่เคยมีใครเดินทางไป จ.ขอนแก่น ในปี 2558 และล็อตเตอรี่ ตนซื้อกรุงเทพ ซึ่งตอนนั้นพอมีประเด็นขึ้นมา ทางคนขายเองก็พร้อมมายืนยันว่าทางตนเป็นคนซื้อล็อตเตอรี่ใบนี้จริงๆ เพราะเป็นเจ้าที่ซื้อเป็นประจำ
“ทางคู่กรณีเพิ่งมาแจ้งความตอนเดือน ม.ค.2559 ทั้งที่ล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัลนั้นเป็นของปี 2558 ซึ่งห่างกันเกือบปี ส่วนหมายศาลที่แจ้งเขียนว่าหมายไต่สวนมูลฟ้อง อยู่ในขั้นตอนไต่สวนอยู่ ตนไปขึ้นศาลถึง 4 ครั้งจนครั้งสุดท้ายศาลได้นำหลักฐานล็อตเตอรี่งวดดังกล่าวจากกองสลาก มาเปิดเผยพร้อมกันและมีลายเซ็นครอบครัวผมอยู่หลังสลากกินแบ่งใบที่ถูกรางวัลจริงๆ ทางคู่กรณีพอเห็นหลักฐานก็ถอนแจ้งความไปเฉยๆ ทั้งที่ก่อนเห็นหลักฐานเขายังอ้างมาตลอดว่าตัวเองได้เซ็นชื่อไว้ที่หลังล็อตเตอรี่ใบดังกล่าวเช่นกัน”
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ได้มีการตั้งข้อสังเกตหรือไม่ว่าการถูกรางวัลที่ 1 ครั้งนี้ เรื่องหลุดไปถึงคนที่กล่าวอ้างได้อย่างไร นายตั้ม กล่าวต่อว่า “ตนตั้งข้อสังเกตไว้คือ ถ้าจะมีคนรู้คงมีไม่กี่กลุ่มคือ เพื่อนบ้านระแวกแถวบ้าน สถานีตำรวจในพื้นที่ที่ไปลงบันทึกประจำวัน และ กองสลากที่รู้ ตนเชื่อว่ามีแค่ 3 กลุ่มเท่านั้นที่รู้”
“ตอนนั้นตนไม่กล้าคิดว่าเป็นขบวนการ แต่อาจเป็นความโลภส่วนบุคคลที่อยากได้เงินคนอื่นมากกว่า ตอนนั้นได้ปรึกษาครอบครัวว่า เมื่อผู้แอบอ้างถอนฟ้องเราสามารถทำอะไรได้บ้าง ทางทนายพูดว่าถ้าจบแล้วจะฟ้องต่อมันจะได้ไม่คุ้มเสีย ซึ่งตอนนั้นตนไม่รู้ว่าเวลาผ่านมาจะมีกรณีเช่นนี้อีก ถ้าตนรู้คงดำเนินคดีไปแล้ว”
“ส่วนที่ตนอยากแนะนำคือ ตามหลักกองสลากบอกอยู่แล้วถ้าเราซื้อแล้วก็เขียนชื่อสลักไว้เลย มันจะเป็นเกาะกำบังให้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ตนคิดว่าคนถ้ามันจะเอาเงินคนอื่นตนเชื่อว่าก็ต้องมีวิธีอยู่ดี”
