เปิดคลิปแท็กซี่ปาดจริงเปล่า หลังเป็นชนวนดราม่า ต่อยผู้หญิง ลูกสาวคนขับแท็กซี่ที่เกิดอุบัติเหตุชนกับเพื่อนของตัวเองบาดเจ็บ ซึ่งล่าสุด สาวคู่กรณี ลูกสาวของแท็กซี่ หลังได้ฟังคำให้การของหนุ่มคู่กรณีที่ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเสาธง ได้เข้าจับกุม นายธนากร ภิรมย์ อายุ 23 ปี และนายณัฐวุฒิ รำพึงกิจ อายุ 20 ปี ได้พร้อมกับเพื่อนๆ โดยเจ้าหน้าที่ได้ แจ้งข้อหา 2 ข้อหา คือ “ร่วมกันทำร้ายร่างกาย” ส่วนนายธนากร ตำรวจแจ้งข้อหาเพิ่มอีก 1 ข้อหา คือ “ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์” เพราะไปทุบรถแท็กซี่ ก็ถึงกับโพสต์เฟซบุ๊กโต้ตอบว่า
“พูดมาได้ไงว่าพ่อกับเราสู้ พูดทำยังกับหลักฐานไม่มีในคลิปก็เห็นอยู่ว่าเราห้าม ถ้าเรากับน้องและพ่อสู้ ไปตอนนั้น ก็โดนรุมตายพอดี อยู่กันแค่3คนพ่อน้องเรา มีหรอจะกล้าสู้ ณ ตอนนั้น ใช้อะไรคิดที่พูดไปแบบนั้น” พร้อมทั้งยังโพสต์อาการล่าสุดสาวถูกต่อยยังบาดเจ็บมาก
ขณะที่ล่าสุด ก็มีคลิปออกมายืนยันว่าใครชนใคร แท็กซี่ปาดหน้า จยย. จริงหรือไม่ ก็พบว่า แท็กซี่ไม่ได้เปลี่ยนเลนกะทันหัน หรือ ปาดหน้า จยย.
ขณะที่ พ่อของนายณัฐวุฒิ อายุ 49 ปี เปิดเผยว่า วันเกิดเหตุ ลูกชาย เล่าให้ตนฟังว่า เพื่อนถูกรถชน ตนจึงได้ถามไปว่า แล้วจะทำอย่างไร ขณะนั้นตนเห็นว่าลูกแสดงอาการเครียดแทนเพื่อน เพราะรถจักรยานยนต์ที่เพื่อนขับไปชน เป็นรถของรุ่นพี่คนหนึ่งที่ชื่อว่า “อ้วน” ลูกชายเกรงใจรุ่นพี่คนนี้มาก เพราะรุ่นพี่คนดังกล่าวเป็นคนที่ฐานะดีและลูกชายนับถือ ประกอบกับลูกชายเป็นห่วงเพื่อนที่เจ็บ ตอนนั้น นายสมคิด ไม่ได้สนใจมากนัก เพราะคิดว่าเป็นเรื่องวัยรุ่นที่จัดการกันเองได้ ซึ่งตนเพิ่งมาทราบข่าวเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ผ่านทางโลกสังคมออนไลน์ เนื่องจากมีคนมาเปิดให้ตนดูว่าเป็นลูกเรา หลังจากนั้นจึงได้เดินทางไปหาลูกแถววัดชัยฉิมพลี จึงได้เห็นว่าลูกนั่งอยู่กับ นายธนากร ภิรมย์ หรือ “ดำ” ที่เป็นเพื่อนสนิทที่คบกันมากว่า 10 ปี
ต่อมา ตนได้เดินไปบอกให้ลูกชายและนายธนากร เข้ามอบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตนรู้สึกได้ว่าวินาทีนั้น ทั้งคู่มีอาการกลัว ตนคิดว่าเด็กไม่เคยทำผิดแล้วต้องมาเจอสภาพเช่นนี้ ประกอบกับกระแสสังคมที่แรง ตนคิดว่าทั้ง 2 คนอยากแก้ข่าว แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร
ส่วนลูกชายตน ยืนยันว่า ต่อยหญิงสาวไป 1 ที และไม่ได้ทำอะไรมาก ตนเชื่อว่าถ้าลูกทำก็ยอมรับอยู่แล้ว และตนไม่รู้จะพูดอย่างไร เนื่องจาก ตนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เรื่องจริงเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ โดยที่ผ่านมา ทั้งคู่เป็นเพื่อนที่รักกันมาก ยอมตายแทนกันได้ รวมถึงคนเจ็บด้วย โดยเวลาที่เพื่อนมีเรื่อง นายธนากร ก็จะไม่ยอม ขนาดที่ผ่านมา แฟร้งเคยโดนถีบรถล้ม นายธนากร ยังมาเรียกแล้วก็ออกไปทันที
โดยเมื่อได้ฟังเรื่องที่ทั้ง 2 คนได้เล่าให้ฟัง จึงพยายามบอกว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีทำร้ายร่างกาย เสียค่าปรับไม่เกิน 3,000 บาท เพราะไม่ได้ไปฆ่าเขาตาย ทำให้ทั้งคู่ยอมไปที่สถานีตำรวจ ตนเป็นผู้พาไปเอง หลังจากนั้นตนก็กลับบ้านทันที จึงไม่ทราบว่าหลังจากพบเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วทั้งสองคนจะเป็นอย่างไร
ตนรู้สึกเฉยๆกับสิ่งที่ลูกเจอ เพราะคดีไม่ร้ายแรง ไม่ได้ฆ่าใครตาย โดยลูกตนผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปตามถูก ไม่เช่นนั้นตนจะพาทั้งคู่เข้ามอบตัวทำไม ซึ่งอีกคนหนึ่งก็ลูก อีกคนหนึ่งก็เพื่อนสนิทลูก โดยพอเจอเหตุการณ์เช่นนี้ก็พูดไม่ถูก แต่หัวอกคนเป็นพ่อก็รักลูกทุกคน ก็ต้องไปเสียค่าปรับหรือรอขึ้นศาล
อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ไม่เคยมีประวัติไม่ดี ทางตำรวจก็มีการตรวจสอบแล้ว ประกอบกับหลังจากตรวจปัสสาวะและแอลกอฮอล์ไม่พบสารเสพติด ส่วนเรื่องทะเลาะตามประสาวัยรุ่นก็มีบ้าง โดยพอเรื่องเงียบๆ ลูกออกมาจากสน.บางเสาธง ตนก็จะให้ลูกอยู่แต่บ้าน ไม่ให้ออกไปไหนมาไหนสักพักใหญ่
ท้ายที่สุด พ่อบอกว่า เข้าใจว่าวัยรุ่นใจร้อนทุกคน เพราะอดีตตนยังเคยใจร้อน “ขนาดยังเคยเอาหัวแม่กดน้ำตายเลย” คำว่าโมโหมันยั้งไม่อยู่ ใครก็ห้ามไม่อยู่ แต่พอโตขึ้นมีครอบครัวก็เริ่มคิดได้
cr.ทุบโต๊ะข่าว

