ทักษิณ ชินวัตร เผยผ่าน แคร์ คิด เคลื่อน ไทย สวัสดิการหลังเกษียณ ไทยยังแย่กว่าอินเดีย สะท้อนระบบราชการมีปัญหา ชี้ฝ่ายประชาธิปไตยต้องแก้ไข

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2565 เฟซบุ๊ก CARE • แคร์ คิด เคลื่อน ไทย ได้ไลฟ์สดการพูดคุยกับ โทนี่ วู้ดซัม หรือนายทักษิณ ชินวัตร ในหัวข้อ เศรษฐกิจพังยับ ประยุทธ์รับมือไม่ไหว โดยนายทักษิณ กล่าวว่า ทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ น่าเป็นห่วงแน่นอน เพราะส่งผลกระทบไปทั่วโลก

แต่ประเทศไทยอ่อนแอกว่าเพื่อนจึงหนักหน่อย ประกอบกับไม่มีการเตรียมการอะไรเพื่อต่อสู้กับสิ่งที่กำลังจะถาโถมเข้ามา เหมือนทะเลกำลังคลั่ง แต่มีกัปตันที่ไปเรื่อย ๆ คล้ายกัปตันเรือปู ไม่คิดจะโต้คลื่นหรือต่อแพ ไม่มียุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เร่งด่วนในการแก้ปัญหา ว่าจะต่อสู้ หรือโต้คลื่นนี้อย่างไร เพื่อให้เรือไม่อับปาง

ทั้งนี้พบบทความหนึ่งน่าสนใจ ระบุว่า ปัจจุบันมีมหาเศรษฐีระดับโลกจำนวนมากย้ายที่อยู่ โดยประเทศที่เศรษฐีเหล่านี้ย้ายออก เช่น รัสเซีย จีน อินเดีย ฮ่องกง ยูเครน บราซิล เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่การเมือง และกฎหมายไม่แน่นอน รวมถึงเป็นระบบเผด็จการ

ขณะที่ประเทศที่เศรษฐีย้ายเข้า ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี ทั้งที่เป็นประเทศขนาดเล็ก เพราะระบบกฎหมายมีความชัดเจน ทุกอย่างสามารถคาดการณ์ได้ และมั่นใจได้ว่า เราจะไม่ถูกกลั่นแกล้ง ไม่ถูกยึดทรัพย์ อีกทั้งเป็นประเทศที่ไม่มีกฎหมายผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศใดเลย ไม่มีเรื่องที่ต้องเกรงใจสหรัฐอเมริกา เป็นเอกราชอย่างแท้จริง

ถัดมาคือออสเตรเลีย สิงคโปร์ อิสราเอล สหรัฐอเมริกา และนิวซีแลนด์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นเยอะ ขณะที่เศรษฐีเก่าก็มีอยู่ เริ่มหาที่อยู่ที่รู้สึกปลอดภัย โดยเฉพาะคนจากจีนและรัสเซียจะย้ายออกเยอะที่สุด

และมีการจัดอันดับ 43 ประเทศทั่วโลก ถึงประเทศที่มีสวัสดิการหลังเกษียณอายุที่ดี พบว่าประเทศไทยแย่ที่สุด อยู่ที่ 40.6% สู้ฟิลิปปินส์ไม่ได้ อยู่ที่ 42.7% อินเดีย อยู่ที่ 43.3% ยังดีกว่า ขณะที่ประชากรมีจำนวนมาก โดยประเทศที่อยู่ในอันดับที่ดี ได้แก่ ไอซ์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวีเดน ส่วนใหญ่เป็นประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสถาบันจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (ไอเอ็มดี) พบว่า ปีนี้ประเทศไทยหล่นจากอันดับ 28 เป็น 33 ส่วนสิงคโปร์ ฮ่องกง อยู่ในลำดับที่ดีขึ้น

“ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนประชากรยากจนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เกษียณอายุ หรือผู้สูงวัย ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่สะท้อนปัญหา ดังนั้น ต้องรีบแก้ไข วางระบบการดูแลให้ดี ขณะเดียวกัน จะเห็นได้ว่า ประสิทธิภาพของระบบราชการมีปัญหา จึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องแก้ไข หลังจากที่เราจมอยู่กับระบบเผด็จการเป็นเวลานาน”

ปัจจุบันต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกามีการเตรียมความพร้อมเยาวชน ตั้งแต่ระดับไฮสคูลให้เรียนรู้เรื่องการเงินการคลังของตัวเอง เพื่อจบการศึกษาแล้วจะสามารถวางแผนชีวิตได้ บางคนมีความรู้นำเงินไปลงทุนขณะเรียน มีเงินใช้ตั้งแต่เรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย โดยไม่ต้องอาศัยเงินจากผู้ปกครอง ดังนั้น ต้องเติมความรู้ให้เด็กของเราได้แล้ว เพราะโตขึ้นอาจไม่สามารถต่อสู้ แข่งขันกับใครได้

ทั้งนี้ มีวิศวกรของกูเกิล พัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ แชตบอท คล้ายมนุษย์มีชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งสามารถโต้ตอบได้อย่างแนบเนียน ด้วยข้อมูลจำนวนมากที่ให้เอไอได้ประมวลผลและทำงาน โดยเชื่อว่า อีก 23 ปีข้างหน้า เอไอจะมีความสามารถเทียบเท่ากับมันสมองของมนุษย์โดยเฉลี่ยได้ ดังนั้น หากใครมีระดับมันสมองที่ต่ำกว่าเอไอ จะโง่กว่าทันที ดังนั้น ต้องเร่งฝึกเด็กไทยตั้งแต่วันนี้ เพื่อไม่ให้ด้อยกว่าประเทศอื่น ๆ

ขณะที่ ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของสหรัฐอเมริกา หรือแนส แด็กระบุว่า อีก 30 ปีข้างหน้า โลกจะเปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ จะเข้าสู่ระบบดิจิไทเซชัน หรือการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล โดยสินทรัพย์ทุกตัวในโลกนี้จะถูกดิจิไททั้งหมด และจะเปลี่ยนเป็นการซื้อขายโดยดิจิทัลทั้งหมด แน่นอนว่าคริปโตเคอร์เรนซีต้องออกมา การซื้อขายจะกว้างขวางทั่วโลก ดังนั้น ต้องเริ่มปูความรู้ใหม่ ๆ เหล่านี้ให้เด็ก ๆ ได้แล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน