เฟรนด์โซนระวัง! หนุ่มสิงคโปร์รู้สึกชอกช้ำและฉุนจัด ยื่นฟ้องคนคุย 99 ล้านบาท เหตุเห็นเขาเป็นแค่เพื่อน

สำนักข่าวเดอะสเตรตส์ไทมส์รายงาน ชายคนหนึ่งในประเทศสิงคโปร์ ต้องการความสัมพันธ์ทางความรักคบเป็นแฟนกับผู้หญิงคนหนึ่ง แต่สาวเจ้าดันเห็นเขาเป็นแค่เพื่อนเท่านั้น ทำให้หนุ่มเกิดอาการไม่พอใจหนัก

ตามรายงาน หนุ่มและคนคุยสาวพบกันในปี พ.ศ. 2559 และค่อย ๆ กลายมาเป็นเพื่อนกัน ความขัดแย้งระหว่างพวกเขาเกิดขึ้นครั้งแรกประมาณปี 2020 หนุ่มคิดว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะใกล้ชิดกัน เขาเรียกเธอว่า ‘เพื่อนที่สนิทที่สุด’ ของเขาและสารภาพว่าอยากเป็นมากกว่าเพื่อน

เมื่อถึงจุดนี้ สาวขอให้หนุ่มห่างกันสักพัก พร้อมกล่าวว่า การมีขอบเขตเป็นสิ่งสำคัญและหวังว่าจะส่งผลให้มิตรภาพดีขึ้น ทำให้หนุ่มไม่พอใจะขู่ว่าจะดำเนินคดีกับเธอ ทางสาวพยายามอธิบายเหตุผลว่า เธอรู้สึกไม่สบายใจกับทัศนคติของเขา ทำให้หนุ่มยิ่งขู่ว่า ให้เธอเลือกระหว่างยอมทำตามข้อเรียกร้องของเขาเพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น หรือยอมรับความเสียหายที่กระทบต่อชีวิตส่วนตัวและอาชีพการงาน

ในระหว่างการเจรจาของทั้งสองฝ่ายที่ปรึกษาของหนุ่มขอให้สาวช่วยกล่อมชายให้เข้ารับการบำบัด ซึ่งเธอตัดสินใจตกลง เพราะคิดว่าการบำบัดอารมณ์จะช่วยให้หนุ่มจะไม่สานต่อความสัมพันธ์โรแมนติกกับเธออีก ทว่าเธอคิดผิด หลังจากเข้ารับการบำบัดเป็นเวลา 1 ปีครึ่ง เธอคิดว่าเป็นความพยายามที่เปล่าประโยชน์ในการทำให้เขาเห็นเหตุผล

สาวเหนื่อยจะพูดทำให้เธอตัดสินใจหยุดเจอ หยุดคุย แถมคนที่ปากบอกว่าอยากเป็นแฟนยังไม่เคารพความเป็นส่วนตัวของเธออีก งานนี้ หนุ่มยื่นฟ้อง 2 คดีเพื่อเรียกร้องความสนใจ เรียกค่าเสียหายสูงถึง 3 ล้านดอลลาร์ (ราว 99 ล้านบาท) เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าทำให้ “ชื่อเสียงของเขาเสียหาย” และ “พบเจอกับความทุกข์ บอบช้ำ หดหู่ใจ และส่งผลกระทบต่อชีวิตของเขา” รวมทั้งปรับเงิน 22,000 ดอลลาร์ (ราว 726,231 บาท)

แถมหนุ่มยัง อ้างว่าเขาสูญเสียความสามารถในการหารายได้และความร่วมมือทางธุรกิจเนื่องจากมิตรภาพที่น่าอึดอัดใจ เท่านั้นไม่พอ เขายังเอ่ยปากว่า ความประมาทเลินเล่อและคำพูดบางอย่างของเธอเอง ทำให้เขาได้รับความบอบช้ำทางจิตใจ ตนเองต้องการได้รับค่าตอบแทนสำหรับ ‘ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการฟื้นฟูและการบำบัดเพื่อเอาชนะอาการบาดเจ็บหัวใจที่เขาได้รับ’

เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา รองนายทะเบียนศาลแห่งรัฐ กล่าวว่าคำกล่าวอ้างของหนุ่มนั้น “ไม่มีมูลความจริงอย่างชัดแจ้ง” และถือเป็นการละเมิดกระบวนการศาล “เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว ผมพบว่าการกระทำนี้เริ่มต้นโดยเจตนาโดยโจทก์โดยมีแรงจูงใจซ่อนเร้นในการก่อกวนหรือกดขี่จำเลย”

ขอบคุณที่มาจาก Ladbible Straitstimes

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน