เปิดใจ เจ้าของรถไฟฟ้าป้ายแดง เล่านาทีรถดิ่งคูน้ำริมถนนวิภา โวยชุ่ยไร้ที่กั้น ป้ายเตือน ไม่มีความปลอดภัย ลั่นอาจไม่โชคดีทุกคน หากสูญเสียใครรับผิดชอบได้
จากกรณีผู้ใช้ติ๊กต็อก @pariss.chan ได้โพสต์คลิปวิดีโอนาทีระทึก ในคืนที่ฝนถล่มกทม.เมื่อคืนวันที่ 21 ก.ค.2566 เป็นเหตุให้รถยนต์ไฟฟ้าป้ายแดง พลัดตกคูน้ำริมถนนวิภาวดีรังสิต ซอย 28 จากนั้นคนขับได้ตัดสินใจพยายามเปิดประตูออกแล้วรีบว่ายน้ำขึ้นฝั่ง ออกมายืนดูรถป้ายแดงจมน้ำไปต่อหน้าทั้งคัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าถนนวิภาวดี บริเวณจุดดังกล่าว ไม่มีที่กั้นหรือป้ายแจ้งเตือนใดๆ เวลาฝนตกน้ำท่วมทำให้แยกไม่ออกว่าเป็นถนนหรือคูน้ำ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
อ่าน หนุ่มหวิดดับ คืนฝนถล่มกทม. คูน้ำริมถนนวิภาไร้ที่กั้น รถไฟฟ้าป้ายแดงจมต่อหน้า
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 24 ก.ค.2566 นายนพรัตน์ ทรัพย์จตุรพงศ์ อายุ 30 ปี อาชีพประกอบธุรกิจส่วนตัว และเจ้าของรถที่ประสบเหตุ เปิดเผยกับข่าวสดออนไลน์ว่า วันเกิดเหตุ ตนและรุ่นน้องกำลังเดินทางกลับบ้าน หลังไปกินข้าวย่านรัชดา ในคืนดังกล่าวมีฝนตกหนัก มีรถเสียจำนวนมาก ตนเองจึงหลีกเลี่ยงเส้นทางมายังเส้นพหลโยธธิน ซึ่งตนเองไม่คุ้นชินทาง ก่อนที่จีพีเอสจะให้ตนลัดเลาะมาออกซอยวิภาวดีรังสิต 28
นายนพรัตน์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ขับรถมาถึงที่เกิดเหตุ จีพีเอสบอกให้ตนเลี้ยวซ้าย ในตอนแรกคิดว่าตรงนั้นเป็นพื้นผิวถนนเพราะระดับน้ำสูงมาก และมองไม่เห็นพื้นผิวถนน วินาทีแรกที่ตกลงไปในคูน้ำ ตนคิดในใจว่าคงเป็นหลุมที่มีน้ำท่วมสูง แต่พอสักระยะเหยียบคันเร่งปรากฏว่ารถไม่ไป รู้สึกเอะใจว่ารถขับต่อไปไม่ได้แล้วและน้ำเริ่มเข้ามา จึงตั้งสติตัดสินใจเปิดกระจกรถ และคว้าโทรศัพท์มือถือก่อนที่ออกจากตัวรถ โดยที่ไม่ได้หยิบทรัพย์สินมีค่าอื่นๆออกมาด้วย
โชคดีที่ตอนเกิดเหตุ ตนคุมสติได้ไม่ตื่นตระหนก และรถยนต์เป็นระบบไฟฟ้า ทำให้ไม่ตัดไฟในทันที เนื่องจากมีระบบกันน้ำในระดับหนึ่ง หลังจากที่ตนเองออกมาจากรถมาได้ ก็ลอยคออยู่ในคูน้ำดังกล่าวสักพักหนึ่งเนื่องจากไม่ค่อยมีแรงแล้ว ก่อนที่จะมีพลเมืองดีมาช่วยดึงตัวขึ้นฝั่งไป เหตุการณ์ทั้งหมดตนคาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที
ตนโชคดีที่มีพลเมืองดีมาช่วยเหลือพร้อมกับประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.วิภาวดี และรถยก ให้ และหลังจากที่ตนเองประสานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว ก็ได้มาอัดคลิปวิดีโอลงติ๊กต็อกไว้เพื่อเป็นหลักฐาน และอุทาหรณ์สำหรับคนใช้รถใช้ถนนให้ระมัดระวังการขับขี่ในช่วงฝนตกเช่นนี้
นายนพรัตน์ กล่าวอีกว่า จากการเจรจากับประกัน ได้รับการยืนยันว่าประกันจะคืนทุนตามกรมธรรม์ให้ทั้งหมด เป็นเงิน 1.1 ล้านบาท และทางเจ้าหน้าที่ประกันภัยแจ้งว่าครอบคลุมอุบัติเหตุดังกล่าว ส่วนจะครอบคลุมมากน้อยเพียงใดอยู่ระหว่างการเข้าตรวจสอบความเสียหายของตัวรถยนต์ เนื่องจากหลังเกิดเหตุได้มีการนำรถคันนี้ไปเก็บรักษาไว้ที่ สน.วิภาวดี ก่อน และต้องรอตรวจสอบต่อไป
แต่อย่างไรก็ตาม จนถึงเวลานี้ยังไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างทางดังกล่าวติดต่อเข้ามาสอบถามแต่อย่างใด ส่วนร่างกายตนเองนั้นไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด เพราะตนเองได้ไปตรวจร่างกายเรียบร้อยแล้ว แต่ตนเองก็มีอาการท้องเสียจากการสำลักน้ำคูเข้าไปเล็กน้อย ถึงแม้ว่าจะมีการเจือจางโดยน้ำฝนแล้วก็ตาม แต่ตนเองก็ไม่ทราบเลยว่าน้ำบริเวณดังกล่าวเป็นน้ำเสียหรืออะไร ตนกังวลว่าจะเป็นแบบ บิ๊ก D2B’หรือไม่ ส่วนตอนนี้รู้เพียงว่าไม่ค่อยอยากขับรถสักเท่าไหร่ในช่วงนี้
นายนพรัตน์ กล่าวอีกด้วยว่า ยืนยันจะเรียกค่าเสียหายและค่าเยียวยากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะอยากให้ตนเองเป็นเคสตัวอย่าง ในเรื่องของความปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงมี มันควรจะต้องเป็นความรับผิดชอบของผู้รับเหมาก่อสร้างหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องดูแลในเรื่องนี้
วันนี้ตนเองอาจจะโชคดีเพราะเป็นคนว่ายน้ำเป็น เป็นคนใช้รถยนต์ไฟฟ้า แต่ถ้ากลับกันตนเองเป็นคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น หรือรถยนต์ไม่ใช่ระบบไฟฟ้า หากตกคูน้ำแล้วรถดับเลย หรือควบคุมสติไม่ดีพอ อาจจะเกิดความสูญเสียขึ้นก็เป็นได้ หรือแม้กระทั่งความปลอดภัยในช่วงฝนตก หากคนเดินถนน แล้วไม่รู้เส้นทางแบบตนเอง เขาอาจจะพลัดตกลงไปก็ได้เช่นกัน
“รู้สึกโกรธมากกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะว่าบริเวณนั้นไม่มีการรักษาความปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นการก่อสร้างระดับ Big Project แต่ไม่มีแม้กระทั่งการวางแท่นปูนหรือป้ายบอกทาง ซึ่งเป็นการรักษาความปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่พึงมี ทั้งนี้อยากฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่าในการก่อสร้างอะไรก็แล้วแต่ ความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อนอันดับแรก ไม่ใช่ว่าทุกคนจะโชคดีแบบนี้ หากเกิดความสูญเสียถึงชีวิตหน่วยงานจะรับผิดชอบได้” นายนพรัตน์ ผู้ประสบเหตุ กล่าว



