ครบรอบ 2 ปี ‘กลุ่มตาลีบัน’ หวนคืนสู่อำนาจ ในอัฟกานิสถาน กับ ‘เสรีภาพของสตรี’ ที่ถูกลบเลือน กลายเป็นประเทศที่ผู้หญิงไม่อยากอยู่
รายงานเมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา การเฉลิมฉลองครบรอบ 2 ปี การหวนคืนสู่อำนาจของกลุ่มตาลีบันใน กรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน เหล่าทหารตาลีบันโบกธงเฉลิมฉลอง ทว่าการเฉลิมฉลองเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผู้หญิงอัฟกานิสถานจะทำ ท่ามกลางปัญหาสิทธิเสรีภาพและตัวตนของผู้หญิงที่กำลังถูกลบเลือน
“ซาห์รา” นักเรียนในอัฟกานิสถาน วัย 20 ปี เผยว่า เมื่อก่อนเธอมีเพื่อนที่โรงเรียนมากมาย พวกเรามีความสุขด้วยกัน เรียนด้วยกัน บางครั้งก็รวมตัวกันปั่นจักรยาน ทว่าปัจจบุันไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป ไม่มีการปั่นจักรยาน ไปโรงเรียน หรือแม้แต่การเดินออกไปข้างนอกโดยไม่ปิดบังใบหน้า
สิ่งที่เธอทำได้คือนั่งอยู่ที่บ้านและกังวลเกี่ยวกับอนาคต “เมื่อฉันยืนอยู่หน้ากระจก เมื่อฉันมองตัวเอง ฉันเห็นซาห์ราที่แตกต่างจากเมื่อสองปีที่แล้ว” พร้อมเสริมว่ามันช่างเศร้าเหลือเกิน
“ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพของผู้หญิงอีกต่อไป” มาห์บูบา เซราจ (Mahbouba Seraj) นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีชาวอัฟกานิสถาน และผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพประจำปี 2566 กล่าว “ผู้หญิงในอัฟกานิสถานกำลังค่อยๆ ถูกลบออกจากสังคม จากชีวิต จากทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็น เสียงของพวกเธอ สิ่งที่พวกเธอคิด และสิ่งที่พวกเธอเป็น”
มีการจำกัดการเข้าถึงการศึกษาของผู้หญิง มีการปิดโรงเรียนมัธยมสำหรับเด็กผู้หญิง ห้ามผู้หญิงเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยและทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน รวมทั้งองค์การสหประชาชาติ จำกัดการเดินทางโดยปราศจากชายนำทาง และห้ามพวกเธอออกมาพื้นที่สาธารณะ เช่น สวนสาธารณะและโรงยิม
ผู้หญิงไม่สามารถทำงานในภาคส่วนต่าง ๆ ได้อีกต่อไป และยังถูกโจมตีอีกครั้งเมื่อเดือนที่แล้ว เมื่อตาลีบันปิดร้านเสริมสวยทั้งหมดทั่วประเทศ อุตสาหกรรมนี้จ้างผู้หญิงประมาณ 60,000 คน หลายคนเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียว ทำให้ครอบครัวต้องลำบากมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตขั้นรุนแรง โดยมีรายงานเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กสาววัยรุ่นที่ถูกขัดขวางไม่ให้ได้รับการศึกษา ตามรายงานของสหประชาชาติเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งรวบรวมขึ้นในอัฟกานิสถานนานหนึ่งสัปดาห์
เกือบ 8% ของผู้ตอบแบบสำรวจรู้จักเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยพยายามฆ่าตัวตาย รายงานระบุ ข้อ จำกัดและความยากลำบากทางเศรษฐกิจยังส่งผลให้เกิดความรุนแรงในครอบครัวและการบังคับให้เด็กผู้หญิงแต่งงาน

“มาห์บูบา เซราจ” นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีชาวอัฟกานิสถานและผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2566 ภาพประกอบจาก CNN
กลุ่มตาลีบันอ้างหลายครั้งว่าผู้หญิงได้รับอนุญาตให้ทำงานในบางภาคส่วนได้ ตราบใดที่ปฏิบัติตาม “ค่านิยมของอิสลาม”
ประชาคมระหว่างประเทศ ประณามการปฏิบัติต่อเด็กผู้หญิงและสตรีของกลุ่มตาลีบันอย่างกว้างขวาง โดยหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติเรียกร้องให้กลุ่มตาลีบันเสนอการปฏิรูปและเคารพเสรีภาพของผู้หญิง
ทว่าการเรียกร้องเหล่านี้มีผลเพียงเล็กน้อยต่อความเปลี่ยนแปลง อีกทั้งความสนใจจากทั่วโลกก็จางหายไปมาก ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเหือดหายลง สถานการณ์เลวร้ายนี้ทำให้ชาวอัฟกันมากกว่า 1.6 ล้านคน หนีออกจากประเทศตั้งแต่ปี 2564 ตามรายงานของสหประชาชาติ
แม้ผู้ลี้ภัยเหล่านั้นจะเผชิญกับอนาคตที่ไม่แน่นอน แต่หลายคนยังคงมีความหวัง ขณะที่บางส่วนถูกเนรเทศกลับไปยังอัฟกานิสถานและต้องหลบซ่อนตัว

สตรีชาวอัฟกานิสถานสวมบุรกาถือป้ายประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิในการศึกษา ที่เมืองมาซาร์-อี-ชารีฟ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2023 ภาพประกอบจาก CNN
“เหตุผลเดียวที่ฉันอยู่ในอัฟกานิสถานก็คือการได้อยู่เคียงข้างเหล่าสตรี และพยายามช่วยเหลือพวกเขา” เซราจ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีกล่าว “ฉันไม่ได้สูญเสียความหวังทั้งหมด แต่ในทุกย่างก้าวและทุกๆ การตัดสินใจ ฉันพบว่ามันยากขึ้นเรื่อยๆ”
สำหรับเยาวชนในอัฟกานิสถานที่หวังจะรักษาอนาคตที่เหลืออยู่ การหนีอาจดูเหมือนจะเป็นทางเลือกเดียวที่มี ซาห์รากล่าว “แน่นอนว่าทุกคนชอบที่จะอยู่ในประเทศของคุณเอง เพราะนี่คือบ้านเกิดของเรา แต่ฉันคิดว่าไม่เหลือทางเลือกที่จะอยู่ที่นี่”
ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ฉันต้องตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของฉัน และบางทีทางที่ดีที่สุดคือออกจากประเทศนี้”
ที่มา : CNN

