อย่าเพิ่งตกใจ! ‘ปังชาเย็น’ ยังขายได้อยู่ ดราม่าร้านดังแจ้งจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ห้ามลอกเลียนแบบ โซเชียลแตกตื่น เช็กข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา มีอะไรบ้าง?
วันนี้ (28 ส.ค. 66) กลายเป็นดราม่าสนั่นไปทั่วโลกโซเชียล เมื่อร้านอาหารชื่อดัง ออกมาโพสต์ภาพชี้แจงว่าทางแบรนด์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว
ทั้งยังย้ำว่าผ่านการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ และจดทะเบียนสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมย้ำว่า สงวนสิทธิ์ห้ามลอกเลียนแบบ ทำซ้ำ ดัดแปลง แก้ไข ยิ่งไปกว่านั้นยังสงวนสิทธิ์ห้ามนำชื่อแบรนด์ที่มีข้อความว่า ‘ปังชา’ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไปใช้เป็นชื่อร้านหรือใช้เป็นชื่อสินค้าเพื่อจำหน่าย
โดยโพสต์ดังกล่าวสร้างความแตกตื่นในโลกโซเชียลเป็นอย่างมาก เกิดคำถามมากมาย เช่น ‘สามารถขายสินค้าที่เป็นขนมปังน้ำแข็งไสชาเย็นได้หรือไม่?’ ‘สามารถตั้งชื่อร้านมีคำว่า ชา หรือ ปัง ได้หรือไม่?’ ‘สามารถตั้งชื่อเมนูมีคำว่า ชา หรือ ปัง ได้หรือไม่?’ ก่อให้เกิดการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียล
ล่าสุด “ดร.พีรภัทร ฝอยทอง” ทนายความชื่อดัง ออกมาโพสต์ผ่าน Facebook ส่วนตัวชื่อ ‘Dr. Pete Peerapat’ ต่อกรณีดังกล่าวว่า “นักกฎหมายมีงง #จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา คืออะไร”
พร้อมเสริมว่า “เป็นเรื่องที่ดีนะครับที่ผู้ประกอบการใส่ใจเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แต่ข้อมูลที่เอามาประชาสัมพันธ์ต่อออาจจะไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้อง”
ก่อนที่ทางทนาย ‘ดร.พีรภัทร’ จะอธิบายเพิ่มเติมว่า เคสนี้จะมีทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องอยู่ 3 ประเภท
- ลิขสิทธิ์ – เป็นการคุ้มครองงานสร้างสรรค์ต่าง ๆ ซึ่งบ้านเราไม่มีระบบจดทะเบียน เข้าใจว่าเคสนี้เป็นการจดแจ้งประเภทงานจิตรกรรม
- สิทธิบัตร – เป็นการคุ้มครองเรื่องงานประดิษฐ์หรือออกแบบผลิตภัณฑ์ ซึ่งเคสนี้มีผู้รู้บอกว่าเป็นการจดสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ #ถ้วยใส่น้ำแข็งใส
- เครื่องหมายการค้า – เป็นการคุ้มครองแบรนด์ ซึ่งพวกคำว่า ชา ไม่สามารถจดได้อยู่แล้วเพราะเป็นคำสามัญ เข้าใจว่าเค้าจดคำรวม ๆ แล้วสละสิทธิส่วนนั้นออก
พร้อมสรุปชัดเจนว่า “สรุป เคสนี้ทางร้านมีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในแต่ละประเภทจริง แต่จะไปห้ามใครทำ #บิงซู หรือ #น้ำแข็งใส ใส่ชาไทย ไม่ได้นะครับ”
ข้อมูลจาก ‘กรมทรัพย์สินทางปัญญา’ เผย ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) หมายถึง ผลงานอันเกิดจากการประดิษฐ์ คิดค้น หรือ การสร้างสรรค์ของมนุษย์ ซึ่งเน้นที่ผลผลิตของสติปัญญาและความชำนาญ
โดยไม่จำกัดชนิดของการสร้างสรรค์ หรือวิธีการแสดงออกในรูปแบบของสิ่งที่จับต้องได้ เช่น สินค้าต่างๆ หรือในรูปแบบของสิ่งของที่จับต้องไม่ได้ เช่น บริการ แนวคิดในการดำเนินธุรกิจ กรรมวิธีการผลิตในอุตสาหกรรม เป็นต้น
ทรัพย์สินทางปัญญา แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ลิขสิทธิ์ (Copyright) และ ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial Property)
1) ลิขสิทธิ์ (Copyright) หมายถึง สิทธิแต่เพียงผู้เดียวของเจ้าของลิขสิทธิ์ที่จะกระทำการใดๆ กับงานที่ผู้สร้างสรรค์ได้ทำขึ้น ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกในรูปแบบอย่างใด โดยประเภทของงานอันมีลิขสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนดไว้
2) ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรม (Industrial Property) หมายถึง ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่เกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ ความคิดสร้างสรรค์นี้อาจเป็นความคิดในการประดิษฐ์คิดค้น ซึ่งอาจจะเป็นกระบวนการหรือเทคนิคในการผลิต ที่ได้ปรับปรุงหรือคิดค้นขึ้นใหม่ หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่เป็นองค์ประกอบและรูปร่างของตัวผลิตภัณฑ์
นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องหมายการค้า ความลับทางการค้า การคุ้มครองพันธุ์พืช แบบผังภูมิของวงจรรวม และสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น ทรัพย์สินทางอุตสาหกรรมแบ่งออกได้ดังนี้
2.1) สิทธิบัตร (Patent)
2.2) แบบผังภูมิของวงจรรวม (Layout-Design of Integrated Circuits)
2.3) เครื่องหมายการค้า (Trademark)
2.4) ความลับทางการค้า (Trade Secret)
2.5) ชื่อทางการค้า (Tradename)
2.6) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication)
ที่มา : กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์, Dr. Pete Peerapat






