รู้จักขุนคลัง ในสมัยพระเจ้าท้ายสระ ‘โกษาธิบดีจีน’ ผู้ติดต่อค้าขายกับจีน
วันที่ 30 ต.ค.66 จากกระแสละครดังอย่าง ‘พรหมลิขิต’ ที่มีความรู้และเกร็ดทางประวัติศาสตร์สอดแทรกให้แฟนละครพูดถึงแทบทุกตอน ตอนล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ต.ค. มีฉากสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ สั่งให้โกษาธิบดีจีน ติดต่อการค้ากับประเทศจีน และทางโกษาธิบดีจีน ได้รายงานสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ ว่าการค้าขายกับฝรั่งไม่เฟื่องฟู จึงเปลี่ยนไปติดต่อค้าขายกับชาวจีน เพราะชาวจีนต้องการสินค้าจากอยุธยาจำนวนมาก
ตำแหน่ง “พระคลัง” หมายถึง “โกษาธิบดี” เสนาบดีจตุสดมภ์กรมพระคลัง ซึ่งรับผิดชอบราชการคลังสินค้า การค้าขาย และการต่างประเทศของราชสำนัก ในสมัยอยุธยาตอนปลายยังได้ดูแลหัวเมืองฝ่ายใต้และหัวเมืองชายทะเลตะวันออกซึ่งครอบคลุมเมืองท่าทางทะเลทั้งหมดของอาณาจักร และยังสามารถแสวงหาผลประโยชน์จากราชการได้มาก จึงเป็นตำแหน่งที่มีอิทธิพลสูงมาก
พระคลังชาวจีนในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา เดิมมีบรรดาศักดิ์เป็น “ออกญาสมบัติบาล” เจ้ากรมพระคลังในขวา หลักฐานร่วมสมัยของดัตช์และฝรั่งเศสระบุว่าเคยเป็นคนของออกญาวิไชยเยนทร์ (คอนสตันซ์ ฟอลคอน) เดิมเป็นขุนนางระดับกลาง แต่ในช่วง ค.ศ. 1699-1700 (พ.ศ. 2242-2243) เกิดกบฏเมืองนครราชสีมา ชาวจีนผู้นี้ยึดหนังสือลับที่เมืองนครราชสีมาส่งมาถึงพระสงฆ์หลายรูปไปถวายเป็นความดีความชอบ ทำให้กลายเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระเพทราชา ต่อมาจึงได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นออกญา
ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ อิทธิพลของชาวจีนยิ่งสูงมากขึ้น มีพระคลังชาวจีนที่ปรากฏเรียกในพระราชพงศาวดารว่า “พระยาโกษาธิบดีจีน” หรือ “พระยาโกษาจีน” (สันนิษฐานว่าอาจเป็นคนเดียวกับออกญาสมบัติบาลในรัชกาลพระเจ้าเสือ) เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในราชสำนัก และเป็นที่โปรดปรานของทั้งพระเจ้าเสือและพระเจ้าท้ายสระ
มีการสันนิษฐานว่า “พระยาโกษาธิบดีจีน” ผู้นี้เป็นชาวฮกเกี้ยน (福建 ฝูเจี้ยน) ทางตอนใต้ของจีน เนื่องจากถูกกล่าวถึงในบันทึกรายวันที่ฟอร์ตเซนต์จอร์จ (Fort St. George) เมืองมัทราส (Madras) ในอินเดียว่า มีญาติเป็นขุนนางเมืองเอ้หมึง (廈門 เซี่ยเหมิน) ในมณฑลฮกเกี้ยน ทั้งนี้ปรากฏหลักฐานว่า ไต้ก๋ง หรือนายสำเภาของสยามมักเป็นชาวจีนฮกเกี้ยนจากเอ้หมึง
ใน ค.ศ. 1717 (พ.ศ. 2260) พระยาโกษาธิบดีจีนได้รับพระราชโองการให้เป็นแม่ทัพเรือไปตีเมืองพุทไธมาศของกัมพูชา อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) กัปตันเรือชาวสก็อตที่เดินทางเข้ามาในสยามบันทึกว่า พระยาโกษาธิบดีจีนไม่สันทัดในการสงคราม สุดท้ายจึงถูกกองทัพญวนและเขมรตีแตกพ่ายกลับเข้ามา แต่เข้าใจว่าพระยาโกษาธิบดีมีบารมีและเป็นที่โปรดปรานอยู่มาก จึงปรากฏในพงศาวดารว่าสมเด็จพระเจ้าท้ายสระโปรดให้ลงโทษด้วยการชดใช้อาวุธปืน ลูกกระสุน และดินประสิวเท่านั้น
พระยาโกษาธิบดีจีนยังได้เลื่อนเป็น “เจ้าพระยา” หลังจากนั้นไม่นาน ดังที่ปรากฏหลักฐานจดหมายที่ส่งไปถึงผู้สำเร็จราชการเมืองปัตตาเวียในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1719 (พ.ศ. 2262) ระบุบรรดาศักดิ์ของตนเองว่า “เจ้าพระยาศรีธรรมราชเดชะชาติอำมาตยานุชิตพิพิทรัตนราชโกษาธิบดีอภัยพิริยบรากรมภาหุ เจ้าพระยาพระคลัง” (Sjopia Seri Dermaraat Ditsjat Tsjaat Amaat Tiaansjat Pipit Ratna Raat Kosa Tabdie Apia Piri Brakarma Pahok Tsjopia Berkelang)
ขุนนางชาวจีนยังได้มีบทบาทในการต่อสำเภาและกำปั่นสำหรับการค้าต่างประเทศ ดังที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารว่าใน พ.ศ. 2264 สมเด็จพระเจ้าท้ายสระมีรับสั่งเจ้าพระยาโกษาธิบดีจีนต่อกำปั่นสำหรับบรรทุกช้างไปขายที่อินเดียด้วย
“ทรงพระกรุณาตรัสสั่งโกษาธิบดีให้ต่อกำปั่น ๓ หน้า ปากกว้าง ๖ วา แล้วทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้ติดสมอ ณ วัดมเหยงคณ์ต่อกำปั่น ๕ เดือนเศษจึ่งสำเร็จแล้ว ๆ ให้ใช้ใบออกไปณเมืองมฤท แล้วให้ประทุกช้างออกไปจำหน่าย ณ เมืองเทศ ๔๐ ช้าง”
นอกจากเจ้าพระยาโกษาธิบดีจีน ยังมีขุนนางชาวจีนคนสำคัญในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระอีกหลายคน เช่น พระยา “Lauja” ซึ่งเคยเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าเสือมาก่อน ไวบรานด์ บล็อม (Wijbrand Blom) หัวหน้าสำนัก VOC ของสยามรายงานว่า “เป็นผู้มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ และเป็นพ่อค้าเอกชนที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศนี้”
การค้าต่างประเทศในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระซึ่งจีนมีบทบาทสำคัญจึงเฟื่องฟูพอสมควร ปรากฏในรายงานของไวบรานด์ บล็อม ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1733 (พ.ศ. 2276) หลังสมเด็จพระเจ้าท้ายสระสวรรคต 2 เดือนว่า มีสำเภาจากเมืองจีนมาเทียบท่าที่กรุงศรีอยุธยาเฉลี่ยปีละ 18 ลำทุกปี นอกจากนี้ยังมีสำเภาจีนอีก 4-5 ลำที่ไปทำการค้ากับเมืองไชยา เมืองนครศรีธรรมราช รวมไปถึงหัวเมืองประเทศราชคือปาตานีและตรังกานูด้วย
เมื่อสมเด็จพระเจ้าท้ายสระสวรรคตในเดือนมกราคม ค.ศ. 1733 (พ.ศ. 2276) เกิดสงครามแย่งชิงราชสมบัติระหว่างฝ่ายเจ้าฟ้าอภัย พระโอรสของสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ กับฝ่ายของพระมหาอุปราช (พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) ปรากฏในหลักฐานชั้นต้นของดัตช์และฝรั่งเศสว่า “พระคลังชาวจีน” สนับสนุนเจ้าฟ้าอภัย แต่สุดท้ายเจ้าฟ้าอภัยพ่ายแพ้ พระคลังชาวจีนต้องหนีราชภัยด้วยการออกบวช พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงส่งชาวมลายู 30 คนไปกุมตัวไว้ได้ ภายหลังจึงถูกชาวมลายู 2 คนสังหารทั้งผ้าเหลืองเนื่องจากไม่ยอมสึก
พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงแต่งตั้งขุนชำนาญชาญณรงค์ (อู่) ข้าหลวงเดิมเชื้อสายพราหมณ์เทศผู้มีความดีความชอบเป็นเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ว่าที่โกษาธิบดี ทำให้อำนาจดูแลการค้าต่างประเทศถูก
เปลี่ยนมือไปจากชาวจีน
หลังจากรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระจนกระทั่งกรุงศรีอยุธยาล่มสลาย ราชสำนักสยามยังคงอาศัยชาวจีนทำการค้ากับเมืองจีนมาอย่างต่อเนื่อง และยังพบว่ามีชาวจีนหรือคนเชื้อสายจีนได้รับราชการในตำแหน่งสำคัญอยู่ ถึงกระนั้นก็ไม่ปรากฏหลักฐานที่กล่าวถึงอิทธิพลของชาวจีนในสยามมากเท่าในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระอีกเลย
ที่มา : วิพากษ์ประวัติศาสตร์