บิ๊กตู่ย้ำละคร-รายการทีวีให้ฉายได้เมื่อครบ 30 วัน แต่ต้องลดตลกโปกฮา-ไม่เถื่อน-ไม่หยาบคาย แถมอย่าแต่งตัวไม่สุภาพ ดาราศิลปินก็ให้แสดงได้ ส่วนงานในที่รโหฐาน-ลอยกระทง-ปีใหม่-งานกาชาด-ลิเก-ลำตัด-คอนเสิร์ตก็ให้จัดได้เช่นกัน เริ่ม 14 พ.ย.ให้ชักธงขึ้นสุดเสา ด้านวธ.จัดพิมพ์ภาพเหตุการณ์รำลึก ประสานจัดแสดงทั่วปท.-ทั่วโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติทึ่งคนไทยร่วมแสดงความอาลัยพระบรมศพ ได้เห็นการแสดงความเคารพยิ่งใหญ่ ปลื้มน้ำใจแจกอาหาร-น้ำฟรี สำนักพระราชวังเปลี่ยนให้เข้าประตูมณีนพรัตน์ หลังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวัดพระแก้ว คุณยายจากสระบุรีรอข้ามคืนเข้าสักการะ ประจวบฯใช้ผลมะเกลือย้อมผ้าดำแบบโบราณ
เสด็จฯ บำเพ็ญพระราชกุศล
เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 1 พ.ย. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ คุณพลอยไพลิน เจนเซน พระธิดาองค์โตในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งดำเนินเป็นวันที่สิบเก้า จากนั้นถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร และวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร ที่สวดพระอภิธรรม มาตั้งแต่ค่ำวันที่ 31 ต.ค. จากนั้นถวายภัตตาหารแด่พระพิธีธรรม ก่อนเสด็จฯ กลับ
ในพระราชพิธีสวดพระอภิธรรมพระบรมศพในช่วงเช้าแต่ละวันนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมี พระราชดำริให้วงปี่พาทย์พิธีบรรเลงเพลงเรื่องพระฉิ่งพระฉัน ขณะที่พระสงฆ์ฉันภัตตาหารเช้าของทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.จนครบ 100 วัน นอกจากนี้ยังทรงมี พระราชดำริให้วงปี่พาทย์พิธีบรรเลงเพลงเร็วเรื่องนางหงส์ ในช่วงระหว่างเจ้าพนักงานลาดภูษาโยง และประธานในพระราชพิธีทอดผ้าไตรแด่พระพิธีธรรม ในพระราชพิธีสวด พระอภิธรรมพระบรมศพในแต่ละวันอีกด้วย
ต่อมาเวลา 11.00 น. ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ทรงเป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่ พระพิธีธรรมจากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
จากนั้นเวลา 15.00 น. พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ
ถัดมาเวลา 18.50 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ โดยมีพระพิธีธรรมจากวัดประยุรวงศาวาส วรวิหาร และวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร สวดพระอภิธรรม รวม 8 รูป
พระราชทานอาหาร
ที่เต็นท์หน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงห่วงใยพสกนิกรที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยทหารนำอาหาร ขนม ผลไม้ และน้ำดื่มพระราชทานมาแจกจ่ายให้ประชาชน สำหรับเมนูอาหารพระราชทาน ประกอบด้วย มื้อเช้า ข้าวหน้าไก่ 1,500 ชุด นมกล่องหนองโพ 2,000 กล่อง มื้อกลางวัน ผัดไทย 2,000 ชุด หมี่กะทิ 2,000 ชุด ข้าวมัสมั่นไก่เชฟอุทัย 200 ชุด และเฉาก๊วย 2,000 ถ้วย มื้อเย็น ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ 2,000 ชุด ราดหน้าหมู 2,000 ชุด ขณะเดียวกันมีน้ำสมุนไพรจำนวน 700 ลิตรให้บริการประชาชนตลอดทั้งวัน
ในช่วงเย็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จมายังรถเคลื่อนที่มูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อทรงทอดไก่ประทานให้พสกนิกรที่มาถวายสักการะ โดยทรงจุดเตาทอดไก่ด้วยพระองค์เอง ระหว่างที่ทรงทอดไก่ประทานให้พสกนิกร แย้มพระสรวลและมีพระปฏิสันถารกับประชาชนที่มารอคิวรับการประทานข้าวเหนียวไก่ทอดอย่างไม่ถือพระองค์ สร้างความปลื้มปีติให้ประชาชนที่มารอรับเสด็จ โดยวันนี้มีไก่ที่นำมาทอด 1,100 ก.ก. พร้อมข้าวเหนียว 500 ก.ก. ในการนี้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ รับสั่งกับประชาชนว่า “รับแอปเปิ้ลพร้อมกันเลยค่ะ”
ให้เจ้าภาพถวายสมทบทุน
วันเดียวกัน สำนักพระราชวังออกประกาศว่าตามที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาตให้ราชสกุล องคมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวง ทบวง กรม องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และถวายเป็นพระราชกุศลนั้น
ผู้แจ้งความประสงค์ขอเป็นเจ้าภาพร่วม สามารถสมทบทุนเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ตามศรัทธา ทั้งนี้ สำนักพระราชวังจะได้ส่งหนังสือตอบรับ พร้อมแจ้งรายละเอียดในการเป็นเจ้าภาพก่อนวันและเวลาที่ท่านเป็นเจ้าภาพล่วงหน้า 15 วันทำการ
เปลี่ยนให้เข้าประตูมณีนพรัตน์
สำหรับบรรยากาศประชาชนจากทุกสารทิศหลั่งไหลมาแสดงความไว้อาลัยในวันที่สี่ ที่พระราชทานพระราชานุญาตให้เข้าถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยมีประชาชนมารอเข้าแถวจำนวนมากเหมือนเช่นทุกวัน ซึ่งเจ้าหน้าที่เปิดให้ประชาชนเข้าทางประตูวิเศษไชยศรีอย่างเป็นระเบียบในเวลา 05.15 น. จากนั้นเปลี่ยนทางเข้าเป็นทางประตูมณีนพรัตน์ ถนนหน้าพระลานในเวลา 08.30 น. เนื่องจากสำนักพระราชวังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวันแรก โดยให้เข้าทางประตูวิเศษไชยศรี ขณะที่ผู้สูงอายุและผู้พิการที่ต้องนั่งเข็น เจ้าหน้าที่ได้อำนวยความสะดวกให้เข้าตามเส้นทางเก่า ทางประตูวิเศษไชยศรี ต่อด้วยประตูพิมานไชยศรีได้เหมือนเดิม
ขณะที่บริเวณท้องสนามหลวง ประชาชนเริ่มเดินทางมาถวายสักการะ โดยปลายแถวอยู่บริเวณเต็นท์กองอำนวยการร่วมฯ และประตูทางเข้าทุกจุดจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจอาวุธและสิ่งผิดกฎหมายทุกชนิด ก่อนเจ้าหน้าที่ประจำกอร.รส.ได้ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียง เตือนประชาชนให้ระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจแฝงตัวเข้ามาภายในพื้นที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่จัดแถวให้ประชาชนที่เข้าถวายสักการะพระบรมศพผ่านเข้าในพระบรมมหาราชวัง ฝั่งทิศเหนืออันเป็นสถานที่ตั้งของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยจัดเป็นแถว 2 แถว ให้ประชาชนอยู่ในร่มเงาของพระระเบียงคด ตลอดเส้นทางประชาชนยังได้ชื่นชมความงดงามของจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์ตลอดแนวของระเบียงคดของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเมื่อเดินมาถึงประตูวัดพระศรีรัตนศาสดารามทางเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน ก็จะเลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนอมรวิถี หน้าพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน แล้วเลี้ยวขวาตั้งแถว 5 แถว หน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เพื่อเข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สถานที่ประดิษฐานพระบรมศพ ทางประตูกำแพงแก้วฝั่งตะวันออก
ต่อมาสำนักพระราชวังสรุปยอดประชาชนถวายสักการะพระบรมศพในวันที่ 1 พ.ย. ทั้งสิ้น 20,927 คน ยอดเงินทูลเกล้าฯถวายเพื่อสมทบบำเพ็ญพระราชกุศล 1,638,517.25 บาท เมื่อรวมยอดประชาชนตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. มีประชาชนเดินทางมาทั้งสิ้น 579,013 คน ยอดเงินทูลเกล้า 17,533,678.25 บาท
คุณยาย 5 แผ่นดินเข้าสักการะ
ด้านนางดรุณี บุญรอด วัย 66 ปี ชาวปทุมธานีที่มาพร้อมลูกชายและหลานอีก 2 คนตั้งแต่ตี 3 เล่าถึงความรู้สึกว่า ตื้นตันใจไม่คิดว่าจะมีโอกาสสักการะพระบรมศพ ที่ผ่านมาเห็นพระองค์ท่านทรงงานหนักตลอดเวลา ภาพที่เห็นจนชินตาคือพระองค์จะทรงบุกน้ำ ลุยโคลนเพื่อช่วยเหลือพสกนิกร ซึ่งไม่มีกษัตริย์พระองค์ไหนในโลกทุ่มเทพระวรกายทั้งหมดเพื่อประชาชนได้มากขนาดนี้
นางจันเป้ง แก้ววิกา วัย 76 ปี ชาวสระบุรี ที่ให้หลานพามาถวายสักการะตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 31 ต.ค. เผยด้วยความซาบซึ้งว่า เมื่อครั้งอายุ 10 ขวบเคยตามพ่อกับแม่ไปเข้าเฝ้าฯพระองค์ท่านตอนเสด็จฯมาจ.สระบุรี ตอนนั้นรู้สึกสงสัยว่าทำไมพระเจ้าอยู่หัวต้องเสด็จฯมาในพื้นที่อันแสนกันดาร กระทั่งวันที่โตมาถึงได้รู้ว่าสิ่งที่พระองค์ท่านทรงตรากตรำพระวรกายทั้งหมดก็เพื่อให้ชาวไทยทุกคนได้อยู่ดีกินดี
นางกิมไล้ แสงนาค อายุ 96 ปี หรือยายครก ชาวอ่างทอง คุณยาย 5 แผ่นดิน ปัจจุบันอยู่ย่านวงเวียนใหญ่ก็เดินทางมาถวายสักการะพร้อมครอบครัว กล่าวน้ำตารื้นว่า อยู่มาตั้งแต่สมัยปลายรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงเลิกทาส ความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ตนเกิดจนถึงสมัยในหลวงรัชกาลที่ 9 ขึ้นครองราชย์ ประเทศไทยเจริญขึ้นเรื่อยๆ โดยติดตามการทำงานของพระองค์ท่านผ่านโทรทัศน์ และเห็นพระองค์ท่านเป็นกษัตริย์นักพัฒนา เมื่อทราบข่าวสวรรคตจึงต้องการมากราบเป็นครั้งสุดท้าย
ต่างชาติทึ่งคนไทยร่วมอาลัย
ส่วนคณะนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่เดินทางมาประเทศไทย ต่างพร้อมใจสวมชุดไว้ทุกข์มาเที่ยวชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยนางซินดี้ แกรนด์นิเจอร์ อายุ 59 ปี นักท่องเที่ยวจากรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ที่เข้ามาเที่ยววัดพระแก้วเผยว่า ทราบดีตอนนี้คนไทยอยู่ในความเศร้าโศกเสียใจอย่างมากและทราบดีว่าพระองค์เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ ทรงทำทุกอย่างให้คนไทยและทรงครองราชย์มาถึง 70 ปี ส่วนที่สวมชุดไว้ทุกข์มาวัดพระแก้ว เป็นการเคารพที่อยากแสดงออก ไม่ได้รู้สึกลำบากใจและดีใจที่ได้มีส่วนร่วม นอกจากนี้ยังเห็นความมีน้ำใจของคนไทยที่มีบริการอาหารและน้ำดื่มฟรีให้ผู้ที่มาถวายสักการะพระบรมศพ
ด้านน.ส.คริสทีน่า บินเดอร์ อายุ 29 ปี ชาวเยอรมันที่แบกเป้มาท่องเมืองไทยครั้งแรก เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ทราบข่าวการเสด็จสวรรคต จึงเตรียมเสื้อผ้าชุดสีดำมาแสดงความเคารพ ก่อนได้มาเห็นบรรยากาศที่คนต่อแถวเพื่อถวายสักการะพระบรมศพ รู้สึกเป็นการแสดงความเคารพที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งคนต่างประเทศไม่เคยสัมผัสมาก่อน หากประมุขหรือผู้นำประเทศเสียชีวิต จะลดธงครึ่งเสาไม่มีรัฐพิธีเช่นนี้
นางเวนเนสซ่า เพซบัวชูร์ นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส เดินทางมากับสามี กล่าวว่า แม้ได้ยินข่าวการสูญเสียของคนไทย แต่เราไม่ได้เปลี่ยนความตั้งใจที่จะมาเที่ยวเมืองไทย ทราบว่าวันนี้พระบรมมหาราชวังเปิดเป็นวันแรก จึงชวนกันมาชมความวิจิตรงดงาม ซึ่งเราไม่คุ้นกับอะไรแบบนี้ หากผู้นำของเราเสียชีวิตก็ ไม่ได้มีใครแต่งตัวไว้ทุกข์ อาจมีการยืนไว้ อาลัย แล้วก็ใช้ชีวิตกันตามปกติ แต่เข้าใจและเคารพความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของคนไทย
เริ่มสร้างพระเมรุช่วงปีใหม่
ที่ท้องสนามหลวง บริเวณเต็นท์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อย โดยพล.ต.อ.จักรทิพย์เปิดเผยว่า ได้รับรายงานในช่วงเช้ามีประชาชนและกรุ๊ปทัวร์มาจำนวนมาก โดยเดินทางมาบริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง ส่วนการประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยวที่เข้ามาบริเวณท้องสนามหลวงนั้น เบื้องต้นประชาสัมพันธ์และแจกเอกสารชี้แจง ขอความร่วมมือแต่งกายสุภาพ รัดกุมและไม่พกทรัพย์สินของมีค่าติดตัวมา นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตั้งจุดคัดกรองบุคคลที่จะเข้ามาบริเวณท้องสนามหลวง โดยจะตรวจสัมภาระ เพื่อป้องกันการก่อเหตุ
จากนั้นพล.ต.อ.จักรทิพย์นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จิตอาสาที่มาให้บริการฟรี นำกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจความเรียบร้อยบริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวังและสนามหลวง
ด้านพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า การก่อสร้างพระเมรุมาศคาดเริ่มช่วงปีใหม่ ซึ่งต้องเตรียมพื้นที่ก่อน โดยกทม.ได้รับการประสานงานจากสำนักพระราชวังในการใช้พื้นที่ท้องสนามหลวงจัดงานพระราชพิธีประมาณ 40 กว่าไร่ เกือบ 2 ใน 3 ของพื้นที่สนามหลวง ต้องเคลื่อนย้ายเต็นท์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ทางทิศใต้ของสนามหลวงออกให้หมด แล้วนำไปไว้ที่ทิศเหนือ
บิ๊กตู่ให้ทีวีลดตลกโปกฮา-ไม่เถื่อน
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. กล่าวภายหลังการประชุมครม.ถึงกรณีครบ 30 วันในมาตรการเกี่ยวกับสถานบันเทิงและการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ว่า จะปลดล็อกเรื่อยๆ และทุกคนเข้าใจสถานการณ์ดี โดยประเทศไทยมีเรื่องของการท่องเที่ยว การใช้ชีวิตประจำวัน แต่ต้องดูในเรื่องความเหมาะสมและสถานที่การจัดงาน ทั้งพื้นที่ส่วนตัวและกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นบนเกาะและอื่นๆ มอบหมายให้พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกฯ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หารือกันเพื่อชี้แจง แต่ขอร้องอย่าทำผิดกฎหมาย อย่าแต่งตัวไม่สุภาพในช่วงนี้ ส่วนการจัดงานในที่รโหฐานสามารถจัดได้ ทั้งศิลปินดาราสามารถแสดงได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบ ไม่หยาบคายหรือแสดงให้เห็นวัฒนธรรมที่ไม่ดีงาม
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า เมื่อครบ 30 วัน สถานีโทรทัศน์สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นปกติได้ แต่ขอร้องให้ลดโทนลงในบางรายการ เช่น เรื่องตลกโปกฮา เถื่อนๆ ขอให้ใช้วาจาสุภาพ เชื่อว่าสามารถทำได้ รัฐบาลเพียงขอความร่วมมือ แต่ไม่ห้ามทั้งหมด โดยขอขอบคุณสื่อทุกแขนงที่ให้ความร่วมมือในช่วงโศกเศร้าเสียใจ เผยแพร่พระราชกรณียกิจให้คนรุ่นหลังรับทราบ และภาพของประชาชนที่เข้าถวายสักการะพระบรมศพถือว่ามืดฟ้า มัวดิน พร้อมสั่งการให้รวบรวมแล้วจัดทำเป็นหนังสือภาพของแต่ละวันว่าในกทม. ต่างจังหวัดและต่างประเทศ บรรยากาศเป็นอย่างไร เพราะคนที่มาแสดงความอาลัยไม่ได้ถูกบังคับ แต่ก็ยังมีผู้ไม่หวังดี จึงให้ช่วยกันบอกกล่าว เพราะคนส่วนใหญ่เห็นชอบ ตามกฎกติกาประชาธิปไตย เมื่อคนส่วนใหญ่ทำ คนส่วนน้อยก็ต้องยอม ไม่ใช่คนส่วนน้อยจะมาทำให้คนส่วนใหญ่ตามไปด้วย
เริ่ม 9 กิจกรรมบันเทิงได้
ด้านพ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลการ ประชุมครม.ว่า สำหรับการจัดกิจกรรมบันเทิงและการเสนอข่าวของสื่อ โดยได้จำแนกกิจกรรมเป็น 9 ลักษณะ คือ 1.งานเทศกาลระดับประเทศ ได้แก่ ลอยกระทง คริสต์มาส ปีใหม่ 2.งานเทศกาลระดับจังหวัด ได้แก่ งานกาชาด เทศกาลผีตาโขน 3.งานส่งเสริมเศรษฐกิจระดับจังหวัด อำเภอท้องถิ่น เช่น กิจกรรมถนนคนเดิน ประเพณีชนวัว 4.งานรื่นเริงประเพณีวัฒนธรรมพื้นบ้าน เช่น ลิเก ลำตัด ดนตรี มหรสพ การประกวดต่างๆ 5.กิจกรรม สถานบันเทิงต่างๆ เช่น ไนต์คลับ ผับ บาร์ 6.กิจกรรมที่จัดภายในโรงแรม เช่น การจัดประชุมสัมมนา การเลี้ยงสังสรรค์ 7.การแสดงคอนเสิร์ต 8.งานตามประเพณีวัฒนธรรม เช่น ผ้าป่า กฐิน งานมงคลสมรส งานบวช และ 9.งานแข่งขันกีฬาทุกระดับและกองเชียร์ โดยทั้ง 9 กิจกรรมให้จัดได้ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย.เป็นต้นไป ซึ่งผู้จัดงานต้องพิจารณาตามความเหมาะสมตามกฎหมาย
ผู้ช่วยโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์ 1 ปีนั้น ขอให้คงไว้เช่นเดิม แต่ในส่วนของประชาชนและนักท่องเที่ยว ขอให้พิจารณาตามความเหมาะสม และตามที่มีประกาศสำนักนายกฯให้ลดธงครึ่งเสาเป็นระยะเวลา 30 วันตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.นั้นจะครบกำหนดในวันที่ 12 พ.ย. ดังนั้นในวันทำการราชการคือวันที่ 14 พ.ย. จะเป็นวันแรกที่ชักธงเต็มเสาเช่นเดิม
วธ.พิมพ์ภาพรำลึกแสดงทั่วโลก
ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วธ. กล่าวว่า ขณะนี้ได้จัดพิมพ์ประมวลภาพเหตุการณ์ในงานพระบรมศพแบ่งออกเป็น 3 เล่ม ประกอบด้วย พื้นที่กทม. พื้นที่ตจว. และในต่างประเทศ ซึ่งเป็นภาพถ่ายจากการส่งเข้ามายังวธ. และจากช่างภาพอาสาสมัคร โดยจัดทำแล้วเสร็จในชุดที่ 1 เพื่อนำส่งนายกฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถโหลดผ่านทางเว็บไซต์วธ. ก่อนรวบรวมภาพและจัดทำเป็นรูปเล่มในทุก 15 วัน จนเสร็จสิ้นพระราชพิธี นอกจากนี้จะประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้สถานทูตในต่างประเทศ เช่น ภูฏาน ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา และสวิตเซอร์แลนด์ นำรูปไปจัดแสดง นอกจากนี้จะใช้โอกาสนี้เผยแพร่พระราชกรณียกิจด้วย
นายวีระ กล่าวต่อว่า กระทรวงยังรวบรวมวิดีโอเคลื่อนไหว เพื่อรวบรวมเหตุการณ์ทุก 7 วัน เมื่อเสร็จสิ้นจะรวบรวมเป็นเรื่องเดียว เพื่อเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ และรวบรวมวิดีโอภาพ 68 คลิปและเพลงที่ศิลปินแต่งขึ้นใหม่ เพื่อแสดงความอาลัย 80 เพลง รวมถึงสัมภาษณ์ประชาชนเพิ่มเติมเก็บไว้ เพื่อบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ในส่วน คำราชาศัพท์และการออกเสียงการอ่าน คำเฉพาะในงานพระราชพิธี ขณะนี้สำนักวรรณกรรมประสานงานกับสำนักพระราชวังและสํานักงานราชบัณฑิตยสภา จัดทำคู่มือที่เกี่ยวข้องกับพระราชพิธีพระบรมศพ
ใช้ผลมะเกลือย้อมผ้าดำ
สำหรับบรรยากาศแสดงความไว้อาลัยในต่างจังหวัด ที่จ.สงขลา ประชาชนต่างมา ต่อแถวรับตั๋วรถไฟฟรีเพื่อเดินทางไปถวาย สักการะพระบรมศพ จนเนืองแน่นสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ ก่อนเพิ่มโบกี้เต็มพิกัดลากจูง 17 ตู้ ทั้งขบวนรถด่วนและรถเร็ว ซึ่งจะสำรองตู้โบกี้อีก 2 ขบวนหากไม่เพียงพอ ส่วนที่สถานีขนส่งผู้โดยสารหาดใหญ่แห่งที่ 1 รถทัวร์โดยสารเส้นทางหาดใหญ่-กรุงเทพฯ มีประชาชนใช้บริการเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชาวบ้านเริ่มประสบปัญหาสีย้อมผ้าดำเริ่มขาดตลาดและมีราคาสูงขึ้น น.ส.ช่อฟ้า เจียมสกุล นักวิชาการพัฒนาชุมชน ชำนาญการอ.สามร้อยยอด พร้อมผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่จึงเข้าป่าเพื่อเสาะหาผลมะเกลือ หลังศึกษาข้อมูลพบว่า มะเกลือสามารถนำมาใช้ย้อมผ้าได้ตามแบบวิธีโบราณ กระทั่งพบต้นมะเกลือป่าขนาดใหญ่อยู่ 1 ต้น โดยมีผลมะเกลือออกเต็มต้น ซึ่งเจ้าของอนุญาตให้เก็บไปใช้ได้
ขั้นตอนในการย้อมผ้าด้วยมะเกลือต้องใช้เวลา โดยยางของมะเกลือมีสาร เมื่อสัมผัสกับอากาศจะเป็นสีดำตามวิธีชาวบ้าน โดยจะตำให้ละเอียดพอประมาณและนำไปผสมกับน้ำ ในอัตราส่วน 10 ครกต่อน้ำ 1 กะละมัง แล้วนำผ้าที่ต้องการย้อมสีมาแช่ไว้ ซึ่งจุดเด่น ของการย้อมด้วยมะเกลือคือติดทนนานและ ผ้าสีไม่ตกด้วย แต่ต้องย้อม 5-6 ครั้งถึงจะได้สีดำสนิท
