สุดทน เพื่อนบ้านมหาภัย ก่อกวนไม่เลิก บุกตบในร้าน-ถอยรถชนประตูพัง แจ้งความ 8 ครั้ง ไม่คืบ แถมยังยิงปืนโชว์ตร.หลายนัด
วันที่ 8 มี.ค. 67 ที่สำนักงานเพจสายไหมต้องรอด น.ส.จริยา หรือแอม อายุ 31 ปี เดินทางเข้าพบ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด หลังถูกเพื่อนบ้านตามหาเรื่อง สร้างความเดือดร้อนรำคาญ และบุกทำลายทรัพย์สิน เหตุเกิดในหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านดอนเมือง
น.ส.จริยา กล่าวว่า ตนได้เข้ามาซื้อบ้านอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้เป็นเวลาประมาณ 7 เดือน ที่ผ่านมาก็ใช้ชีวิตตามปกติ ก่อนที่ในช่วงประมาณปลายปีที่ผ่านมา คู่กรณีจะเข้ามาซื้อบ้านอยู่ถัดไปหนึ่งซอยจากบ้านพักของตนแต่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน
ต่อมาตัวคู่กรณีมีการเดินแจกกะปิ โดยอ้างว่าจะนำมาขายอยากให้เพื่อนบ้านชิมก่อนจะมาพูดคุยกับน้องชายของตนที่มาช่วยงานส่งอาหาร และตีสนิทโดยให้เหตุผลว่าเป็นคนใต้เหมือนกัน
โดยมีการพูดคุยซักถามว่าน้องชายตนได้เงินค่าจ้างรายวันจากการส่งข้าวให้กับพนักงานในสนามบินเท่าไหร่ โดยน้องชายตนตอบไปว่าได้เงินวันละ 200 บาท ทางคู่กรณีจึงชักชวนน้องชายไปทำงานด้วยกัน โดยให้เหตุผลว่าจะชวนไปทำปล่อยเงินกู้โดยให้เงินค่าจ้างวันละ 500 บาท แต่น้องชายปฏิเสธเพราะให้เหตุผลว่าไม่ได้เดือดร้อนทางด้านการเงินแต่อย่างใด
น.ส.จริยา กล่าวต่อว่า ต่อมาน้องชายและคู่กรณีได้ไปมาหาสู่กัน และพากันไปเลี้ยงอาหารและดื่มสุรากัน ซึ่งทางคู่กรณีเป็นคนออกเงินค่าใช้จ่าย ทั้งหมดจำนวน 50,000 บาท ก่อนจะกลับจากร้านอาหารและมีการโอนเงินให้น้องชายจำนวน 20,000 บาท เพื่อให้ไปกดเป็นเงินสดออกมา โดยบอกว่าให้น้องชายนำเงินมาให้คู่กรณีเพียง 15,000 บาท ส่วนอีก 5,000 บาท ให้เก็บเอาไว้ใช้
แต่เมื่อในช่วงเช้าของวันต่อมาคู่กรณีที่หายจากอาการมึนเมา ก็กลับมาหาเรื่องโดยบอกว่าบ้านของตนมีการโกงเงินไปจำนวน 50,000 บาท และตามราวีอยู่บ่อยครั้ง
โดยมีการพกมีดดาบมาโวยวายที่หน้าบ้าน และเข้าไปหาเรื่องกันในกลุ่มแชทไลน์ของหมู่บ้าน โดยยังคงมุ่งประเด็นว่าบ้านของตนเป็นหนี้จากการโกงเงินไปจำนวน 50,000 บาทและต้องการให้ชดใช้ ซึ่งตนได้พยายามอธิบายตลอดว่าไม่เคยมีการยืมเงินหรือโกงเงินจำนวนดังกล่าวมา
แต่เงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่คู่กรณีสมัครใจพาน้องชายไปเลี้ยงและดื่มสุราเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนที่เป็นเจ้าของบ้าน แต่คู่กรณีก็ไม่ยอมฟังและไม่ยอมเลิกลา
คู่กรณียังคงมีการราวีทั้งในตอนกลางวันและตอนกลางคืนอยู่มาเป็นระยะ จนเรื่องลุกลามบานปลาย ถึงขั้นต้องเรียกตำรวจเข้ามาช่วยระงับเหตุซึ่งตำรวจของ สน.ดอนเมือง ก็เดินทางมาตามการแจ้งทุกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้
โดยมีครั้งหนึ่งตำรวจเดินทางมาระงับเหตุ แต่คู่กรณีมีการใช้อาวุธปืนยิงอยู่ภายในบ้านจำนวน 7 ถึง 8 นัด ทำให้ตำรวจต้องปิดล้อมและนำกำลังเข้ามาคุมตัวในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้นก่อนที่คู่กรณีจะหายตัวไปประมาณ 2 อาทิตย์
ก่อนกลับเข้ามาในหมู่บ้านและเริ่มหาเรื่องตนเองอีกครั้ง ประกอบกับการไม่พอใจที่ถูกไล่ออกจากงานโดยพุ่งเป้าว่าตนเป็นคนบอกกับทางบริษัทที่เค้าอ้างว่าทำงานอยู่ แต่ในข้อเท็จจริงการที่เขาพูดในแชทไลน์ ว่าเค้าเป็นพนักงานของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง และบริษัทนั้นติดเงินเค้าอยู่จำนวนหนึ่งล้านบาท เชื่อว่าน่าจะมีคนในหมู่บ้านนำเรื่องไปร้องเรียนกับทางบริษัทดังกล่าวจนนำไปสู่การไล่ออก ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับตน
ต่อมาวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมาตนพบเจอกับเขาที่ร้านสะดวกซื้อ คู่กรณีได้เดินหน้ามาหาเรื่องอีกครั้งและมีการลงมือตบหน้าตนหนึ่งครั้งตนเองถือขวดน้ำมันพืชอยู่ด้วยความโมโหจึงตีกลับไปและคู่กรณีก็หัวเราะและพูดหายกันแล้ว
ตนได้บอกสายตรวจที่เจอกันอยู่ที่หน้าร้านสะดวกซื้อว่าให้ควบคุมตัวแต่ตำรวจยังไม่ทันได้ควบคุมตัว คู่กรณีก็อ้างว่าไม่มีหลักฐานและหลบหนีไป ตนพยายามดำเนินการทางคดีกับทางตำรวจแต่ตำรวจแจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากไม่ใช่เหตุซึ่งหน้า และการทำร้ายร่างกายกันในร้านสะดวกซื้อดังกล่าวตำรวจมองว่าเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาท
จนเรื่องบานปลายลุกลามไปจนเมื่อช่วงเช้า 7 มีนาคมที่ผ่านมาคู่กรณีขับรถกระบะขับเข้ามาถอยพุ่งชนประตูบ้าน จนทำให้ประตูบ้านล้มลงฟาดกับตัวรถจนได้รับความเสียหาย ตนจึงตัดสินใจนำเรื่องราวดังกล่าวทั้งหมด เข้าร้องขอความช่วยเหลือต่อสายไหมต้องรอด
ด้าน นายเอกภพ ระบุว่า เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าตำรวจ สน.ดอนเมือง เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในทุกครั้งที่ผู้เสียหายมีการร้องขอ แต่การฟังและดูกล้องวงจรปิดรวมถึงกล้องที่มีการบันทึกเหตุการณ์เอาไว้ ตนเองตั้งข้อสันนิษฐานว่าคู่กรณีรายนี้อาจจะมีอาการป่วยทางจิตหรือไม่
เนื่องจากในบางคลิปที่มีการบันทึกไว้มีการพูดจาไม่รู้เรื่อง ซึ่งทราบว่าคู่กรณีก็ไม่มีคนพักอาศัยด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากเป็นผู้ป่วยทางจิตจริงและไม่มีผู้ควบคุมดูแล การอยู่ร่วมกันในหมู่บ้านหรือสังคมแบบนี้อาจจะสร้างความอันตรายให้กับคนอื่นได้
จึงอยากขอฝากให้ทางตำรวจ สน.ดอนเมือง ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือในการพาตัวไปตรวจสอบสภาพจิต หากพบว่าป่วยจริงก็ให้เข้าสู่ขั้นตอนการรักษา ไม่ควรปล่อยให้มากระทำการแบบนี้ แต่หากนำไปตรวจแล้วไม่พบว่ามีอาการป่วยทางจิตแต่อย่างใดก็อยากให้นำไปดำเนินคดีเพื่อป้องกันไม่ให้ก่อเหตุกับผู้เสียหายรายอื่นอีก